การที่ราชาเมี่ยวจ้วนฝืนพระทัยให้พระธิดาได้รับความลำบากในงานโรงครัวเช่นนี้
ก็เพื่อให้องค์หญิงทนต่อความลำบากตรากตรำไม่ไหว จะได้เปลี่ยนใจยอมรับการจัดการของตน
หากแต่คาดไม่ถึงว่าพระธิดาจะมีพระทัยแน่วแน่ อดทนยอมตรากตรำพระวรกาย
โดยตั้งพระทัยว่าเป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมเลิกการบำเพ็ญ ตั้งแต่องค์หญิงเข้าทำงานในโรงครัว
ก็เริ่มงานตั้งแต่เช้า หลังจากตื่นบรรทมแล้วก็ไปตักน้ำจากบ่อ
ถึงแม้เรี่ยวแรงจะไม่เพียงพอก็อดทนทำไปจนกว่าจะได้น้ำเต็มโอ่งทั้ง
17 ใบ เสร็จแล้วก็ไปซาวข้าวก่อไฟจนถึงเที่ยง ภายหลังอาหารกลางวันก็จะถือมีดไปผ่าฟืนจนกว่ากองฟืนที่ถูกกำหนดเอาไว้จะหมด
พอตกเย็นก็ไปจุดไฟซาวข้าวเพื่อหุงหามื้อเย็น ตลอดวันไม่มีเวลาว่างเหลืออยู่เลย
งานที่กำหนดให้อย่างหนักหน่วงเช่นนี้ แม้แต่ชายวัยฉกรรจ์ก็ยังรู้สึกทุกข์เข็ญ
นับประสาอะไรกับองค์หญิงผอมบางและอ่อนแอเช่นพระองค์ อย่าได้พูดถึงว่าสายตัวแทบขาดเรี่ยวแรงหมดเลย
ไม่เหมือนเมื่อครั้งดูแลอุทยานยังมีเวลาว่างที่จะทำกิจส่วนพระองค์ได้บ้าง
หากแต่น้ำพระทัยศรัทธาแน่วแน่จึงทนต่อการตรากตรำเคี่ยวเข็ญได้เช่นนี้
ทั้งนี้เพราะพระองค์ยอมอดทนให้ร่างกายได้รับการเคี่ยวเข็ญนั่นเอง
ภายหลังอาหารเย็นแล้วก็จุดธูปขึ้นดอกหนึ่ง ทางหนึ่งเอาเส้นปอป่านมาถักพลางตั้งใจสวดพระนามของพุทธเจ้า
จนกระทั่งดึกดื่นจึงขึ้นไปบรรทมบนที่นอนที่ปูด้วยฟาง วันแรกผ่านไปแล้ว
เหล่าพนักงานในโรงครัวคิดว่าองค์หญิงทำไปด้วยความโกรธ มีน้ำอดน้ำทนจึงไม่แปลกอะไร
ต่อมาภายหลัง เมื่อเห็นว่าพระองค์ก็คงทำอยู่เช่นนั้นตลอดไป
ไม่รังเกียจเกียจคร้านแต่ประการใด จึงทำให้พวกนั้นรู้สึกยกย่องสรรเสริญ
อดสงสารพระองค์ที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
หย่งเลียน นางกำนัลที่ถูกราชาเมี่ยวจ้วนส่งมากำกับดูแล ก็ยังแสดงความเห็นอกเห็นใจ
ทุก ๆ คนพากันเห็นใจในพระองค์จึงไม่อาจนิ่งดูดายอยู่ได้ แต่ละคนก็จะไปช่วยงานต่าง
ๆ บ้างไปตักน้ำ บ้างไปผ่าฟืน ต่างช่วยกันแย่งงานไปทำเสียหมด
หากแต่องค์หญิงเมี่ยวส้านกลับปฏิเสธในความช่วยเหลือของทุกคนและขอบพระทัยในความหวังดี
ทรงตรัสว่าพระองค์เป็นผู้ได้รับโทษจากเสด็จพ่อ พูดถึงโทษแล้วก็ผ่อนจากโทษตายมาเป็นโทษเบาซึ่งเป็นพระมหากรุณาอย่างยิ่ง
จึงลงโทษให้ฉันมาทำงานหนักที่นี่ ซึ่งนับว่าเป็นโทษสถานเบาแล้ว
หากยังไม่ลงไปทำเอง ไปกินแรงคนอื่นเขา ก็จะเป็นการไม่บังควรต่อเสด็จพ่อ
