เมื่อพระธิดาเมี่ยวส้านได้ฟังโอวาทพระมารดาแล้ว
รอคอยจนกว่าพระมารดาจะหยุดดำรัสแล้วจึงกราบทูลว่า พระมารดาไม่ทรงทราบอะไร
มดแม้จะเป็นแมลงเล็ก ๆ แต่ก็เป็นชีวิตหนึ่งเหมือนกัน ลูกหญิงทอดพระเนตรเห็นพวกเขาต่อสู้กัน
บาดเจ็บล้มตายกันมาก ๆ น่าสมเพชเวทนายิ่งนัก ไม่อาจทนพระทัยอยู่ได้
ดังนั้นจึงหาวิธีแก้ไขพวกเขา จะได้ไม่ต้องฆ่ากันตายอีก พวกมดเหล่านั้นดูเหมือนมีจิตวิญญาณ
ไม่มีแม้แต่ตัวเดียวที่กัดหม่อมฉัน ขณะที่กราบทูลมาถึงตอนนี้
ก็ให้บังเอิญราชาเมี่ยวจ้วนเสด็จเข้ามาในตำหนัก จึงทรงถามว่า
พวกเรากำลังสนทนาอะไรกัน มเหสีเป่าเต๋อจึงไม่อาจที่จะไม่ทรงเล่าเรื่องอีกครั้งหนึ่ง
ราชาเมี่ยวจ้วนทรงฟังแล้วก็สรวลว่า เด็กคนนี้ฉลาดปราดเปรื่องนัก
อะไรก็ดีไปหมด เกิดมาก็มีนิสัยแปลกพิลึก ไม่เหมือนนิสัยของเด็กทั่วไป
กิริยายังกับพระนางพุทธะ ทำให้คนไม่ค่อยสบายใจ ยังต้องพึ่งมเหสีให้เอาพระทัยอีกหน่อย
คอยสั่งสอนแนะนำ จนได้แก้ไขนิสัยเหล่านั้นบ้าง จะได้ทำให้คนเขารักใคร่หน่อย
พระนางเป่าเต๋อก็ทรงรับคำ พระดำรัสของราชาเมี่ยวจ้วนทั้งหมดนี้พระธิดาเมี่ยวส้านได้ฟังก็ไม่สนพระทัย
แต่พระธิดาเมี่ยวอินเมี่ยวหยวนทรงฟังแล้วรู้สึกพอพระทัยเป็นอย่างยิ่ง
ทำให้ความเจ็บแค้นเมื่อครู่นี้ค่อยคลายลงบ้าง พระพักตร์เริ่มผ่องใส
แล้วค่อย ๆ เผยพระพักตร์ที่แย้มสรวลออกมา ทั้งสองต่างก็รู้ดีว่าพระธิดาเมี่ยวส้านมีนิสัยแบบนี้มาตั้งแต่เกิดแล้ว
ย่อมไม่มีทางที่จะแก้ไขได้ เมื่อเสด็จพ่อมีพระดำรัสเช่นนี้ก็ปล่อยให้น้องเธอสำแดงไป
สักวันหนึ่งคงหมดความปีติยินดี โบราณกล่าวไว้แล้ว สันดอนขุดง่ายสันดานขุดยาก
นับตั้งแต่เล็กจนโตไม่มีทางแก้ไขได้ พระธิดาเมี่ยวส้านเมื่อประสูติมาแล้วก็มีพุทธจิตเมตตาอยู่แล้ว
แม้จะมีพลังจากภายนอกมากน้อยประการใด จะคิดแก้ไขแม้เพียงเล็กน้อยก็ยากนัก
พระนางเป่าเต๋อแม้จะใช้วาจาอ่อนโยนชักจูงตักเตือนพระธิดา พระธิดาก็ยังคงดำเนินไปอย่างบริสุทธิ์
ไม่สะทกสะท้านแต่ประการใด วันหนึ่งฤดูร้อน ตะวันใกล้จะพลบค่ำ
ภายในตำหนักอบอ้าว พระธิดาจึงเสด็จออกไปเดินเล่น เมื่อดำเนินมาถึงใต้ร่มหลิว
มีลมเย็นพัดมาทำให้รู้สึกเย็นสบาย จึงประทับลงบนก้อนหินเพื่อรับลมเย็น
ลมก็ช่างมีน้ำใจเหลือเกิน บรรยากาศชวนฝันอย่างผิดปกติ ขณะนั้นมีจักจั่นตัวหนึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้ดีดปีกทำเสียงกรี๊ด
ๆ ไม่หยุดเหมือนดนตรีธรรมชาติขับกล่อมให้สบายอารมณ์ พระธิดาเมี่ยวส้านประทับองค์เดียวท่ามกลางสภาวะอันเงียบสงบ
