พระธิดาเมี่ยวส้านเก็บกวาดอุทยานเรียบร้อยแล้ว
ก็รอคอยจนเที่ยง หูก็ได้แว่วเสียงดนตรีที่พัดมาตามลม ติดตามด้วยเสียงหัวเราะร่าเริงเป็นระลอก
ๆ ก็รู้ว่าพวกเขามากันแล้ว ครั้งแรกก็คิดว่าจะรอรับเสด็จ แต่ภายหลังมาฉุกคิดได้ว่า
ได้ยินพระบิดาดำรัสว่า จะเสด็จพร้อมพระราชบุตรเขยทั้งสอง ชายหญิงนั้นต่างกันไม่ควรออกไปพบหน้าเป็นการไม่สมควร
สู้รอดูว่าพระราชบุตรเขยทั้งสองจะมาด้วยหรือไม่แล้วค่อยตัดสินพระทัย
จึงหลบอยู่ในที่สงบเพื่อคอยดูพลันก็เห็นนางกำนัลคู่หนึ่งเล่นเครื่องดนตรีนำหน้ามา
ติดตามด้วยราชาเมี่ยวจ้วน พระธิดาใหญ่และพระธิดารองต่างก็จูงมือพระสวามีตามเสด็จตามหลังมา
ด้านท้ายขบวนก็เป็นเหล่ามหาดเล็ก ดูพวกเขาแต่ละองค์พระพักตร์ลดชื่นสีหน้าแสดงถึงความปีติยินดี
พระธิดาเมี่ยวส้านถอนพระทัยเล็กน้อยโดยไม่รู้สึกพระองค์ คิดในใจว่า
ชีวิตคนเราก็ไม่เกินร้อยปี ความรุ่งโรจน์ปีติยินดีเช่นนี้
จะเสพสุขไปได้นานสักเท่าไร ในที่สุดก็เป็นความฝันอันว่างเปล่า
จะลำบากทุกข์ยากสักเท่าไร เมื่อพระธิดาเมี่ยวส้านเห็นพระราชบุตรเขยติดตามมาด้วย
ก็หันกลับไปยังห้องพระ ไม่ยอมที่จะออกไปพบหน้าด้วย กล่าวฝ่ายราชาเมี่ยวจ้วนนำเสด็จมาเป็นขบวนใหญ่
เมื่อเสด็จมาถึงเก๋งสราญรมย์แล้วไม่พบพระธิดาเมี่ยวส้านแม้แต่เงา
คิดว่าคงรอรับเสด็จอยู่ชั้นบนของเก๋ง เมื่อเสด็จมาถึงชั้นบนของเก๋งแล้วก็ยังไม่เห็นอีกเห็นแต่แม่อุปถัมภ์รอรับเสด็จ
เมื่อเข้าที่ประทับแล้ว พระราชทานให้พระราชบุตรเขยทั้งสองนั่งลงแล้ว
จึงรับสั่งถามแม่อุปถัมภ์ว่าพระธิดาเมี่ยวส้านอยู่ที่ไหน ทำไมจึงไม่มาพบข้า
แม่อุปถัมภ์รู้อุปนิสัยของพระธิดาเมี่ยวส้านจึงกราบทูลว่า
พระธิดาสามได้รอเฝ้าเสด็จอยู่ในสวนนานแล้ว ต่อมาทรงเห็นพระราชบุตรเขยทั้งสองมาด้วย
เป็นเพราะจะเป็นการไม่สมควรระหว่างชายกับหญิงจึงหลบไปเสีย
ราชาเมี่ยวจ้วนตรัสว่า เหลวไหล นี่แสดงว่า ไม่เคารพผู้อาวุโส
จึงจงใจหลบหน้า บุตรเขยทั้งสองก็เป็นพี่เขย การพบหน้ากันก็สมควรอยู่
หรือว่าจะคิดหลบหน้าไปตลอด รีบ ๆ ไปตามเขามาหาข้าที่นี่ หากยังทำท่าทีอย่างนี้อีก
ข้าจะให้คนไปจับมา แม่อุปถัมภ์ได้ยินดังนั้นแล้ว ก็มิกล้าจะเอ่ยอะไรต่อไป
รีบ ๆ รับคำแล้วเดิกหกลุกหกนั่งเผ่นจากเก๋งสราญรมย์ ตรงไปยังห้องพระธิดา