และไม่บังควรต่อฟ้าดิน และไม่บังควรต่อจิตสำนึกของตนเอง ฉันจึงรับไม่ได้
สิ่งที่ฉันต้องทำเองก็ต้องให้ตนเองลงมือไปทำ พวกท่านที่มีความรักต่อฉัน
ฉันขอขอบคุณไว้ในใจ หย่งเหลียนกล่าวเตือนว่า พระธิดาก็มีเหตุผลสมควรอยู่
แต่พระธิดาสวดมนต์ไหว้พระมาตลอดค่ำเช้าก็ทำงานที่สบาย แต่ตอนนี้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
ก็ยุ่งอยู่กับตักน้ำผ่าฟืน ไม่มีเวลาเหลือพอที่จะไปบำเพ็ญ
ดังนั้น พวกเราจึงยินยอมช่วยเหลือพระธิดาแบกรับงานมาบ้าง เพื่อให้พระธิดาได้มีเวลาสวดมนต์ไหว้พระ
จะได้บรรลุมรรคผลโดยเร็ว เมื่อถึงตอนนั้นก็หวังให้พระธิดามาโปรดพวกเราด้วย
พระธิดาอย่าได้ยึดถือเลย พระธิดาเมี่ยวส้านทรงปลื้มปีติแล้วรับสั่งว่า
เจริญพร ๆ ! คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเธอก็มีรากธรรมเหมือนกัน แต่รู้ยังไม่ลึกซึ้งพอการบำเพ็ญสวดมนต์ไหว้พระอยู่ที่ใจ
ถ้าหากในใจมีความศรัทธาต่อพระพุทธเจ้า แม้จะไม่ได้สวดมนต์ไหว้พระก็ยังได้รับความซาบซึ้ง
ถ้าหากใจไม่มุ่งมั่นในพระพุทธแล้วแม้จะสวดมนต์มากมาย มีพิธีไหว้พระก็ตาม
ก็ไม่ได้บุญกุศล อย่างที่ฉันไม่มีเวลาสวดมนต์ไว้พระ อันเป็นพิธีกรรม
แต่ใจก็จดจ่ออยู่กับพุทธะทุกนาที เพราะฉะนั้นงานต่าง ๆ เหล่านั้นให้ฉันไปทำเองเถอะ
พวกเธออย่าได้เดือดร้อนใจเลย หากพวกเธอจริงใจมุ่งมั่นต่อพทุธะแล้วก็ขอให้พวกเธอไปทำตามที่ฉันได้พูดไปเมื่อครู่นี้ก็แล้วกัน
ย่อมต้องได้รับความซาบซึ้งบ้างไม่ช้าก็เร็ว เมื่อหย่งเหลียนเห็นพระองค์ยืนกรานไม่ยอมเช่นนั้น
ก็ไม่แข็งขืนต่อความอีกต่อไป แต่ภายในก็แอบปรึกษากันว่า รอให้พระธิดาเมี่ยวส้านหลับเสียก่อน
พวกเราแอบพระองค์ไปตักน้ำใส่ตุ่มเสียให้เต็ม กองฟืนก็ผ่าเสียให้เรียบร้อย
เหลือแต่ก่อไฟซาวข้าวอันเป็นงานเบา ๆ รอให้พระองค์ไปทำเอง
เมื่อองค์หญิงเมี่ยวส้านตื่นบรรทมขึ้นในตอนเช้า ก็ไปตักน้ำในบ่อเพื่อจะนำมาใส่ตุ่ม
ก็ปรากฎว่ามีน้ำเต็มตุ่มเสียแล้ว ในพระทัยรู้สึกแปลกใจ เมื่อเสด็จไปที่กองฟืนก็ปรากฎว่าฟืนถูกผ่าเรียบร้อยแล้ว
พระองค์จึงได้ถามไถ่เจ้าหน้าที่โรงครัวว่า น้ำในตุ่มใครเป็นคนตัก
กองฟืนใครเป็นคนผ่า รีบ ๆ บอกมาโดยเร็ว อย่าได้เพิ่มโทษแก่ฉันอีกเลย
คนพวกนั้นต่างก็ว่าพวกเขาเพิ่งตื่นนอน ไม่มีใครไปทำงานเช่นนั้น
ถ้าหากคิดจะทำก็ไม่มีใครทำได้รวดเร็วปานนั้น ชั่วเวลาเพียงไม่กี่นาทีจะสามารถทำงานได้มากมายเช่นนั้น
เรื่องนี้แปลกประหลาดหรือว่าที่โรงครัวมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ทุกคนต่างโจษขานไปทั่ว หย่งเหลียนก็อาศัยโอกาสนี้พูดว่า พระธิดาเพคะ
