|
ในปลายราชวงศ์โจว รัฐต่าง ๆ
ในแผ่นดินจงหยวน (จีน) ต่างปราบปรามซึ่งกันและกัน ทหารและศัตราวุธโลมลันพันตูกันไม่หยุดหย่อน
เกิดการทุกข์เข็ญไปทุกหย่อมหญ้า แผ่นดินนองไปด้วยเลือด จนหาผืนดินบริสุทธิ์ไม่ได้
ประชาชนต่างนอนตาไม่หลับ ในยุคสมัยนั้นมีรัฐ ๆ หนึ่งทางทิศตะวันตกของจงหยวนมีชื่อว่า
ซิ่นหลินประเทศ กลับมีความสงบร่มเย็นฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ประเทศชาติมีความสงบ
ประชาชนก็อยู่เย็นเป็นสุข ซิ่นหลินประเทศเป็นรัฐอิสระที่ใหญ่ทางทิศตะวันตก
นับเป็นรัฐผู้นำในแถบนั้น ทั้งนี้เพราะสภาพภูมิประเทศมีภูเขาซวีหนีซัน
อันเป็นขันเขาสูงตระหง่านจดฟ้ากินอาณาเขตกว้างและยาวหลายพันลี้
กั้นระหว่างแผ่นดินจงหยวนกับซิ่นหลินประเทศ ทำให้การไปมาระหว่างสองแผ่นดินไม่สะดวก
จึงทำให้ขาดการติดต่อซึ่งกันและกัน คนจีนถึงแม้จะรู้กิตติศัพท์ของซิ่นหลินประเทศซึ่งตั้งอยู่บนพื้นราบสูงทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของภูเขาซวีหนีซันอันเป็นพรมแดนธรรมชาติ
และขณะนั้นการคมนาคมไม่สะดวก ความน่ากลัวของขุนเขาประกอบกับลมฟ้าอากาศหนาวเย็นกว่าปกติ
บนยอดเขาจะมีหิมะปกคลุมตลอดปี แม้จะอยู่ในฤดูร้อนจัดก็ตาม หิมะที่สะสมอยู่ก็ไม่ละลายจนหมด
จึงไม่มีใครกล้าเสี่ยงที่จะเดินทางไปยังดินแดนตะวันตกแห่งนี้
ซิ่นหลินประเทศจึงถูกโดดเดี่ยวเหมือนปิดล้อมตนเอง ซิ่นหลินประเทศประวัติศาสตร์อันยาวนานมีอารยธรรมที่เจริญรุดหน้าก่อนใคร
ๆ มีพื้นที่ของประเทศประมาณสามหมื่นหกพันลี้ ประชากรหลายแสนคน
จึงนับเป็นรัฐที่มั่นคงแข็งแกร่ง จึงไม่มีรัฐเล็ก ๆ รัฐไหนที่ไม่สวามิภักดิ์
ในขณะนั้น พระราชาผู้ปกครองแผ่นดินมีพระนามว่า เพอเจีย ฉายาว่า
เมี่ยวจ้วน นับเป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่อง ปกครองประชากรหลายแสนคน
ทุกคนต่างมีงานทำ อยู่ด้วยความปกติสุข ครองบัลลังก์มาสิบกว่าปี
ปกครองแผ่นดินจนมีความอุดมสมบูรณ์ราชาเมี่ยวจ้วนจึงมั่งคั่ง
มีพระมเหสีชื่อว่า เป่าเต๋อ เป็นกุลสตรีที่มีคุณธรรม ดังนั้น
ราชาเมี่ยวจ้วนจึงยกย่องและรักใคร่ สภาพของครอบครัวมีความกลมเกลียวสมานฉันท์กันดี
หากแต่ว่าใต้หล้ามิอาจมีใครที่สวยสดงดงามและสมบูรณ์เพียบพร้อมทุกอย่าง
ชีวิตย่อมมีขาดตกบกพร่องอยู่บ้าง แม้ว่าราชาเมี่ยวจ้วนจะมีความมั่งคั่งแข็งแกร่ง
แต่สิ่งที่เงินทองและความแข็งแกร่งซื้อหามาไม่ได้ก็คือ พระองค์มีพระธิดา