นำเอาเรื่องราวต่าง ๆ ทูลให้องค์หญิงฟังทั้งหมดทีแรกองค์หญิงเมี่ยวส้านก็ทำแข็งขืนไม่ยอมไป
เมื่แม่อุปถัมภ์ได้ปลอบเตือนอีกหลายครั้งก็รู้ว่าจะหลบต่อไปอีกไม่ได้
จึงทำเฉยเมยเดินตามแม่อุปถัมภ์ไป เมื่อขึ้นไปบนเก๋งแล้วก็เข้าถวายคาราวะเสด็จพ่อและเสด็จพี่ทั้งสอง
ราชาเมี่ยวจ้วนก็เรียกให้ไปคาราวะพี่เขยทั้งสอง การครั้งนี้ทำให้องค์หญิงเมี่ยวส้านไม่อาจหลบเลี่ยงได้
จึงฝืนใจคาราวะพี่เขยทั้งสองแล้วหลบไปข้าง ๆ องค์หญิงเมี่ยวส้านกวาดสายตาสำรวจไปรอบ
ๆ เก๋ง ก็เห็นจัดเรียงโต๊ะไว้สี่ตัว โต๊ะตัวหนึ่งเป็นของราชาเมี่ยวจ้วนแน่นอน
ถัดลงไปเป็นโต๊ะของพระธิดาองค์ใหญ่และพระสวามี โต๊ะถัดไปเป็นของพระธิดาองค์รองและพระสวามี
แล้วโต๊ะที่ต่ำสุดก็จัดที่ไว้สองที่ไม่มีคนนั่ง ในใจขององค์หญิงสงสัยยิ่งนัก
กำลังคิดจะเดาดู ก็เห็นพระธิดาเมี่ยวอินจูงมือพระธิดาเมี่ยวหยวนเดินมายังด้านหน้าของตน
พลางเอ่ยว่า น้องรัก ตั้งแต่เราแยกจากกัน คิดถึงเธอบ่อย ๆ
เมื่อได้ยินข่าวว่าเธอขัดคำสั่งเสด็จพ่อ จนถูกส่งมารับทุกข์ที่สวนนี่
วันนี้ได้พบกันก็เห็นเธอซูบผอมลง แม้จะพูดว่าเสด็จพ่อลงโทษ
คิดแล้วก็เป็นเพราะเธอหาเรื่องเองนี่นา ! เธอคิดดูซิชีวิตคนในโลกนี้อยู่เพื่ออะไรกัน
เกียนรติยศทรัพย์ศฤงคารใคร ๆ ก็แสวงหายังหาไม่ได้ เธอมีอยู่แล้วกลับไม่เสพสุขมิใช่โง่งมงายหรอกหรือ
ยิ่งว่าชายหญิงแต่งงานเป็นสิ่งที่พึงได้ ทำไมจึงฝ่าฝืนเสียเล่า
เธอดูพี่ทั้งสองซิ ตอนนี้มิใช่เสพสุขยิ่งยวดหรอกหรือ เรื่องอื่นอย่าพูดถึงเลย
เวลาเรามาด้วยกันก็ไปด้วยกัน หยุดพักพร้อมกันเที่ยวพร้อมกัน
เพียงพอที่จะให้ผู้อื่นอิจฉา นี่มิใช่เพียงมนุษย์ควรได้รับอย่างนี้เท่านั้น
เธอดูนกนางแอ่นบนขื่อนั่นประไร ก็ยังอยู่กันเป็นคู่เลย ถึงตอนนี้พระธิดาเมี่ยวหยวนก็สนับสนุนต่อไปว่า
"ถูกแล้วล่ะ ! พี่ใหญ่พูดถูก เราอย่าพูดถึงความสุขเฉพาะหน้าตอนนี้เลย
การมีทายาทสืบทอดก็เป็นสิ่งจำเป็น ถ้าหากหญิงในโลกนี้มีความคิดเหมือนน้องสามเช่นนี้
มนุษยชาติมิต้องสาบสูญหมดหรือ แล้วตอนนั้นจะเป็นโลกได้อย่างไรกัน
ความหวังของเสด็จพ่อก็อยู่ที่จุดนี้แหละ ดังนั้นจึงจัดโต๊ะคู่หนึ่งไว้ให้น้องสาม
เธอก็เข้าไปนั่งยังโต๊ะสุดท้ายที่ว่างข้าง ๆ ก็รอแขกผู้องอาจเถอะ!
