:::::ประวัติย่อ "ท่านธรรมอธิการ":::::



ท่านเหล่าเฉียนเหยิน
(ท่านผู้เฒ่าน้ำใส)

ประวัติย่อ "ท่านธรรมอธิการ"

ท่านธรรมอธิการหันเหล่าเฉียนเหยิน นามเดิม "เอินหยง" นามเสริมว่า "อวี่หลิน" ฉายา "ผู้เฒ่าน้ำใส" ท่านเป็นผู้ปกครองใหญ่ในวงการอนุตตรธรรม ขณะนี้(ค.ศ.1990) ท่านมีอายุได้เก้าสิบปีแล้ว นักธรรมหนุ่มสาวมักเรียกท่านด้วยความเคารพรักและซาบซึ้งว่า "ท่านปู่" ท่านธรรมอธิการเป็นผู้มีสติปัญญาเหนือกว่าคนทั่วไปมาตั้งแต่เด็ก ท่านศึกษาคัมภีร์ปรัชญาทุกแขนงได้อย่างลึกซึ้ง ภายใต้การอบรมกล่อมเกลาของครอบครัวที่ดี ทำให้ท่านบังเกิดความมุ่งมั่นด้วยปณิธานกว้างไกลในอันที่จะอุทิศตนสร้างคุณประโยชน์เพื่อชาติและสังคม

ท่านธรรมอธิการสำนึกในหน้าที่รับผิดชอบต่อชีวิตตั้งแต่อายุเพิ่งได้สิบกว่าปี ด้วยความเป็นคนซื่อสัตย์ขยันขันแข็งในการทำงานภายในเวลาไม่กี่ปีท่านก็เป็นที่ชื่นชมของผู้บังคับบัญชาจนได้เลื่อนตำแหน่งงานขึ้นเรื่อยๆ อายุเพียงสามสิบเศษก็ได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงงานทอผ้า ย้อมผ้า ต้าเต๋อหลง แห่งนครเทียนจิน
ด้วยคุณธรรมและความปรีชาสามารถของท่าน กิจการของบริษัทจึงก้าวหน้าไปไม่หยุดยั้ง การงานดำเนินไปอย่างราบรื่น ในขณะที่อนาคตของท่านกำลังรุ่งโรจน์สดใสอยู่นั้น เนื่องจากท่านมุมานะกับงานมากเกินไป ตรากตรำจนร่างกายทรุดโทรมจึงล้มป่วยลงด้วยวัณโรคปอดระยะที่สาม ซึ่งในสมัยนั้นไม่มีหมอและยาอะไรที่จะรักษาให้หายได้เลย ขณะที่ชีวิตตกอยู่ใกล้ความตายเพียงแค่เอื้อมนั้นเอง ท่านโชคดีได้พบแพทย์แผนโบราณท่านหนึ่ง แซ่ซุน หมอซุนได้ชวนให้ท่านธรรมอธิการไปขอรับวิถีธรรมที่พุทธสถานซึ่งเวลานั้นก็พอดีเป็นขณะที่พระพุทธจี้กงประทับทรงประทานพระโอวาททรงพระอักษรให้ปรากฏบนกระบะทราย
พระพุทธะจี้กงประทานข้อความตอนหนึ่งว่า "โรคภัยไข้เจ็บเล็กๆน้อยๆแค่นี้ ไม่มีอะไรน่าวิตก หากเจ้าศรัทธาปฏิบัติงานธรรมแทนเบื้องบน ต่อให้เจ็บหนักกว่านี้อีก เบื้องบนก็สามารถเรียกชีวิตของเจ้าคืนมาจากความตายได้"

ข้อความนี้ดูเหมือนพระองค์จะเจาะจงพูดกับท่านธรรมอธิการโดยตรง ดังนั้นท่านจึงอธิษฐานอยู่เบื้องหน้าพระองค์อย่างเงียบๆว่า "พระพุทธะจี้กงได้โปรดเมตตา หากพระองค์โปรดให้กระผมหายขาดจากวัณโรค และการอาเจียนเป็นโลหิตได้ กระผมจะวางมือจากกิจการทางโลก ติดตามบำเพ็ญธรรมปฏิบัติงานธรรมกับพระธรรมาจารย์ เพื่อช่วยเวไนยสัตว์ทั้งหลาย" ทันทีที่ท่านธรรมอธิการตั้งจิตอธิษฐานจบ พระอาจารย์จี้กงก็โปรดประทานอาหารที่ถวายอยู่บนโต๊ะหนึ่งคำให้ท่านธรรมอธิการรับประทาน ขณะที่กลืนอาหารคำนั้นลงสู่คอ ความรู้สึกของท่านตื้นเต้นหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก เพราะอาหารคำนั้นเย็นเฉียบ คนที่เป็นโรคปอดระยะที่สาม สิ่งที่แสลงโรคที่สุดคืออาหารเย็นๆ เหตุนี้ท่านธรรมอธิการจึงหวั่นเกรงเป็นอย่างยิ่งว่าจะทำให้อาการป่วยทรุดหนักลง
แต่ในที่สุดผลกลับเป็นตรงกันข้ามอย่างน่าประหลาด ต่อมาอีกไม่นานท่านธรรมอธิการก็มีโอกาสได้เข้าประชุมอบรมธรรมในฐานะญาติธรรมใหม่ ท่านเข้าไปนั่งเงียบๆอยู่มุมห้องใหญ่ท้ายสุดไม่เป็นที่สังเกตของใครๆ และแล้วพระอาจารย์จี้กงก็ประทับทรงในร่างทรงพรหมจารี พระองค์โปรดเรียกชื่อท่านธรรมอธิการจากหน้าห้องทั้งๆที่ไม่เห็นตัวแล้วถามว่า "ใครอยากจะช่วยพระอาจารย์สร้างโรงพยาบาลบ้าง" ท่านธรรมอธิการตอบรับทันที พระอาจารย์ก็โปรดว่า "ไม่ใช่โรงพยาบาลรักษาโรคทางกายนะ แต่เป็นโรงพยาบาลรักษาจิตใจคน" ท่านธรรมอธิการก็รับคำอีกอย่างแข็งขัน
จากวันนั้นแล้วไม่นานต่อมาโรคปอดระยะที่สามของท่านธรรมอธิการ ก็หายขาดโดยไม่ต้องเยียวยาอะไรเลย ท่านรู้ดีว่าที่เป็นไปได้เช่นนี้ ล้วนเกิดแต่บุญญาภินิหารย์ของพระอาจารย์จี้กง เพราะเหนือความสามารถที่จะชุบชีวิตใหม่ให้ได้
เพื่อเป็นไปตามคำมั่นสัญญาที่อธิษฐาน และก็เพื่อตอบแทนพระคุณของพระอาจารย์จี้กงที่ช่วยชีวิตท่านไว้ ท่านจึงตัดสินใจเด็ดขาดยอมสละชีวิตครอบครัวและกิจการงานทุ่มเทกายใจติดตามพระธรรมจารย์ไปทั่วทุกหนแห่งเพื่อปรกโปรดฉุดช่วยเวไนยสัตว์ทั้งหลาย
จวบจนกระทั่งพระธรรมาจารย์คืนสู่เบื้องบนไปนับเป็นเวลาได้แปดปี