ก็ได้แต่ครุ่นคิดและรำพึงว่ามนุษย์ในโลกนี้หนอเหน็ดเหนื่อยตรากตรำเพื่อแก่งแย่งลาภยศชื่อเสียง
ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ นานา ได้รับความทุกข์ยากและเภทภัยจนกระทั่งตัวตายก็ยังไม่เข้าใจ
น่าสมเพชเวทนายิ่ง คิดค้นหาวิธีทำอย่างไรที่จะทำให้มนุษย์โลกนี้เข้าใจถ่องแท้
จะได้หมดกิเลสและเคราะห์กรรม ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงครุ่นคิดหาหนทาง
ยิ่งคิดก็ยิ่งลึก รวมจิตประทับนิ่งเงียบเหมือนกำลังทำสมาธิ
ขณะที่จิตกำลังอยู่ในภวังค์ เสียงขับกล่อมที่เพลิดเพลินของจักจั่นฉับพลับกลายเป็นเสียงร้อนรน
เหมือนกับกำลังเผชิญกับศัตรู ทำให้พระธิดาเมี่ยวส้านตกพระทัยจนต้องระงับการครุ่นคิด
ทอดพระเนตรไปตามหาที่มาของเสียง ก็ทอดพระเนตรเห็นจักจั่นตัวดำที่อยู่บนกิ่งไม้กำลังร้องเสียมขรม
ข้าง ๆ มีตั๊กแตนตำข้าวตัวหนึ่ง กำลังเอาขาข้างหน้าทั้งสองจับจักจั่นอยู่ในง่ามขาชูคอที่เล็กยาวขึ้นมา
กำลังจะกัดกินเจ้าจักจั่นอยู่ พระธิดาเมี่ยวส้านเห็นเหตุการณ์เช่นนั้นคิดในใจว่าเจ้าจักจั่นตัวนั้นกำลังขอความช่วยเหลือจากฉันอยู่
ถ้าหากฉันยังนิ่งดูดาย ชีวิตของมันก็จบลงภายใต้ฟันของตั๊กแตนดีที่กิ่งหลิวนั้นไม่สูงนัก
ถ้ายืนบนก้อนหินก็คงเอื้อมไปถึง พระธิดาจึงรีบกระโดดขึ้นไปบนกองหิน
แล้วยืนบนหินขณะกำลังจะยื่นพระหัตถ์ไปจับตั๊กแตน เจ้าตั๊กแตนพอเห็นคนมา
จึงรีบปล่อยจักจั่น แล้วยกง่ามขาขึ้น ส่วนเจ้าจักจั่นได้โอกาสร้องกรี๊ดขึ้นแล้วก็กระพือปีกบินหนีไป
พระธิดานิ่งดูอยู่ครู่หนึ่ง ในขณะที่พระหัตถ์ขวาจะเอื้อมไปจับตั๊กแตนนั้น
พอเห็นจักจั่นบินหนีไปแล้วก็ไม่คิดจะไปจับตั๊กแตนอีก ขณะที่จะหดพระหัตถ์กลับมา
ทันใดนั้น แค่ชั่วพริบตาเดียว ง่ามขาที่แหลมคมของตั๊กแตนก็จิกลงบนหลังพระหัตถ์ของพระธิดาโดยไม่ปรานีปราศรัย
เลือดสด ๆ ไหลทะลักออกมา บาดแผลที่ได้รับครั้งนี้ เจ็บปวดแวบเข้าไปถึงพระทัยทำให้พระธิดาตกพระทัยกลัวจนพระเนตรพร่ามัว
พระชานุทั้งสองอ่อนแรงจนยืนไม่อยู่ จึงตกลงมาจากก้อนหิน มุมขวาของพระนลาฎก็ไปกระแทกเข้ากับก้อนหิน
ทำให้เกิดบาดแผลขึ้น พระบาทซ้ายก็ไปเกี่ยวเอากับรากไม้เข้าทำให้ข้อเท้าหลุด
โลหิตที่พระเศียรไหลพราก พระธิดาเมี่ยวส้านทนต่อความเจ็บปวดไม่ไหว
จึงสลบไสลไปในที่สุด เมื่อพระวรกายตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวดพระองค์ก็บรรทมอยู่บนที่บรรทมในตำหนักเสียแล้ว