น้องรัก เห็นแก่หน้าพี่ทั้งสองอย่าได้ดื้อดึงเลย" พูดจบเมี่ยวอินและเมี่ยวหยวนต่างก็จูงแขนองค์หญิงเมี่ยวส้านคนละข้าง
เพื่อให้องคหญิงเข้าไปประทับนั่ง โดยไม่ทันคาด องค์หญิงเมี่ยวส้านได้ฟังความจากพี่ทั้งสองแล้วจิตใจว้าวุ่นเต้นไม่เป็นจังหวะ
พระพักตร์แดงก่ำ พูดอะไรไม่ออก ยิ่งตอนนี้ก็ถูกดึงอีก องค์หญิงจึงรีบปัดป้องพร้อมทูลว่า
เสด็จพี่ทั้งสองหยุดก่อน ฟังน้องเล็กสักหน่อย คำพูดของเสด็จพี่ทั้งสองไม่ผิดหรอก
เมื่อพูดกับคนทั่วไป และเป็นความคิดเห็นของคนทั่วไป แต่ไม่ใช่สำหรับผู้ที่มาบำเพ็ญจริง
ฝึกเรียนธรรมะ คนทั่วไปปลงไม่ตกกับเกียรติยศและทรัพย์สมบัติ
เพราะปลงไม่ตก ทุกคนจึงคิดจะได้เสพสุขเช่นนี้ จึงได้แก่งแย่งชิงกัน
ตลอดจนวางแผนชั่วร้ายไม่กลัวตายที่จะแสวงหา ที่แย่งชิงมาได้ก็มีเพียงคนสองคนในร้อยเท่านั้น
เมื่อแย่งมาได้แล้วใช่จะสามารถเสพสุขไปได้นานสักเท่าไร ชั่วพริบตาก็จะกลายเป็นฟองน้ำหรือเงาไป
พวกตีรันฟันแทงปล้นฆ่าทั้งหลายก็เกิดจากสิ่งเหล่านี้ทั้งนั้น
สร้างบาปกรรมล้นฟ้า จะเห็นได้ว่าเกียรติยศทรัพย์สมบัติเป็นควันพิษที่ทำให้คงหลงไหล
เป็นมารขัดขวางความฉลาดของคน เป็นทะเลทุกข์ที่ทำให้คนจมลงเมื่อตกลงไปแล้ว
ก็ไม่อาจถอนตัวขึ้นเองได้ มีแต่พุทธธรรมเท่านั้น พุทธธรรมสงบเงียบขจัดมารร้ายทั้งปวง
ทำให้ใจคนสว่างหมดกังวลสู่อารมณ์สัจธรรม สามารถบำเพ็ญจนสำเร็จสัมมาสติ
อายตนะ ทั้งหกบริสุทธิ์ ไม่มีเขาไม่มีเรา ไม่มีรูปไม่มีร่าง
จะอิสระสบายตลอดไป ภายหลังตั้งปณิธานเมตตาเผยแผ่ธรรมแก่สรรพสัตว์
ฉุดทุกข์ช่วยภัยทั้งปวงแก่ชาวโลกเพื่อคืนสู่แดนหรรษา มีแต่พระพุทธองค์เท่านั้นที่สามารถดำรงอยู่คู่ฟ้าดิน
นี่คือมรรคผลที่ไม่อิจฉาต่อเกียริยศทรัพย์สมบัติ น้องเล็กได้มองทะลุด้านนี้ไปแล้ว
เพราะฉะนั้นจึงได้ตั้งมั่นยึดพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ จะไม่ตกสู่ทางมารกิเลสนี้อีก
มิใช่กล้าที่จะขัดคำสั่งเสด็จพ่อ ท่านพี่ทั้งสองมีใจจริงต่อน้อง
น้องขอน้อมรับไว้ในใจ ขอให้พี่ทั้งสองจงมีสุข ๆ เถอะ โต๊ะนั้นน้องไม่กล้านั่งไม่บังควรประการหนึ่ง
ประการสองน้องทานเจมาตั้งแต่เกิด บนโต๊ะล้วนอาหารสัตว์ไม่กล้ารับแน่
ๆ ขอเชิญพี่ทั้งสองประทับเสวยสุราเถิด น้องจะคอยรับใช้เสด็จพ่อ
พระธิดาเมี่ยวอินเมี่ยวหยวนได้ฟังการแจกแจงอย่างแบยลแล้ว เหมือนกับถูกมีดเสียดแทง
ในพระทัยไม่สู้จะพอพระทัยนักต่างก็กลับไปยังที่ประทับ แต่ราชาเมี่ยวจ้วนเดิมทีก็มีความโกรธเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