ปีหมินกั๋วที่ 36 (พ.ศ. 2490) หลังจากพระธรรมาจารย์คืนสู่นิพพานแล้ว ท่านธรรมอธิการก็รับพระบัญชาจากพระธรรมจาริณีอย่างใกล้ชิด ช่วยแบ่งเบาภารกิจงานธรรมถวายแด่พระธรรมจาริณีอยู่ตลอดเวลา พระธรรมจาริณีสูงส่งด้วยคุณธรรมปัญญา พระองค์มองเห็นการณ์ไกล รู้แจ้งก่อนหน้าว่าที่ไต้หวัน (ครั้งนั้นยังเป็นเกาะโฟโมซาร์อันรกร้าง เพิ่งพ้นจากการยึดครองของญี่ปุ่น) มีสาธุชนหญิงชายที่เคยบำเพ็ญดีสั่งสมบุญไว้แต่ชาติปางก่อนมากมาย อนุตตรธรรมควรจะเฟื่องฟูที่นั่น ดังนั้นในปีหมินกั๋วที่สามสิบเจ็ดจึงได้โปรดบัญชาท่านธรรมอธิการ พร้อมด้วยนักธรรมผู้น้อยอีกหลายท่านในครั้งนั้น อาทิ ท่านรองธรรมอธิการ จางเฉียนเหยิน หลี่เฉียนเหยิน ฉีเฉียนเหยิน และ เฉินเฉียนเหยินต้ากู เป็นต้น พร้อมกันเดินทางมาบุกเบิกแพร่ธรรมที่ไต้หวัน
แต่ถึงอย่างไรคนก็ไม่ใช่พระอิฐพระปูน ชั่วขณะที่ท่านธรรมอธิการจะก้าวเท้าพ้นมาจากบ้านเกิดเมืองนอน ภรรยาของท่านโศกเศร้าอาลัยเป็นยิ่งนัก เพราะการจากกันครั้งนั้นจะต้องข้ามน้ำข้ามทะเล เป็นการเดินทางไกลที่ลำบากยากเข็ญไปสู่ดินแดนต่างถิ่น ไม่รู้อนาคตว่าเมื่อไรจะได้กลับมาพบหน้ากันอีก ยิ่งกว่านั้นลูกๆก็ยังเล็กอยู่ยังจะต้องให้การเลี้ยงดูฟูมฟัก ภาระหนักของครอบครัวเห็นทีจะต้องตกอยู่บนบ่าทั้งสองของฮูหยินภรรยาของท่านแต่เพียงผู้เดียวเป็นแน่ เมื่อคิดถึงตรงนี้ฮูหยินก็อยากจะทัดทานไม่ให้ท่านธรรมอธิการเดินทางจากไป แต่ท่านฮูหยินเป็นเบญจกัลยาณีที่มีวิจารณญาณสูง ท่านรู้ดีว่าการไปครั้งนี้ของท่านธรรมอธิการมีความหมายสูงส่งยิ่งนัก เพราะเพื่อฉุดช่วยผู้คนทั้งหลายซึ่งเป็นงานศักดิ์สิทธิ์อันยิ่งใหญ่จะยับยั้งท่านไว้ได้อย่างไร
แม้จะสุดแสนอาลัยแต่ภายใต้หนทางเลือกทั้งสอง คือความเห็นแก่ตัว หรือยอมสละผู้ที่เป็นที่รักเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่นด้วยมโนธรรม