ราชาเมี่ยวจ้วนและมเหสีเป่าเต๋อทรงเฝ้าอยู่ข้าง ๆ ทุก ๆ คนชุลมันวุ่นวาย
เมื่อเห็นพระธิดาฟื้นขึ้นมาก็ดำรัสว่า ดีแล้ว ๆ ตอนนี้ฟื้นขึ้นมาแล้วพระธิดาทรงหวนคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้น
รู้สึกเจ็บปวดมาก บาดแผลบนศรีศะได้ทำแผลเรียบร้อยแล้ว ข้อพระบาทยังไม่ได้ขยับเข้าที่
ความเจ็บปวดจากบาดแผลทั้งสองแห่งยากที่จะทนอยู่ได้ จึงร้องครางหงิง
ๆ ออกมา ขณะที่พระธิดาสลบไสลอยู่ใต้ต้นหลิวนั้น พระนางเป่าเต๋อประทับอยู่ในตำหนัก
ไม่เห็นวี่แววพระธิดาเมี่ยวส้านนานโขอยู่ พระทัยรู้สึกร้อนกระวนกระวาย
จึงให้เหล่ากำนัลออกไปตามหาก็พบพระธิดาสลบอยู่ใต้ต้นหลิว มีโลหิตอาบพระเศียรอยู่
จึงพุ่งทะยานเข้ามาในตำหนัก แล้วกราบทูลมเหสีเป่าเต๋อ เหล่านางกำนัลจึงรีบออกไปช่วยกันหามพระธิดาเข้ามาในตำหนักเพื่อเยี่ยวยาทำบาดแผล
แล้วก็รอคอยจนกว่าพระธิดาฟื้นคืนสติกลับมา ราชาเมี่ยวจ้วนทรงถามพระธิดาน้อยว่า
ลูกรัก! เจ้าทำไมจึงหกล้มขนาดนี้ ตอนนี้รู้สึกว่าเจ็บตรงไหนบ้าง
รี ๆ บอกให้เสด็จพ่อรู้ พระธิดาเมี่ยวส้านทรงรู้ถึงความเข้มงวดของราชาเมี่ยวจ้วนดี
เมื่อทรงเล่าให้รู้แล้ว ก็ต้องทรงพระพิโรธและแค้นเคืองเป็นแน่แท้
แต่เพราะพระธิดามีพระนิสัยสัตย์ซื่อจึงไม่ยอมที่จะเพ็ดทูลแม้แต่นิด
จึงสู้ทนที่จะเล่าถึงความเป็นมาที่ทรงช่วยเหลือเจ้าจักจั่นจนได้บาดเจ็บให้ฟังอย่างละเอียดลออ
เมื่อราชาเมี่ยวจ้วนทรงฟังแล้วได้แต่ส่ายพระเศียรไปมาแล้วดำรัสว่า
ลูกรัก มิใช่เสด็จพ่อพูดกับเจ้าเสมอ ๆ ว่า อย่าได้ธุระกับเรื่องไร้สาระ
เจ้าก็ไม่ยอมเชื่อฟัง วันนี้ก็พลัดตกลงมาจนได้รับบาดเจ็บขนาดนี้
เป็นเพราะต้องการช่วยเหลือจักจั่นตัวหนึ่ง มิใช่รนหาทุกข์มาใส่ตัวหรอกหรือ
โบราณพูดไว้ว่า "ลำบากเสียหน่อยจึงจะรู้ดี" วันนี้ลูกก็ได้รับทุกข์อย่างแสนาหัสแล้ว
ต้องจดจำไว้ให้ดี ๆ อย่าได้ทำอะไรตามอำเภอใจ เมื่อพระธิดาได้ฟังพระดำรัสแล้ว
ก็ทรงขานรับคำสองคำแล้วก็ครวญครางต่อไป ขณะนั้นมเหสีเป่าเต๋อเห็นความเจ็บปวดของพระธิดาน้อยอย่างนั้น
พระทัยพลอยเจ็บช้ำยิ่งนัก ก็ทรงดำรัสถามลูกว่า ลูกรัก ! ตอนนี้ลูกรู้สึกอย่างไรบ้าง
พระธิดาอดกลั้นต่อความเจ็บปวดแล้วทรงตอบว่า เสด็จแม่ ! ทั่วทั้งตัวก็เจ็บปวดไปหมด
ที่ศรีษะและขาข้างซ้ายปวดมากที่สุด ขาข้างซ้ายดูเหมือนข้อเท่าจะแพลงเพคะ
เสด็จแม่จึงเอาพระหัตถ์ไปคลำดูที่ข้อเท้าข้างซ้ายรู้สึกว่ากระดูกจะเคลื่อน
พระนางถึงกับกระโดดขึ้นมาแล้วดำรัสอย่างร้อนพระทัยว่า ทำไงดี