2 พระองค์ แต่ไม่มีโอรสสักพระองค์เดียว พระองค์เองก็มีพระชันษาสูงกว่าหกสิบพรรษาแล้ว
ราชบัลลังก์ไม่มีรัชทายาท ได้แต่เฝ้ารอและเรื่อง ๆ นี้เองที่ทำให้พระองค์กลัดกลุ้มไม่สบายพระราชหฤทัย
บางครั้งพระองค์ถึงกับถอนหายใจยาว มีคำกล่าวว่า เงินทองมิอาจซื้อบุตร
สะใภ้ มีอำนาจก็ใช้ไม่ได้ ถึงแม้พระองค์จะทุกข์กังวลแต่ก็เปล่าประโยชน์
ความหวังและการรอคอยด้วยความร้อนรนนี้ วันเวลาได้ผ่านพ้นไปจากฤดูใบไม้ผลิถึงฤดูใบไม้ร่วง
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วหลายปี จวบจนถึงฤดูร้อนปีหนึ่ง อันเป็นปีที่ครองราชย์มาได้
17 ปี ในราชอุทยานมีสระบัวขาว กำลังมีดอกบัวบานรับลมในฤดูร้อน
ละอองกลิ่นเกสรหอมหวนลอยอบอวล พระนางเป่าเต๋อมีความรู้สึกว่า
พระราชาเมี่ยวจ้วนมีพระทัยไม่เบิกบานมาหลายวันแล้ว จึงได้จัดโต๊ะเลี้ยงในศาลาเย็นกลางสระบัว
เพื่อเชิญพระราชาให้เสด็จมาดื่มน้ำจัณฑ์ให้คลายกลุ้ม ขณะที่ทั้งสองพระองค์นั่งประทับเรียบร้อยแล้ว
นางกำนัลทั้งหลายก็ถวายภัตตาหารและน้ำจันฑ์ ถึงแม้พระราชาเมี่ยวจ้วนจะกลุ้มพระทัยเรื่องโอรสก็ตาม
แต่เห็นความหวังดีของพระนางเป่าเต๋อ จึงทรงแย้มสรวล และทอดพระเนตรชมดอกบัวขาวนับหมื่นดอกที่กำลังบานสะพรั่งในสระ
ซึ่งตัดกับใบเขียวขจีของใบขับความสวยสะอาดของดอกให้น่ารักยิ่งขึ้น
ท่ามกลางสภาวะเช่นนั้น ราชาเมี่ยวจ้วนรู้สึกอยู่ในสรวงสวรรค์ทรงมีความเกษมสำราญ
ความกลัดกลุ้มถูกลมเย็นพัดกระจายไป ความหอมของดอกบัวช่วยขจัดจนสะอาด
ทั้งพระราชาและมเหสีต่างดื่มอย่างเกษมสำราญ มีการพูดคุยแย้มสรวล
มเหสีเห็นพระราชาเบิกบานพระราชหฤทัย พระนางก็มีความยินดีถึงกับทรงรินน้ำจันฑ์ถวายตนเอง
หลังจากนั้นก็ให้เหล่านางรำออกมารำถวายเป็นที่ครื้นเครง ดนตรีดังเสนาะ
ทัศนียภาพก็งามแปลกตา มิช้ามินานดวงจันทร์ก็คล้อยต่ำลงทางตะวันตกเสียแล้ว
พระราชาเมี่ยวจ้วนทรงเสวยน้ำจันฑ์ไปมากจนครองสติไม่อยู่แล้ว
จึงสั่งให้งานเลี้ยงเลิกลา มือข้างหนึ่งก็จูงมเหสีอีกข้างก็จูงนางกำนัล
เสด็จกลับตำหนักแล้วเข้าสู่นิทรารมณ์ พอตื่นบรรทม ตะวันแดงโล่ส่องอยู่หน้าบัญชร
พระนางเป่าเต๋อนั้นทรงตื่นบรรทมก่อนหน้านั้นแล้ว ภายหลังการสรงพระวรกายเสร็จก็ทรงเฝ้าอยู่ข้างพระวรกายราชาเมี่ยวจ้วนเพ่อรอการตื่นบรรทม
เมื่อราชาเมี่ยวจ้วนตื่นบรรทมและสรงน้ำเรียบร้อยแล้ว มเหสีทรงถวายภัตตาหารพลางทรงเล่าว่า
หม่อมฉันทรงสุบินแปลกประหลาดเมื่อคืนนี้ มิทราบว่าดีร้ายประการใด