ในที่สุดท่านก็เสริมส่งให้ท่านธรรมอธิการได้บรรลุความมุ่งมั่นอันสูงส่งนั้น
ท่านธรรมอธิการจึงได้สะพายสัมภาระขึ้นบ่า ก้าวสู่เส้นทางสายใหญ่แห่งชีวิตทันทีด้วยความเด็ดเดี่ยวหนักแน่น เป็นเส้นทางยาวไกลที่มุ่งไปสู่เกาะไต้หวันเพื่องานบุกเบิกแพร่ธรรมอันยิ่งใหญ่
ระยะแรกที่มาอยู่ไต้หวัน ชีวิตความเป็นอยู่ที่แสนจะแร้นแค้นทุลักทุเลนั้นไม่ต้องพูดถึง แต่ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นก็คือปีหมินกั๋วที่สามสิบแปดหลังจากที่จากบ้านมาหนึ่งปี จีนแผ่นดินใหญ่ก็ตกอยู่ภายใต้ความยึดครองของคอมมิวนิสต์ จากนั้นข่าวคราวทุกอย่างทางบ้านเกิดเมืองนอนก็ขาดสะบั้นลง เงินทองที่ต้องอาศัยให้ทางบ้านส่งมาให้ดำรงชีวิตก็ถูกตัดขาด
ความเป็นอยู่ของนักธรรมทั้งหลายในไต้หวันตกอยู่ในความลำบากทันที เพื่อความอยู่รอดของทุกคนและเพื่องานแพร่ธรรมที่จะต้องมีค่าใช้จ่ายต่างๆ ท่านธรรมอธิการจึงจำเป็นต้องนำนักธรรมในความดูแลของท่านทั้งหมดโยกย้ายจากทางเหนือลงไปสู่ภาคกลางของเกาะไต้หวันซึ่งเป็นที่ด้อยความเจริญยิ่งไปกว่าอีก เพราะค่าครองชีพต่ำกว่า ท่านเริ่มต้นหาทางยังชีพด้วยการทำเส้นหมี่และเต้าเจี้ยวพริกออกขาย กลางวันก็ทำเส้นหมี่ กลางคืนก็ออกไปแพร่ธรรม ความยากลำบากยากแค้นในช่วงนั้นเกินกว่าที่คนนอกจะเข้าใจได้ วันแล้ววันเล่าที่ท่านธรรมอธิการต้องตรากตรำทำงานหนักเลี้ยงดูนักธรรมผู้น้อยที่อยู่ในความรับผิดชอบ ในที่สุดก็ล้มป่วยลงด้วยโรคเยื่อหุ้มปอดอย่างแรง และอาการอยู่ในขั้นอันตราย
เมื่อท่านธรรมอธิการมีอาการน่าวิตกยิ่งขึ้นทุกวันเช่นนั้น

นักธรรมในความปกครองของท่านก็มองเห็นสภาพของวันวิปโยคข้างหน้าที่ทุกคนจะต้องเผชิญกับลมกรรโชกและน้ำตาของสายฝน
เมื่อนึกถึงว่าท่านธรรมอธิการได้อุทิศตนมุ่งมั่นในงานธรรมแต่ยังมิทันได้บรรลุปณิธานก็ต้องมาเป็นเสียเช่นนี้ อีกทั้งคิดว่า หากสิ้นท่านเสียแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกตนก็เหมือนเสียศูนย์ วันข้างหน้าจะมีใครให้พึ่งพิง
ความโศกเศร้าโทมนัสประดังกันขึ้นมา นักธรรมทั้งหมดต่างพร้อมกันคุกเข่าลงหน้าเตียงท่านธรรมอธิการแล้วร้องไห้โฮใหญ่ ชะรอยจะเป็นเพราะความโศกเศร้าที่เกิดจากแรงศรัทธาจริงใจของท่านนักธรรมทั้งหลาย (ซึ่งบัดนี้ท่านเหล่านั้นคือ ท่านรองธรรมอธิการเฉียนเหยินทั้งหลาย) ส่งผลไปถึงเบื้องบนและอาจเป็นด้วยเบื้องบนทรงโปรดเมตตาต่อชีวิตทั้งหลายในไต้หวัน จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้น อาการเจ็บป่วยของท่านธรรมอธิการค่อยๆทุเลาลง ท่ามการเสียงสะอื้นไห้ของนักธรรมทั้งหลายนั่นเอง นับเป็นบุญวาสนาของสาธุชนชาวไต้หวันและชาวโลกโดยแท้
ท่านธรรมอธิการยังคงทำการค้าต่อไปอีก ทั้งๆที่เพิ่งหายป่วย จนกระทั่งอายุมากแล้ว ญาติธรรมทั้งหลายก็เฝ้าขอร้องให้ท่านเลิกตรากตรำสังขารเสียที
ในที่สุดท่านจึงยอมรับปากว่าจะเลิกทำงานหนักอย่างเสียไม่ได้ และทำหน้าที่เป็นผู้นำการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมแต่เพียงอย่างเดียว
หลายสิบปีที่ผ่านมา ท่านนำนักธรรมรุ่นหลังทั้งหลายฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆนานัปการ ค่อยๆดำเนินไปทีละขั้น ค่อยๆบุกเบิกเผยแพร่งานธรรมออกไป ท่านเป็นป้อมปราการประจำใจของทุกคนเสมอมาและชั่วชีวิต จริยวัตรของท่านสง่างามดังขุนเขา ความอดทน ความขยันหมั่นเพียร ความใจกว้าง รู้ปล่อยวาง รู้อภัย สิ่งเหล่านี้จะเป็นที่เคารพเทิดทูนของชาวโลกชั่วกาลนาน ด้วยวัยสูงอายุของท่านจนบัดนี้

ท่านยังอุตส่าห์เดินทางไปทั่วเกาะไต้หวันเพื่อเสริมส่งให้ญาติธรรมทั้งหลายให้ได้บรรลุธรรม อีกทั้งเดินทางไปดูแลงานธรรมที่ญี่ปุ่น ที่ประเทศต่างๆแถบเอเซียอาคเนย์
ครั้งหนึ่งท่านเดินทางไปแพร่ธรรมที่สหรัฐอเมริกาถึงสี่สิบวันโดยไม่ยอมให้มีการต้อนรับให้สมฐานะ สำหรับประเทศไทยท่านได้มาโปรดแล้วสามครั้ง ครั้งล่าสุดนี้ก็ด้วยการกราบเรียนเชิญของนักธรรมผู้ใหญ่ในประเทศไทย สภาสังคมสงเคราะห์พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย ฯลฯ
โดยสังขารของผู้สูงอายุวัยเก้าสิบ ฝีเท้าของท่านแต่ละก้าวที่ได้โปรดเหยียบย่างไปสู่พุทธสถานทุกแห่ง ในที่นั้นจะมีผู้ปฏิบัติธรรมนับร้อยนับพันรอเฝ้ารับพระโองการอยู่แน่นขนัด
ท่านได้โปรดแสดงธรรมทุกแห่ง ทุกขณะที่โอกาสอำนวยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนห่วงใย ย้ำเตือน
บางวันแต่เช้าจรดค่ำ น้ำเสียงของท่านก็ยังคงกังวานสดใส ไม่มีวี่แววของความเหนื่อยหน่ายเลย
ขอเพียงให้นักธรรมทั้งหลายได้เกิดความเข้าใจ ได้เกิดศรัทธาปฏิบัติธรรมเพื่อความหลุดพ้นโดยแท้จริงเท่านั้น ท่านได้นำเอาความชุ่มฉ่ำไปสู่ต้นธรรมอ่อนๆทุกแห่งในโลก จนเกิดความเจริญเติบโตแข็งขันกันไปทั่ว ปกติเวลาว่างจากงานธรรม ท่านยังคงศึกษาคัมภีร์ต่างๆเป็นนิจ
ท่านทุ่มเทกำลังเท่าที่มีอยู่ทั้งหมดให้กับการแนะนำและแสดงธรรมแก่นักธรรมรุ่นหลังเช่นเดียวกับคำกล่าวที่สดุดีปรมาจารย์ขงจื้อว่า "ศึกษาไม่รู้หน่าย อบรมไม่รู้เหนื่อย มิรู้ความชราที่มาถึง"