ๆ ราชาเมี่ยวจ้วนจึงมีพระราชโองการให้นำแพทย์หลวงรีบเข้าวัง
เพื่อช่วยรักษาให้พระธิดาทั้งยังรินพระโอสถให้พระธิดาเสวยด้วย
เหตุการณ์วุ่นวายกันสักพักใหญ่ ๆ ความเจ็บปวดจึงค่อย ๆ ทุเลาลง
ในที่สุดก็บรรทมหลับไป ทุกคนต่างโล่งอก การบรรทมครั้งนี้ของพระธิดานานยาวนับเดือน
โดยไม่สามารถลุกออกจากพระที่ได้ ราวกับว่าได้เกิดการเจ็บหนัก
สำหรับบุคคลข้างเคียงจะรู้สึกเคียดแค้น และจะโทษเจ้าจักจั่นกับตั๊กแตนที่ทำให้พระธิดาต้องได้รับบาดเจ็บมากมายเช่นนี้
แต่พระธิดากลับไม่เป็นเช่นนั้น พระองค์ไม่มีความรู้สึกเสียใจอะไรแม้แต่น้อย
กลับตรงข้าม เมื่อพระวรกายได้รับความเจ็บปวดบ้าง ในพระทัยกลับรู้สึกปลอบประโลมเป็นอย่างมาก
การจับเจ่าอยู่กับที่บรรทม กลับไม่รู้สึกว่า เจ็บปวดอะไรมากนัก
หนึ่งเดือนต่อมา จึงค่อย ๆ ลุกขึ้นได้ การย่างก้าวคงเหมือนเดิม
ข้อเท้าที่บาดเจ็บก็หายดีแล้ว รอยแผลที่หลังพระหัตถ์ก็หายหมดแล้ว
จะมีอยู่ก็แต่ศรีษะที่แผลยังหายไม่สนิท ทุกคนก็ไม่ต้องเที่ยวหายาดีมาช่วยทาแล้ว
เวลาผ่านไปอีกหลายวันทุกอย่างก็หายเป็นปกติ บริเวณที่มุมหน้าผากที่เกิดรอยแผลขนาดเท่าเม็ดลำไยก็เหมือนกับหยกสวยที่มีรอยตำหนิ
ช่างไม่สวยเอาเสียเลย ทำให้พระนางเป่าเต๋อรู้สึกไม่สบายพระทัยต่อรอยแผลนี้
จึงกราบทูลกับราชาเมี่ยวจ้วนว่า ใบหน่าหมดจดงดงามของพระธิดามีรอยแผลเช่นนี้
ทำให้หมดความสวยงามไป หม่อมฉันว่าในประเทศคงไม่ขาดแคลนหมอมือดีหรอกนะ
พระองค์ก็เป็นถึงจอมกษัตริย์ หากมีพระราชโองการให้แสวงหาผู้ที่มีฝีมือดีมารักษารอยแผลของพระธิดา
คงไม่เป็นเรื่องยากหรอกกระมังคะ ทำไมฝ่าบาทจึงไม่ลอง ๆ ดูหรือเพคะ
ราชาเมี่ยวจ้วนฟังแล้วก็พยักหน้ารับ พองันรุ่งขึ้น ก็มีพระราชโองการให้ประกาศหาผู้ที่สามารถรักษาพระธิดาสามให้หาย
จะมีรางวัลสองพันชั่ง แล้วแต่งตั้งเป็นแพทย์หลวงอีกตำแหน่งหนึ่ง
เมื่อประกาศสำนักพระราชวังออกมา ผู้ที่มีฝีมือต่างก็หวังเงินรางวัล
จึงแย่งกันเข้ามารักษา ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันรักษา หมดยาไปกว่า
10 ขนาน ก็ยังไร้ประสิทธิผล ในพระทัยราชาเมี่ยวจ้วนไม่สู้พอพระทัยนัก
ประเทศออกใหญ่อย่างนี้ ล่วนมีแต่หมอสามัญ จะหาหมอที่มีความสามารถสักคนก็ไม่มี
แผลเป็นของพระธิดาก็ไม่มีทางรักษาหายได้เหมือนหยกงามมีตำหนิ
น่าเสียดายยิ่ง ขณะที่ทรงกังวลอยู่ก็ให้บังเอิญมีหมอแปลกประหลาดคนหนึ่งนั่นคือ
อย่ากังวลที่มีตำหนิ รอคอยผู้มีบุญสัมพันธ์