ในฝันนั้นได้ไปในสถานที่แห่งหนึ่งดูเหมือนจะเป็นชายทะเล ปรากฎมีดอกบัวสีทองดอกหนึ่ง
ครั้งแรกที่โผล่พ้นน้ำ มีขนาดใหญ่เท่าดอกบัวธรรมดา โดยไม่คาดฝันดอกบัวทองนั้นก็โผล่สูงขึ้น
ยิ่งนานก็ยิ่งใหญ่ขึ้น รัศมีทองก็ยิ่งเปล่งประกายระยิบระยับแสบเนตรจนต้องหลับเนตรลง
พอเปิดเนตรขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ดอกบัวทองไม่ทราบไปอยู่ ณ ที่ใด
แต่ที่ตั้งตระหว่านอยู่กลางทะเลนั้นกลับกลายเป็นภูเขาลูกหนึ่ง
บนภูเขาที่เห็นรำไรลิบลับดูเหมือนมีอาคารสูงหลายชั้น มีต้นเพชรนิลจินดาล้อมรอบ
มีนกกระเรียนขาวมังกรฟ้าและทัศนีภาพอันแปลกประหลาดอีกมากมาย
มันอยู่ไกลมาก เดี๋ยวเห็นเดี๋ยวไม่เห็น ตรงกลางที่เป็นภูเขา
บนยอดเขามีพระเจดีย์สูงเจ็ดชั้น เหนือยอดพระเจดีย์มีไข่มุกที่สว่างไสวมีประกายรุ้งหลากสีสวยงามมาก
มีความสง่างามยิ่ง หม่อมฉันเฝ้าดูอย่างใจจดใจจ่ออยู่นั้น ไข่มุกก็ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า
ชั่วพริบตาเดียวก็กลับกลายเป็นดวงตะวัน แล้วค่อย ๆ เข้ามาใกล้ชายฝั่ง
ไม่นานนักดวงตะวันก็ลอยอยู่เหนือเศียรหมอ่มฉันแล้วก็มีเสียงกึกก้องขึ้น
ดวงจะฝันดวงนั้นก็เคลื่อนผลุบลงในครรภ์ของหม่อมฉัน หม่อมฉันตระหนกตกใจ
มือเท้าอ่อนไปหมด อยากจะวิ่งหนี แต่เหมือนมีรากยึดเกาะเท้าทั้งสองไว้
หม่อมฉันดิ้นสุดชีวิต ในที่สุดสะดุ้งตื่นขึ้นมา จึงรู้ว่ายังบรรทมอยู่บนเตียง
ทะเลอยู่ที่ไหน ภูเขาอยู่ที่ไหน และภาพแปลกประหลาดต่าง ๆ กลับกลายเป็นความฝัน
ไม่ทราบว่าความฝันที่เล่ามา นี่จะร้ายดีเป็นประการใด เมื่อราชาเมี่ยวจ้วนได้ฟังมเหสีเล่าจบก็รู้สึกดีใจอย่างเงียบ
ๆ กลาวปลอบขวัญกับมเหสีเป่าเต๋อว่า ที่มเหสีได้พบเห็นในฝันนั้นเป็นแดนนิพพานในพุทธประเทศที่แท้จริง
โดยปุถุชนทั่วไปจะพบเห็นได้ยาก ย่อมเป็นมหามงคลยิ่ง ยิ่งเป็นไข่มุกที่สว่างด้วยแล้ว
นับเป็นสารีริกธาตุแห่งพุทธะที่แปรเปลี่ยนเป็นตะวัน ซึ่งนับว่าเป็นสภาวะแห่งธาตุหยาง
ที่เข้าสู่ครรภ์แล้ว มเหสีน่าจะประสูติกาล และจะได้พระโอรสอย่างแน่แท้
อย่างนี้ก็น่าเฉลิมฉลองให้ยิ่งใหญ่ เมื่อพระนางเป่าเต๋อได้ฟังแล้วก็มีความปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง
เรื่องนี้ได้แพร่ไปทั่วราชวังทั้งวังหลวงวังหน้า ต่างก็เต็มไปด้วยความหวัง
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระมเหสีก็มีอาการแห่งประสูติกาล เวลาผ่านไปได้สามเดือน