ญาติธรรมที่เคยสดับโอวาทสนทนาธรรมจากท่านธรรมอธิการจะมีความรู้สึกเหมือนได้ชโลมด้วยน้ำทิพย์เหมือนอบอุ่นระรื่นเย็นอยู่ท่ามกลางลมเรื่อยๆในฟดูใบไม้ผลิ
แม้ว่าท่านจะชอบชี้ข้อผิดพลาดของญาติธรรมให้เห็นตรงๆพร้อมกับแนะนำหนทางแก้ไข นักธรรมรุ่นหลังทั้งหลายก็พร้อมเสมอที่จะเปิดใจไว้รอรับคำสอนของท่าน ถือเสมือนคำบัญญัติล้ำค่าอันพึงปฏิบัติและประกาศต่อไปให้รู้กันทั่ว
ในชีวิตประจำวันของท่านทุกอิริยาบถ จะเป็นวาจาท่าทีนั่งเดิน ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏให้เห็นอริยภาพ อันแฝงไว้ด้วยเมตตากรุณาธรรม มีสัมมาสติอยู่ในมัชฌิมาปฏิทาทุกขณะจิต ท่านสนใจและห่วงใยนักธรรมรุ่นหลังอย่างละเอียดรอบคอบ ไม่ว่าจะเป็นหญิง ชาย เด็ก คนชรา คนที่ฉลาดน้อย ฉลาดมาก ยากจนหรือร่ำรวย ในสายตาของท่านทุกคนเท่าเทียมกัน ท่านจะให้การดูแลด้วยความตั้งใจ ด้วยดวงจิตของพระโพธิสัตว์ ด้วยจิตใจอันเปี่ยมไปด้วยความเมตตาสงสาร
จริยวัตรสูงด้วยคุณธรรมที่ท่านแผ่ไปทั่วมากมาย จนมิอาจกล่าวได้ครบถ้วน เช่นความเมตตากรุณาที่ท่านได้โปรดช่วยเด็กร่อนเร่ที่ไร้ญาติขาดที่พึ่งพิง วันที่ 18 ธันวาคม ปีหมินกั๋วที่หกสิบแปด ท่านได้จัดตั้งสถานสงเคราะห์เด็กขึ้นที่อำเภอวิ๋นหลิน ตำบลซีหลัว เพื่อเลี้ยงดูให้มีการศึกษาอย่างสมบูรณ์แบบแก่เยาวชน มีเด็กในความดูแลมากมาย ซึ่งความรักความเมตตาที่ท่านมีต่อเด็กกำพร้าผู้ยากไร้ประการนี้ เป็นที่ชื่นชอบและสนับสนุนของวงการทั่วไป

ท่านธรรมอธิการยังคำนึงต่อไปถึงคนชราที่ยากไร้ไม่มีผู้ดูแล อยากให้คนชราเหล่านั้นได้รับความอบอุ่นของครอบครัวอีกครั้งหนึ่งอันเสมือนยาอายุวัฒนะ จึงได้จัดตั้งกองทุนสงเคาระห์ และคณะกรรมการขึ้นชุดหนึ่ง เพื่อดำเนยินงาน "บ้านทางสว่างแห่งความรักและเมตตา" (กวงหมิงเหยินไอ้จือเจีย) ญาติธรรมทั้งหมดได้กราบเรียนเชิญท่านธรรมอธิการโปรดดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโครงการและท่านรองธรรมอธิการทั้งหลายเป็นกรรมการอำนวยการ โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากญาติธรรมทั้งหลายอย่างกว้างขวาง ช่วยทั้งทุนทรัพย์และแรงงาน เงินกองทุนที่รวบรวมได้ในขั้นต้นเป็นจำนวนหนึ่งร้อยยี่สิบกว่าล้านเหรียญ
หลังจากได้สำรวจที่ทางพิจรณาจนเป็นที่เห็นชอบแล้วจึงตกลงซื้อที่บริเวณไหล่เขาเหนือทะเลสาบ หลี่อวี๋ถัน ในอำเภอหนันโถว ตำบลผูหลี่ เป็นเนื้อที่กว้างนับพันไร่ ในเดือนพฤศจิกายน ปีหมินกั๋วที่เจ็ดสิบสองก็ได้เริ่มเบิกชัย เปิดหน้าดินแล้วลงมือสร้างตามโครงการซึ่งก็ได้แล้วเสร็จในปลายปีหมินกั๋วที่เจ็ดสิบห้า (พ.ศ.2529) โครงการนี้เป็นงานใหญ่ยิ่งที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย ซึ่งจะเป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ของวงการอนุตตรธรรมสืบไป