บ่าวมีความคิดเห็นว่า เรื่องนี้มิใช่มีใครช่วยพระธิดาทำหรอก
และไม่แปลกอะไร เป็นเพราะพระธิดามีความศรัทธากราบไหว้พระ พระพุทธเจ้าได้เห็นความจริงใจขององค์หญิง
ดังนั้นจึงประธานพุทธานุภาพ แอบช่วยองค์หญิงก็อาจเป็นได้ พระองค์ลองดูอย่างเงียบ
ๆ ไปก่อน ถ้าหากแต่ละวันยังเป็นเช่นนี้อยู่อีก ก็ต้องถือว่าพุทธานุภาพได้คุ้มครองอย่างไม่ต้องสงสัย
พระธิดาเมี่ยวส้านฟังแล้วก็ได้แต่พยักหน้าโอษฐ์ก็ท่องพระนามพระพุทธะเป็นการแสดงคาราวะ
ตอนนี้องค์หญิงไม่ต้องตักน้ำ ไม่ต้องผ่าฟืนแล้ว งานหนักที่เคยทำประจำก็หมดไปแล้ว
เวลาว่างที่เหลืออยู่ก็มาก องค์หญิงก็ไม่เอาเวลาที่ว่างไปสวดมนต์ไหว้พระ
ก็ยังทำตามคำสั่งของราชาเมี่ยวจ้วน เมื่อมีเวลาว่างก็ไปทอป่านโดยไม่หยุดพัก
พนักงานหลายคนเห็นดังนั้นก็เกิดความเคารพนับถือพระองค์ที่ยึดถือสัจจะ
และปฏิบัติต่อพระองค์ดุจดั่งพุทธองค์ ตั้งแต่นั้นมา ทุก ๆ
วันจะช่วยพระองค์ตักน้ำผ่าฟืน พระธิดาเมี่ยวส้านเห็นเช่นนั้นทุวัน
ก็คิดว่าเป็นพุทธานุภาพจริง ๆ ดังนั้นนอกจากสวดมนต์ไหว้พระอย่างจริงใจที่ช่วยปกป้องแล้ว
ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้นก็ไม่ไปไต่ถาม องค์หญิงซึ่งฉลาดปราดเปรื่อง
ทำไมเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้จะเดาไม่ออกหรือว่าเป็นแผนการณ์ของพวกเขา
พระองค์มีใจอยู่กับพุทธะเท่านั้น จึงไม่ดื้อดึงเอาเรื่อง เมื่อได้ฟังเรื่องของหย่งเหลียนแล้วก็ไม่ใส่ใจไปที่อื่นอีก
ดังนั้นจึงไม่ได้ทำลายแผนการณ์ของพวกเขา เมื่อพระธิดาเมี่ยวส้านมีเวลามากมายเพิ่มขึ้น
ก็เอาพระทัยมาที่โรงครัว ปกติ ครอบครัวที่มั่งคั่งมักจะสุรุ่ยสุร่ายอยู่แล้ว
นับประสาอะไรกับโรงครัวของราชวัง องค์หญิงเห็นสภาพการฆ่าเป็ดฆ่าไก่แล้วรู้สึกเวทนามีใจสงสารยิ่งนัก
พระองค์จึงนำไปสวดคาถาเกิดใหม่หลายร้อยแผ่นมาสวดให้กับสัตว์เหล่านั้น
ทั้งยังพบพวกเขาไม่เห็นคุณค่าในเมล็ดข้าว ทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ จึงใช้ปิยวาจากล่าวเตือนพวกเขาให้รักสงวนในข้าวปลาอาหาร
อีกด้านหนึ่งก็คอยเก็บพวกข้าวเย็นที่เหลือทิ้ง เอามาตากแห้งแล้วเก็บเข้ากระสอบ
ข้าวเปลือกที่ติดอยู่กับฟางข้าวพระองค์ก็เก็บขึ้นไว้ ทั้งหมดนี้เป็นงานประจำวันของพระองค์
เวลาผ่านไปรวดเร็วตั้งแต่องค์หญิงมาดูแลโรงครัวเป็นเวลาหนึ่งปี
ราชาเมี่ยวจ้วนก็เรียกนางหย่งเหลียนซึ่งส่งมากำกับดูแลมาสอบถาม
หากแต่นางหย่งเหลียนเองก็ถูกพระธิดากล่อมเกลาไปเรียบร้อยแล้ว