พระครรภ์เริ่มผายออกจนเด่นชัด นับตั้งแต่มีพระประสูติกาลมา พระวารกายกลับแข็งแรง
มีอยู่ประการเดียวคือพวกอาหารเนื้อปลาหรือเนื้อสัตว์ทั้งหลายเพียงน้อยนิดก็ไม่อาจเข้าพระโอษฐ์ได้เลย
ซึ่งโดยปกติแล้วอาหารคาวเป็นอาหารทรงโปรดของมเหสี แต่ตอนนี้พอได้แลเห็นเท่านั้นก็รังเกียจ
ถ้าฝืนรับประทานเพียงเล็กน้อยก็จะอาเจียนจนน้ำดีขม ๆ ออกมา สิ่งเหล่านี้มักพบภายในหญิงมีครรภ์
ทั่ว ๆ ไป คนอื่นก็ไม่มีใครสงสัยอะไร หารู้ไม่ว่าภายในพระครรภ์มีของมหัศจรรย์อยู่
เวลาผ่านพ้นไปไม่ช้าก็ลุถึงฤดูหนาว เวลาแห่งประสูติกาลใกล้เข้ามาทุกขณะ
ราชาเมี่ยวจ้วนในพระทัยหวังแต่พระโอรส มีแต่ความปีติยินดี ในวังก็ได้วุ่นวายตระเตรียมพิธีเฉลิมฉลอง
ทั้งวังหลวงและวังหน้าต่างก็พลอยยุ่งไปหมด ย่างเข้าปีที่ 18
แห่งการครองราชย์ วันที่ 19 เดือนยี่ ขณะที่ราชาเมี่ยวจ้วนกำลังเพลิดเพลินอยู่ในอุทยานในต้นฤดูใบไม้ผลิที่กำลังมาถึง
ในขณะที่ความคิดกำลังฟุ้งซ่านอยู่นั้นก็มีนางกำนัลวิ่งมาอย่างจรวดเพื่อมารายงานว่า
พระมเหสีมีประสูติกาลแล้วเมื่อเวลาตีสาม เป็นพระราชธิดา ขอเชิญพระองค์ให้ตั้งพระนามด้วย
ราชาเมี่ยวจ้วนพอได้ยินว่าเป็นธิดา ความปีติยินดีก็ลดหายไปครึ่งหนึ่งแต่ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร
ได้แต่โทษตนเองว่าชาติก่อนไม่ได้บำเพ็ญธรรม จึงเป็นอย่างนี้
ราชาเมี่ยวจ้วนทรงถามนางกำนัลว่าพระมเหสีทรงสบายดีหรือหลังประสูติกาล
นางกำนัลทูลว่า ข้าแต่พระราชา ขณะที่พระมเหสีจะมีพระประสูติกาลนั้น
ในอุทยานมีบรรดาสัตว์น้อยใหญ่ต่าง ๆ มากมายมาชุมนุมกันและแย่งกันขับร้องประหนึ่งดนตรีสวรรค์
ภายในพระตำหนักก็มีกลิ่นหอมอบอวลเป็นระลอก ๆ ชั่วเวลาไม่นานนักมเหสีก็ให้กำเนิดพระธิดาสาม
ขณะนี้ทั้งมเหสีและพระธิดามีพระพลานามัยสมบูรณ์ดีเพคะ พระมเหสีมีสติสมบูรณ์
พระธิดาก็ร้องเสียงใส ราชาเมี่ยวจ้วนฟังความแล้ว พลางคิดว่ามีสัตว์ศักดิ์มาชุมนุม
ภายในตำหนักมีกลิ่นหอม แล้วทรงระลึกถึงความฝันของพระนางเป่าเต๋อตอนที่จะตั้งครรภ์
อันเป็นเรื่องราวความเป็นมาของลูกน้อย คงเป็นฐานกำเนิดที่ดีก็ได้
จึงได้เลือกคำว่า เมี่ยวส้าน (กุศลอัศจรรย์) เป็นพระนามของธิดาองค์สาม
เพราะธิดาองค์โตมีนามว่า เมี่ยวอิน องค์รอง เมี่ยวหยวน คือใช้ฉายาของตนมาเป็นคำแรกของพระธิดา
จากนั้นก็ทรงใช้พู่กันเขียนเป็นอักษรสีทองแล้วประทานแก่นางกำนัลไป
นั่นคือ กุศลอันอัศจรรย์ลูกกำเนิดมามีรากปัญญา
|