ด้วยวัยเก้าสิบปีที่ยังมีสติปัญญา จิตใจเข้มแข็ง ฝีเท้าก้าวเดินอย่างมั่นคงคล่องแคล่วดังเหินเมฆ ท่านได้รับสาญานามจากนักธรรมรุ่นหลังว่า "พระพุทธาเดินดิน" นี่คือคำยืนยันที่มิอาจลบล้างได้สำหรับปฏิทาอันสูงส่ง งดงามบริสุทธิ์ในการบำเพ็ญของท่าน และกล่อมเกลาผู้อื่นมาแล้วกว่าครึ่งศตวรรษในชีวิตของท่าน
ท่านธรรมอธิการคือสัญลักษณ์ของแสงประทีปแห่งชีวิต แม่พิมพ์ของวงการธรรม เราซึ่งเป็นนักธรรมรุ่นหลังทั้งนั้นจะพร้อมกันสำนึกในธรรมคติที่ว่า "พึงเป็นประหนึ่งคุณความดีนับร้อยประการของน้ำ ที่ยังประโยชน์แก่สรรพสิ่งทั้งหลาย" ขอให้เราได้แพร่ธรรมเพื่อชูช่วยมนุษย์โลก ด้วยศรัทธาเต็มกำลัง...



บันทึกโอวาทท่านเหล่าเฉียนเหยิน
เมื่อครั้งเยือนประเทศไทยเดือนธันวาคม พ.ศ. 2535

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณเบื้องบน คุณธรรมบารมีแห่งพระอาจารย์ พวกเราทั้งหลายจึงมีโอกาสมาร่วมชุมนุมกัน ซึ่งไม่อาจหาซื้อได้ด้วยเงินทอง พวกเราล้วนแต่ได้รับพระบัญชาให้จุติลงมาเกิดยังแดนโลก แต่จิตเดิมแท้ของเราหลงเมามัว ทำให้วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ ไม่อาจกลับคืนฟ้าเบื้องบนได้

บัดนี้ เบื้องบนทงเมตตา โดยเหล่าพระพุทธะพระอริยะทั่วสากลโลก ได้ร่วมกันกราบวอนขอต่อพระอนุตตรธรรมมารดา องคืกำเนิดควบคุมสรรพญาณ ซึ่งชนชาวจียน เรียกว่า "ฟ้าเบื้องบน" (เหล่าเทียนเอี๋ย)

ท่ามกลางฟ้าดินนี้จะต้องมีพระผู้ก่อกำเนิดฟ้าดินและสรรพสิ่ง ในครั้งแรก เมื่อได้รับบัญชาจากฟ้าให้ลงมาเกิดกายในโลก ซึ่งเมื่อมาจากฟ้าก็ต้องกลับคืนฟ้า แต่ภายหลังทุกตัวตนเริ่มสร้างบาปเวร จึงไม่อาจกลับคืนไปได้ ทำให้เกิดวงจรแห่งการเวียนว่ายขึ้น

มาบัดนี้ เบื้องบนทรงโปรดประทานนิรโทษกรรมทั่วสามภพ ทั้งมวเทพเทวาในเทวโลก มวลมนุษย์ในแดนโลก และเหล่าวิญญาณในยมโลก ล้วนได้รับการโปรดอภัยโทษครั้งใหญ่ ความผิดบาปทั้งหลายที่เคยสร้างมาในอดีต ขอเพียงแต่สำนึกความผิดบาปด้วยใจจริง ก็จะได้รับการอภัยโทษให้ทั้งหมด

ปัจจุบัน พวกเราล้วนมุ่งปฏิบัติแพร่ธรรมกัน แต่ในสมัยโบราณนั้นชาวธรรมมุ่งที่การบำเพ็ญเฉพาะตนเป็นหลัก

วิถีอนุตตรธรรมมีประวัติพงศาธรรม โดยมีพระบรรพจารย์ถ่ายทอดสืบต่อกันมาแต่ละสมัย ศาสนาต่างๆ ในโลกต่อยๆ เปลี่ยนแปลงเป็นองคืกรของผู้คนในเวลาต่อมา

ทุกศาสนาล้วนแก่ดีทั้งสิ้น สอนให้คนปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม ซึ่งเป็นการบำเพ็ญธรรม

การบำเพ็ญธรรมเป็นการบำเพ็ญที่ใจของตน เพื่อจะไม่ไปทำให้สิ่งที่ไม่ดีงาม แต่ยังไม่อาจบรรลุธรรมได้ ในพระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า

"จิตตนแท้เป็นพุทธ นอกกายนี้ไม่มีพุทธะ"

มีคัมภีร์พระสูตรที่เป็นรูปลักษณ์อักษร คนทั้งหลายต่างสวดท่อง แต่ก้ค้นหาจิตเดิมแท้ไม่พบ

ประเทศไทยเป็นประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ ลองยอ้นคิดดูในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าก็มิได้กราบำหว้บูชาพระในวัดวาอารามใด หรือสวดท่องพระคัมภีร์ใด หรือประทับภาวนานานเท่าใด แต่พระองค์ก็สำเร็จเป็น "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า" เหตุใดพระองค์จึงทรงสำเร็จเป็นพระพุทธะได้ ก็เนื่องจากพระพทุธเจ้าทรงเสียสละพระองค์ผ่านความทุกข์ยากนานัปการ โปรดฉุดช่วยเวไนยสัตว์มากมาย หลังจากทรงดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว ทุกคนต่างถวายพระนามว่า "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า"

การที่เรากราบไหว้พระพุทธรูปในวัดกันนั้น เป็นการกราบไหว้บูชารูปลักษณ์วัตถุแต่การจะสำรเร็จเป็นพระพุทธะได้นั้น จะต้องเจริญรอยตามปฏิปทาแห่งองค์พระศากยมุนีพุทธเจ้า ในการอนุเคราะห์ช่วยเหลือชาวโลก ให้เวไนยสัตว์ทั้งหลายได้พ้นจากทะเลทุกข์นี้ดังเช่น..

