.เมื่อไต้ซือเมี่ยวส้านตระเตรียมสัมภาระเสร็จก็พร้อมจะออกเดินทางสู่เขาซวีหนีซันเพื่อสืบหาบัวหิมะ
เหล่าภิกษุณีพากันออกมาส่งเสด็จ เหล้าพสกนิกรที่ได้รับการสงเคราะห์จากพระองค์พอได้ข่าวว่าพระองค์จะไปจากวัดจินกวงหมิง
ต่างก็พากันมาห้อมล้อมจับมือติดไม่ยอมให้พวกเขาสามคนจากไป
ต่อมาภายหลังไต้ซือเมี่ยวส้านได้อธิบายให้เข้าใจว่าไปไม่นานก็จะกลับมามิใช่เป็นการละทิ้งที่นี่
เหล่าพสกนิกรจึงโล่งใจอีกทั้งเห็นว่าบุคคลทั้งสามตั้งใจแน่วแน่
จะห้ามปรามก็ไม่สำเร็จ พวกเขาจึงพากันหาธูปหอมแล้วเดินตามเหล่าภิกษุณีไปส่งเดินมาไกลถึงห้าลี้แล้ว
และได้รับการห้ามปรามจากไต้ซือเมี่ยวส้านให้หยุดแค่นั้นตั้งหลายครั้ง
พวกกเขาจึงยินยอมแยกจากกันจากนั้นบุคคลทั้งสามก็เดินทางมุ่งหน้าสู่ทางทิศตะวันตก
พวกเขาเดินทางในเวลากลางวันและพักแรมในเวลากลางคืน เมื่อท้องหิวก็มีชาวบ้านนำอาหารเจมาถวาย
เวลาผ่านไปหลายวันก็ยังคงปลอดภัย พอเวลาผ่านมาถึงเที่ยงของวันที่เจ็ด
ก็มาถึงเชิงเขาลูกหนึ่งซึ่งสูงมาก ภูเขามีลักษณะสูงชัน ไม่มีทางที่จะเดินผ่านไปได้จึงได้ลัดเลาะมาตามทางเล็ก
ๆ ที่คดเคี้ยวไปมาซึ่งมุ่งสู่ทางใต้ทั้งสามเห็นเป็นทางที่พอจะเดินไปได้จึงเดินไปตามทางนั้น
เลยทำให้ลืมไปว่าภูเขาซวีหนีซันอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ
เพราะเดินหลงทางจึงเข้าสู่ป่าลึก เส้นทางสูง ๆ ต่ำ ๆ เดินลำบากมาก
ยิ่งไปก็ยิ่งลึกขึ้นทุกที ไม่รู้เหมือนกันว่าเมื่อไหร่จะออกพ้นป่ามาได้
ทั้งสามไม่ท้อถอย มุ่งมานะเดินไปข้างหน้า พอเห็นท้องฟ้าเริ่มมืด
ก็หาทำเลที่เป็นชะง่อนหิน หลบตัวพักอยู่ใต้นั้น โชคดีที่ไม่พบเห็นอะไร
พอวันรุ่งขึ้นฟ้าสางแล้ว จึงแบกสัมภาระเดินทางต่อ เดินอยู่อย่างนั้นอีกหนึ่งวันเต็ม
ๆ จึงได้พ้นจากชายป่าออกมา พวกเขายังคงมุ่งไปทางทิศตะวันออก
แต่ว่าสันเขาลูกนี้ทอดลงไปทางใต้ จึงเดินตามสันเขาไป เลยกลายเป็นมุ่งสู่ทางทิศตะวันนออกเฉียงใต้โดยไม่รู้ตัวยิ่งเดินก็ยิ่งไกลจากจุดหมายออกไปทุกที
เป็นอย่างนี้อยู่อีกหกเจ็ดวันจึงได้พบหมู่บ้านแห่งหนึ่ง เพราะตะวันตกดินแล้วต้องไปหาที่พักก็พบกับผู้เฒ่าคนหนึ่งที่ยอมรับพวกเขาให้ค้างแรมที่บ้าน
หลังจากฉันอาหารเจแล้ว จึงถามพวกเขาว่าจะไปที่ไหนกัน ไต้ซือเมี่ยวส้านจึงยอกจุดประสงค์
ผู้เฒ่าถึงกับร้องโอยแล้วพูดว่าพวกท่านอยากจะไปภูเขาซวีหนีซัน
แต่เดินทางผิดเสียแล้ว ตอนที่พวกท่านมาไม่ควรเลยหัวเขามาทางใต้
ควรเดินตรงตามเขาทางทิศเหนือ แล้ววกข้ามเหลี่ยมเขา ก็จะเห็นทางสายใหญ่ที่มุ่งสู่ภูเขาซวีหนีซันโดยตรงทำไมพวกท่านไม่ไปทางนั้น
กลับออกมาทางใต้จึงเลยมาถึงที่นี่เท่ากับเดินเลยมาตั้งสามร้อยลี้
หากไม่พบตาเฒ่า พวกท่านยิ่งไปยิ่งห่าง ทั้งสามได้แต่มองหน้ากัน
หย่งเหลียนจึงพูดสอดขึ้นมาว่า "ท่านผู้เฒ่าขา ถ้าพูดอย่างนี้พวกเราก็ต้องหวนกลับขึ้นไปทางเก่า
เมื่อผ่านหุบเขาใต้แล้วค่อยหันเดินไปทางเหนือ ถูกไหมเจ้าคะ"
ผู้เฒ่าว่าไม่หรอก เธอไม่รู้จักถนนบนโลกนี้มีทางไปได้ทั่ว