ทั้งสองคนมีจิตใจที่ประทับต่อกันจึงรายงานปกป้องพระธิดา มีหรือที่จะกล่าวร้ายต่อพระธิดา
เมื่อราชาเมี่ยวจ้วนได้ฟังแล้ว ในพระทัยแม้จะไม่พอพระทัยแต่เมื่อเห็นพระธิดาอดทนต่อความทุกข์ยากลำบากเช่นนั้นได้
ก็ไม่รู้สึกเจ็บแค้นแต่ประการใด หากแต่รู้สึกนิยมชมชอบในความอุตสาหะของพระธิดาก็ได้แต่ทอดถอนพระทัย
พระองค์รู้แล้วว่าความหวังเมื่อครั้งกระโน้นไม่มีทางสำเร็จแล้วตลอดไป
แต่ก็ยังปลงไม่ตกอยู่บ้าง ประจวบกับเทศกาลหยวนเซียว (กลางเดือนอ้าย)
ในราชวังจะมีการประดับประดาโคมประทีป อาศัยพระธิดาใหญ่และรองเข้ามาร่วมฉลองงานโคมประทีปก็ทรงวานให้พระธิดาทั้งสองออกไปปลอบประโลมพระธิดาเมี่ยวส้านอีกครั้ง
จะว่าประการใดก็สุดแท้แต่ความสามารถของพระธิดาทั้งสอง เมื่อพระธิดาทั้งสองได้รับคำสั่งจากพระบิดาแล้วก็เสด็จไปยังห้องบรรทมของพระธิดาเมี่ยวส้าน
พี่น้องได้พบหน้ากันก็ทักทายกันสักครู่หนึ่ง ต่อมาก็ค่อย ๆ
หันมาพูดอย่างเป็นงานเป็นการ องค์หญิงเมี่ยวส้านไม่รอให้เสด็จพี่ทั้งสองเอ่ยวจีรีบชิงพูดก่อนว่า
ความหวังดีของเสด็จพี่น้องเล็กรู้หมดแล้ว เป็นเพราะน้องเล็กได้ตัดสินใจแล้ว
ย่อมจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงกลางคัน หากเสด็จพี่ยังรักและเอ็นดูและเห็นแก่สายเดลือดเดียวกันละก็ช่วยทูลเสด็จพ่อด้วยปิยวาจา
อ้อนวอนให้น้องเล็กได้บำเพ็ญตามปณิธาน ให้เสด็จพ่อช่วยสร้างวัดให้น้องเล็ก
จะได้มีสถานที่ขำเพ็ญ ก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง บุญกุศลอันนี้ดีกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้นเสียอีก
หวังให้เสด็จพี่ทั้งสองส่งเสริมให้สำเร็จ เมื่อพระธิดาเมี่ยวอินเมี่ยวหยวนได้ฟังน้องเล็กพูดเช่นนี้
ก็รู้ว่าปลอบเตือนไม่สำเร็จพูดไปก็ไร้ประโยชน์ ก็เลยพูดสั้น
ๆ ไม่กี่คำแล้วก็อำลากลับ เมื่อเข้าเฝ้าเสด็จพ่อแล้วก็เล่าเรื่องให้ฟังทั้งหมด
ก่อนที่จะกลับพระธิดาเมี่ยวอินก็ยังปลอบประโลมราชาเมี่ยวจ้วนว่า
ตามที่ลูกหญิงเห็นมาน้องสามไม่มีทางกลับใจแน่แล้ว อย่างไรน้องสามก็ยังเป็นลูกแท้
ๆ ของเสด็จพ่อ หากยังให้น้องเล็กตกระกำลำบากใโรงครัวเช่นนั้น
อีกก็สู้ส่งเสริมให้เธอได้สมปรารถนาตามปณิธาน ให้เธอได้ไปปลงผมเพื่อตัดอายตนะ
ภายภาคหน้าจะได้สำเร็จมรรคผล เมื่อบรรลุมรรคผลแล้ว เสด็จพ่อก็พลอยมีกุศลไปด้วย
พระธิดารองก็ทรงสนับสนุนด้วย ราชาเมี่ยวจ้วนจะกลับใจหรือไม่
ได้แต่โยกศรีษะไปมา นั้นคือ ศรัทธามั่นสามารถซาบซึ้ง ทองในหินก็เผยออกมา