ท่านจังเฉียนเหยิน (เต๋อฮุ่ยผุซ่า) ท่านเป็นเพียนหญิงสูงอายุ ที่ไม่รู้หนังสือแม้สักตัวเดียว แต่ทุกคนล้วนเทิดทูนท่านว่า "ท่าได้บรรลุธรรมแล้ว" ถ้าหากท่านไม่ได้ฉุดช่วยเวไนยฯ ใครเล่าจะยินดีตั้งแท่นบูชาพระนามแห่งท่านได้

พวกเราโชคดี เกิดทันบุญวาระอันวิเศษในครั้งนี้ วันนี้ปฏิบัติแพร่ธรรม หากตายไปในวันนี้ก็สำเร็จเป็นพุทธะได้ เหตุใดจึงง่ายดายเช่นนี้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้โปรดเสมอว่า

"วันนี้เธอทความดีเธอก็ได้ชื่อว่าเป็น "คนดี" หากเธอได้ใช้แรงไปทำงานก็ได้ชื่อว่าเป็น "คนงาน" หากทำการค้าก็ได้ชื่อว่าเป็น "พ่อค้า" ถ้าพรุ่งนี้ไม่ได้ทำก็ไม่ได้เป็นแล้ว เพราะฉะนั้น วันนี้เธอช่วยโลกช่วยผู้คน วันนี้เธอก็คือ "พุทธะ"

เมื่อเราได้ประสบศุภวาระพิเศษเช่นนี้ ถ้าหากไม่ปฏิบัติไม่เดินทางสายนี้ ก็ไม่อาจจะหลุดพ้นจากทะเลทุกข์ได้

หนึ่งจุดชี้ที่เราได้รับนี้ เรียนกว่า "อนุตตรธรรม"

อนุตตรธรรมก็คือ "ฟ้าเบื้องบนอันแท้จริงที่ก่อเกิดฟ้าดินและสรรพสิ่ง" พวกเราล้วนมีพระผู้เป็นเจ้าภายในตัวเอง ในศาสนาพุทธกล่าวว่า "รู้แจ้งในจิตตน" เธอลองถามตัวเองดูสิ "รู้แจ้งในจิตตนแล้วหรือยัง?" คนโดยทั่วไปบรรยายธรรมที่เป็นตัวหนังสือมากมาย แต่เราเพียงได้รับหนึ่งจุดชี้ก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง

ในคัมภีร์พระหฤทัยสูตรกล่าว่า "พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์" ดูสิ! ตัวเธอก็มีพระโพธิสัตว์ พระอาริยะตรัสว่า "ชีวิตแห่งฟ้าเรียกว่า จิตญาณ" ศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยพูดสอนชั่วชีวิตหนึ่ง ก็ยังไม่อาจเข้าใจได้ เราได้รับหนึ่งจุดชี้ก็สามารถรู้ได้ในทันที หมื่นคัมภีร์ศาสน์ล้วนไม่ห่างจากเรื่องจิตญาณแห่งตน จากนี้ลองไปศึกษาคัมภีร์ของศาสนาต่างๆ ดู ก็จะสามารถเข้าใจได้อย่างแจ่มแจ้ง

วันนี้พวกเราต้องสำนึกขอบพระคุณเฉียนเหยินทุนท่าน และอย่าลืมอาจารย์แนะนำ-รับรอง หากไม่มีอาจารย์แนะนำ-รับรองแล้ว วันนี้ก็คงไม่มีโอากาสมาที่นี่ ท่านเฉียนเหยินทั้งหลายที่มาจากไต้หวัน ล้วนเสียสละตนเอง เสียสละทรัพย์สมบัติ อีกทั้งยังต้องตรากตรำลำบากเดินทางไปแพร่ธรรมยังประเทศต่างๆ อีก ในสมัยก่อนพระพุทธเจ้าก็ทรงจริยวัตรเช่นนี้ ท่านจอมปราชญ์ขงจื้อก็ปฏิบัติเช่นกัน โดยออกจาริกไปยังรัฐต่างๆ พวกเราจึงควรเจริญรอยตามพระจริยวัตรแห่งเซียนพุทธะทั้งหลาย โดยออกไปยังที่ต่างๆ เพื่อฉุดช่วยเพื่อนเวไนยสัตว์ ในวันข้างหน้าเราจึงจะสำเร็จเป็นพุทธะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้

วันนี้เธอได้รับวิถีธรรมแล้ว จะปฏิบัติหรือไม่ เป็นเรื่องของเธอเอง ถ้าเธอปฏิบัติได้ในกาลข้างหน้าก็สำเร็จได้ ถ้าหากไม่มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติ ก็ขอให้ประคองรักษาปณิธานแห่งตนให้ดี การที่เบื้องบนปรกโปรดอย่างกว้างขวาง ก็เพื่อฉุดช่วยเวไนยสัตว์ในยุคเภทภัยยุคปลายนี้

จุดมุ่งหมายของอนุตตรธรรม ก็เพื่อแปรเปลี่ยนกล่อมเกลาจิตใจคนให้ดีงาม หมื่นศาสน์กลับเป็นหนึ่งเดียว โลกจึงจะดีขึ้นได้

อนุตตรธรรมไม่เหมือนกับศาสนา ศาสนาเป็นองค์กรแห่งบุคคล

อนุตตรธรรมว่าด้วยเรื่องของความเสมอภาคและสิทธิที่เท่าเทียมกัน ใครปฏิบัติก็สามารถสำเร็จได้

ในสังคมของเราก็มักพูดกันถึงเรื่องเสรีภาพและความเสมอภค ซึ่งทำให้โลกไม่อาจมีบรรทัดฐานที่ถูกต้องได้