หากแต่ยังไม่ระเบิดออกมา มาตอนนี้ได้ฟังคำพูดเช่นนี้เข้าจึงตบโต๊ะเสวยดังเปรี้ยง
แล้วเปล่งด้วยเสียงดังว่า เจ้านี่ไม่ฉลาดเสียเลย ทำต่ำช้า
เจ้ายินยอมทำงานไพร่ก็ยังไม่ว่า ไม่ควรที่จะกล่าววาจาลวนลามว่าคนเช่นนี้
ยังกล้ากล่าวจาบจ้วงทำหน้าเย็นชาอีก แม้แต่บิดาผู้ให้กำเนิดกายและพี่สาวร่วมอุทรก็ยังถูกเจ้าด่ารวมไปหมด
ช่างเป็นพระธิดาที่ฝึกพุทธะดีเสียจริงนะ เจ้าเป็นคนมองไม่เห็นพ่อ
ไม่เห็นราชาเลย ไปถึงแดนสุขาวดีสำเร็จเป็นพุทธะกลับมางั้นหรือ
! องค์หญิงเมี่ยวส้านกราบทูลว่า เสด็จพ่ออย่าทรงกริ้ว ลูกมิกล้าละลาบละล้วง
คำพูดเมื่อครู่นี้เป็นสัจจะ ทูลออกด้วยความศรัทธา ไม่คิดว่าจะทำให้เสด็จพ่อทรงกริ้ว
ลูกสมควรตายยิ่ง หยังให้อภัยโทษ อนุญาตให้ลูกได้ปรนนิบัติเสด็จพ่อเถอะเพคะ
เสด็จพ่อเสวยน้ำจัณฑ์เถิดเพคะ ให้เสด็จพ่ออายุมั่นขวัญยืน
ราชาเมี่ยวจ้วนทรงกริ้วแล้วถลึงตาใส่ว่าใครจะให้เจ้าที่ต่ำทรามมาปรนนิบัติ
ไม่ทำให้ข้าโกรธตายก็ดีแล้วยังจะมาให้อายุยืนอีก พลางสั่งให้มหาดเล็กนำผ้าทอเนื้อหยาบเป็นปมมากมาย
สั่งให้องค์หญิงเปลี่ยนฉลอง แม้แต่รองพระบาทก็ไม่อนุญาตให้ใส่
และมีคำสั่งว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้ไปทำงานหนักในโรงครัว
ทุกวันให้ตักน้ำใส่ตุ่ม 17 ใบ ให้ผ่าฟืนเนื้อไม้แข็ง ก่อไฟหุงข้าวทั้งหมด
ต้องการให้เธอรับผิดชอบ ไม่อนุญาตให้ใครช่วยเหลือ ทั้งยังกำชับนางกำนัลนางหนึ่งคอยควบคุมดูแล
ถ้าหากมีการเกียจคร้านหรือร่ำไร ให้ใช้แส้หนังตีได้ กลางวันที่ว่างอยู่ให้ถักเชือกทำรองเท้าอย่าให้มีเวลาเหลือว่าง
หลังจากออกคำสั่งให้องค์หญิงเมี่ยวส้านไปทำแล้ว ก็เริ่มลงมือเสวยน้ำจัณฑ์พร้อมพระธิดาอีกสองพระองค์และราชบุตรเขย
ทำไมราชาเมี่ยวจ้วนจึงจำใจทำอย่างนี้ ที่ใช้มาตรการรุนแรงกับพระธิดาของตนเองเช่นนี้
ทั้งนี้เพราะโกรธจัดเป็นประการแรก ที่จริงไม่ต้องลงโทษรุนแรงเช่นนั้นก็ได้
ประการที่สองเพื่อผลบางประการ เพราะการให้องค์หญิงเมี่ยวส้านดูแลอุทยานมีความลำบากน้อย
จึงทำให้องค์หญิงมีสุขได้ เวลาว่างก็ยังมีมาก พอว่างก็เอาแต่สวดมนต์
เพราะฉะนั้นจึงลงโทษให้หนักเช่นนั้นอีกประการหนึ่ง ต้องการให้องค์หญิงรับโทษจนถึงที่สุด
จะได้คิดสำนึกกลับใจได้ง่าย อีกทางหนึ่งก็ไม่ต้องการให้มีเวลาเหลือว่างแม่แต่นิดเดียว
ให้ทำงานหนักทั้งวัน ตกกลางคืนจะได้เหน็ดเหนื่อยนอนหลับในตอนกลางคืน
จะได้ไม่มีโอกาสสวดมนต์ จะได้ค่อย ๆ ห่างไกลจากพุทธะ ก็จะเลิกงมงายเสีย
แต่ว่าแผนการณ์อันนี้ของราชาเมี่ยวจ้วนต้องล้มเหลว นั่นเพราะ
การตั้งใจดุจหินผา มีอุปสรรคก็ยังสงบได้