ในครอบครัวของเธอ (ทางโลก) หากพ่อแม่ลูกมีความเสมอภาคและมีสิทธิอำนาจเท่าเทียมกัน ก็จะวุ่นวายกันไปหมด มนุษย์มีหลักธรรมของมนุษย์ ในปัจจุบันเป็นวาระที่ศาสนาปราชญ์ช่วยเก็บธรรมญาณ หลักคุณสัมพันธ์และหักคุณธรรมในเรื่องต่างๆ ของท่านสาสดาขงจื๊อ ดังเช่น ในครอบครัว บิดามีหลักธรรมแห่งความเป็นบิดา ลูกมีหลักธรรมแห่งความเป็นลูก สามีภรรยาต่างมีหลักธรรมแห่งตน พวกเราทุกคนล้วนคาดหวังให้ลูกของเราได้ดี แต่ถ้าเธอไม่ซื่อสัตย์ไม่กตัญญู มั่วสุมในอบายมุข ลูกของเธอจะดีได้อย่างไร เธอติดในสิ่งที่ไม่ดี ลูกก็จะทำตาม

เบื้องบนปรกโปรดฉุดช่วยครั้งใหญ่นี้ ถือเอามนุษยธรรมเป็นเกณฑ์หลัก ทุกๆ คนล้วนสามารถบำเพ็ญธรรม ปฏิบัติงานแพร่ธรรม จึงนับได้ว่ามีความเสมอภาคกันอย่างแท้จริง เมื่อปฏิบัติมนุษยธรรมได้ดีพร้อมสมบูรณ์แล้ว ย่อมสำเร็จอนุตตรธรรมได้ในที่สุด

คนเราเกิดมาในโลก กายสังขารอยู่ได้ไม่กี่สิบปีก็ต้องสูญเสียไป ไม่อาจคงอยู่ถาวร แต่คนเราสามารถสร้างบุญกุศล บ่มเพาะคุณธรรม เป็นการจรรโลงไว้ซึ่งชื่อเสียงอันงดงามสืบทอดต่อไปถึงชนรุ่งหลัง ปัจจุบันวิทยาศาสตร์เจริญก้าวหน้าขึ้นมาก แต่มโนธรรมคุณธรรมกลับตกต่ำถดถอยลง ในกาลก่อน พระศากยมุนีพุทธเจ้าทรงตรัสว่า

"ธรรมวาระแห่งเราจะดำรงอยู่สามพันปี สัทธรรมหนึ่งพันปี ธรรมลักษณะหนึ่พันปี วิถีธรรมยุคปลายกาลข้างหน้า เมื่อพ้นวิถีธรรมยุคปลาย สัทธรรมจะฟื้นฟูกลับขึ้นมาใหม่"

ในพระสุตตันตปิฎก (มหายาน) ว่าด้วยอาคมคัมภีร์ จารึกไว้ว่า

"ภายหน้เาเมื่อถึงวาระปลาย สรรพิส่งจะประสพเคราะห์ภัย พวกเธอทั้งหลายล้วนจะได้เป็นลูกศิษย์ พระเมตเตยยะ จงออกไปฉุดช่วยโลก"

แต่เนื่องจากยังไม่ถึงเวลาคนทั้งหลายจึงยังไม่อาจรู้ บัดนี้ พระวิสุทธิอาจารย์อุบัติมาสู่โลก เข้าเกณฑ์กำหนดแห่งพระศรีอาริยเมตไตรย เวลาได้มาถึงแล้ว อนุตตรธรรม จึงโปรดปรกแผ่ทั่วทุกมุมโลก

พระธรรมาจารย์และพระธรรมจาริณี ของเราเป็นสามัญชนคนธรรมดา ตัวของข้าพเจ้าก็เป็นสามัญชน พวกเราทุกคนก็ล้วนแต่เป็นสามัญชน อนุตตรธรรมแพร่ขยายกว้างไกลไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก แม้แต่ประเทศอัฟริกาใต้ ก็ยังมีผู้ปฏิบัติแพร่ธรรมกันจึงกล่าวได้ว่า

"ธรรมะลงสู่สามัญชน"

พระอริยะต่างตระหนักดีว่า "พระโองการฟ้าน่าเกรงขาม"

เราเป็นสามัญชนคนธรรมดา ย่อมไม่อาจรู้เรื่องราวต่างๆ ที่ยังไม่เกิดขึ้นได้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้ตรัสไว้ตั้งแต่เมื่อห้าสิบปีที่แล้ว่า

"ไม่ช้า...อนุตตรธรรมจะแพร่หลายไปทั่วโลก"

บัดนี้ เราได้เห็นแล้วว่าเหตุการณ์เป็นจริงตามนั้น จึงเป็นการยืนยันว่า

"พระโองการฟ้าน่าเกรงขาม" สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำนายไว้ก่อน แล้วจึงประจักษ์ให้เห็นชัดในภายหลัง

วันนี้ทุกคนมาร่วมชุมนุมกันพร้อมหน้าได้ ก็ด้วยบุญสัมพันธ์ซึ่งล้วนมีร่วมกับพระบรรพจารย์ พระธรรมาจารย์และพระธรรมจาริณีของเรานั่นเอง ดุสิว่า ต่างก็มาจากหลายๆ ประเทศ ต่างเหนื่อยยากลำบาก หากแต่มีความรู้สึกชื่นชมยินดี

ญาติมติรของเราที่มีฐานะสิ่งแวดล้อมดีนั้น จะให้เขาทำสิ่งใดอาจจะง่าย แต่จะให้เขาเกิดศรัทธาเชื่อในธรรม และจะให้ปฏิบัติแพร่ธรรมด้วยนั้นไม่ง่ายเลย ทำไมเขาเหล่านั้นไม่ยินดี แต่เธอกลับยินดีที่จะปฏิบัติบำเพ็ญธรรม ทั้งนี้ อาจเป็นเพราะเธอได้รับพระโองการฟ้าให้ลงมาเกิดกายในโลกมนุษย์ การที่เธอสามารถปฏิบัติบำเพ็ญแพร่ธรรมฉุดช่วยชาวโลก ก็เพราะเธอได้บำเพ็ญมาตั้งแต่อดีตชาติ บรรพบุรุษก้มีคุณธรรม

โบราณกาลมาก็มีคำกล่าวว่า

"บ้านโน้นบ้านนี้ มีลูกรู้จักปฏิบัติบำเพ็ญธรรม ก็เพราะบรรพบุรุษได้ส่งสมกุศลคุณธรรมไว้มาก"

ท่านเกาจื้อหลิง ประธานสมาคมข่งเจี้ยวฮุ่ยแห่งประเทศไทย ท่านตระหนักว่าอนุตตรธรรมล้ำค่ายิ่ง จึงได้สร้างรูปจำลองของพระศรีอาริยเมตไตรยองคืใหญ่ที่ กวนอินซัน หัวหิน

ประเทศเป็นประเทศที่นับถือศาสนาพุทธ ชาวไทยทุกคนกราบไหว้พระพุทธรูป เป็นที่ยึดเหนี่ยวใจให้ไม่ไปกระทำในสิ่งไม่ดี แต่ลำพังการสวดมนต์ภาวนากราบไหว้ ไม่ได้สร้างคุณประโยชน์ต่อสังคมต่อประเทศชาติ ก็ยากที่จะบรรลุพุทธะได้ในภายหน้า

บัดนี้ เบื้องบนโปรดประทานชี้ทางสว่าง โปรดช่วยให้เรามีโอกาสบรรลุธรรมหากเราไม่ตั้งใจเดิน ก็เท่ากับพลาดโอกาสอันดีไป หวังว่าทุกคนจะตั้งใจปฏิบัติบำเพ็ญกาลข้างหน้าจะได้สำเร็จเป็นพุทธะโดยทั่วกัน

พุทธะสิ่งศักดิ์สิทธ์ทั้งหลายอุบัติมาเกิดกายในโลก เพื่อหนุนช่วยงานธรรม ซึ่งส่วนใหญ่จะลงมาเกิดเป็นเพศหญิง เพราะผู้หญิงสร้างบาปเวรน้อยกว่า ในโลกนี้ความผิดบาป ทั้งหลายส่วนใหญ่เกิดจาผู้ชาย ปัจจุบันนี้ที่เราพบเห็นผู้บำเพ็ญธรรมในที่ต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง

ผู้มีรากธรรม ผู้มีบุญสัมพันธ์ เมื่อได้รับวิถีธรรมแล้ว ก็จะเกิดความเชื่อมั่นศรัทธา ส่วนผู้ที่มีรากธรรมไม่ลึกซึ้ง แม้รับวิถีธรรมไปแล้ว ก็ไมีคิดปฏิบัติบำเพ็ญธรรม จึงไม่อาจสำเร็จเป็นพุทธะได้

ไม่ใช่เรื่องง่ายมีคนมีฐานะร่ำรวยจะออกมาปฏิบัติแพร่ธรรม เพราะสิ่งแวดล้อมเขาดี เสพสุขอย่างสบายทุกวัน ถ้าหากเขาจัดตั้งสถานธรรมขึ้นในบ้าน ชาวบ้านทั่วไปก็คงไม่กล้าเข้าไป เช่นนี้ วิถีธรรมจะแพร่ออกไปทั่วโลกได้อย่างไร เพราะฉะนั้น คนบำเพ็ญธรรมคนปฏิบัติแพร่ธรรม จึงล้วนเป็นชาวบ้านคนธรรมดาทั่วไป

บัดนี้ อนุตตรธรรมโปรดแผ่ไปทั่วโลก ต่างคนต่างสร้างสรรค์งานอริยะของตน ผู้ใดคิดจะตั้งสถานธรรมขึ้น ก็สามารถอัญเชิญพุทธประทีป แล้วก็จัดตั้งสถานธรรมได้ อาศัยบ้านของตัวเองเชิญชวนคนรับวิถีธรรม เมื่อนัดหมายได้แล้ว ก็เชิญอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมมาชี้ธรรม การจัดตั้งสถานธรรมเป็นภาระของตัวเราเอง ไม่ต้องรอดคอยถามผู้อื่น ข้าพเจ้าปรารถนาจะได้เห็นทุกบ้านรีบจัดตั้งสถานธรรม พูดธรรมะทุกวัน บรรยายธรรมทุกวัน หวังว่าพวกเธอทั้งหมดจะได้สำเร็จเป็นพุทธะ

พวกเราควรจะมีจิตสำนึกขอบคุณคนทั้งหลายอยู่เสมอๆ ถ้าไม่มีคนทั้งหลายมาช่วยกัน สังคมจะเจริญรุ่งเรืองได้อย่างไร พวกเราต้องสำนึกขอบคุณประเทศชาติ ขอบคุณสังคม ขอบคุณคนงานชาวนาผู้ปลูกข้าว อีกทั้งขอบคุณคนช่วยเก็ยขยะ ทุกๆ วัน มีจิตสำนึกขอบคุณอยู่เสมอ เช่นนี้ก็เหมือนอยู่บนสวรรค์แล้ว เรายังต้องขอบคุณคนไม่ดีอีกด้วย หากไม่ใช่เพราะความไม่ดีของเขา จะประจักษ์ชัดถึงความดีของเราได้อย่างไร ฉะนั้น เราควรขอบคุณเขา เช่นนี้จึงจะค่อยๆ โน้มนำจิตใจเขา กล่อมเกลาจิตใจเขา ฉุดช่วยเขา ให้เขามีโอกาสละจากความชั่ว กลับมาทำความดี

จากนี้ไป ขอให้พวกเราแต่ละคนช่วยกันประหยัดเงิน จากส่วนที่เคยใช้จ่ายในสิ่งที่ตนชอบ และที่ใช้จ่ายฟุ่มเฟือยไปกับการกินหรือเที่ยวเล่น เก็บออกสะสมไว้เพื่อช่วยสร้างคุณประโยชน์ต่อสังคม และหวังว่า โครงการจัดสร้างมหาวิทยาลัยอนุตตระธรรมและสถานเชิดชูคนชราในประเทศไทย จะสามารถสำเร็จได้ในอนาคตอันใกล้นี้


กลับไปข้างบนโปรดคลิก