เพียงแต่จะใกล้หรือไกลเท่านั้น แล้วทางหุบเขาใต้นั้นไม่เป็นที่ปลอดภัย
มีทั้ง เสือ สิงห์ หมาป่า หมาใน เต็มไปหมด ผู้ที่จะผ่านทางนั้นต้องไปเป็นกลุ่มใหญ่
ๆ พวกท่านผ่านมาได้อย่างปลอดภัยก็นับว่าบุญอักโขแล้ว ถ้าย้อนกลับไปก็อาจเข้าปากเสือกระมัง
ไต้ซือเมี่ยวส้านยกมือไหว้ที่หน้าอกพลางร้องว่าอมิตตาพุทธ
แล้วจึงพูดกับผู้เฒ่าว่า "ท่านผู้เฒ่าโปรดชี้แนะสั่งสอนด้วยเถิด
จักขอบพระคุณยิ่ง ตอนนี้ก็หวังความเมตตาจากท่านผู้เฒ่าโปรดชี้แนะทางไปสู่ภูเขาซวีหนีซัน
เพื่อให้พวกเราไปถึงโดยเร็ว จะได้กุศลสมบูรณ์ จะเป็นมหากุศลยิ่งนะเจ้าคะ"
ผู้เฒ่าว่า "ทำไมจะไม่ได้เล่า พรุ่งนั้พวกท่านออกจากที่นี่ให้ไปทางถนนใหญ่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
เดินไปประมาณห้าสิบลี้จะมีภูเขาลูกใหญ่เรียกว่าภูเขาจ้าวอีกา
เมื่อข้ามพ้นสันเขาลูกนี้แล้ว ก็ให้มุ่งไปทางเหนือ เดินทางอีกประมาณสามร้อยลี้
แล้วหันไปทางตะวันออกก็จะขึ้นสู่ภูเขาซวีหนีซัน แต่สันเขาจ้างอีกานี่ซิข้ามไปไม่ง่ายนักเพราะบนภูเขาจะมีฝูงนกจ้าวอีกาอยู่ฝูงหนึ่งประมาณ
200-300 ตัวยังกว่านกอินทรี นิสัยดุร้ายมาก ที่หมู่บ้านเชิงเขา
เมื่อถึงคราวเทศกาลเซ่นไหว้ เนื้อที่พวกเขาไม่รับประทานกัน
เขาจะเอามาเสี่ยงโชคลางดู การเสี่ยงโชคลางก็ดูออกจะแปลกประหลาด
คือหลังจากเซ่นไหว้แล้วก็นำเอาเนื้อพวกนั้นเททิ้งไว้ที่เชิงเขาเมื่อเททิ้งแล้วก็มีพวกนกอีกามากิน
ก็ถึอว่าโชคลางดี ถ้าตอนนั้นไม่มีนกอีกามากิน วันรุ่งขึ้นพวกเขาจะไปคอยดู
ถ้าไม่มีเนื้อเหลืออยู่ก็คิดว่าพวกนกจ้าวอีกามากินไปก็นับว่าโชคลางปานกลาง
หากเนื้อเซ่นไหว้ที่ทิ้งไว้อยู่ถึงสามวัน พวกนกจ้าวอีกาไม่มากิน
ก็ถือว่าเป็นลางร้าย พวกเขาก็จะนำเนื้อมาสับให้หมูให้หมากิน
เป็นการถอนลางร้าย เพราะอย่างนี้จึงทำให้พวกนกจ้างอีกาเหล่านี้มีนิสัยชอบกินเนื้อ
ในช่วงที่ไม่มีเทศกาลเซ่นไหว้ พวกนกจ้าอีกาจะไม่มีเนื้อกิน
พวกนกจ้าวอีกาก็จะจับสัตว์ไปกินเป็นอาหารถ้าหากมีคนเดินอยู่ในป่าและประจวบกับมันกำลังหิวพอดี
มันก็จะพากันมาจิกคนจนตายแล้วแบ่งกันกิน ที่แถวนั้นยังมีประเพณีประหลาด
ๆ อีกอย่าง คือพวกเขาจะนับถือพวกนกจ้าวอีกายิ่งกว่า นับถือฟ้าดินเสียอีก
ดังนั้นถ้าพวกนกจ้าวอีกามากินสัตว์เลี้ยงของคนคนพวกนั้นก็ไม่กล้าไล่ไป
พวกนายพรานก็ไม่กล้ายิงนกจ้างอีกาอีกด้วยสัตว์ต่าง ๆ ในป่าก็มีจำกัด
ถูกกินก็กินไป พวกที่หนีก็หนีไปดังนั้นการกินคนก็เลยเป็นปกติธรรมดา
คนที่พวกนกจ้าวอีกากินแม้แต่ต่อสู้ก็ยังไม่กล้า ปล่อยให้พวกมันทึ้งกินตามสบาย
ถ้ามีคนถูกนกจ้าวอีกากิน พวกเขาจะพูดกันว่าคน ๆ นั้นต้องทำเรื่องน่าอายไว้แน่
ๆ จึงถูกลงโทษแบบนั้น พวกเขาไม่เพียงไม่รู้สึกเวทนาสัตว์ พวกเขากลับคิดว่าบาปกรรมของคน
ๆ นั้นได้ถูกชำระแล้วทาง ๆ นี้แม้จะอันตราย แต่ข้าคิดแทนพวกท่าน
ถ้าจะไปภูเขาซวีหนีซันแล้วก็มีสองทางนี้ ทางหนึ่งไปทางหุบเขาใต้กับทางสันเขาจ้าวนกอีกาทางทั้งสองมีอันตรายทั้งคู่
แต่เทียบกันแล้ว หุบเขาทางใต้อันตรายกว่า พวกเสือร้ายมีมาก
เส้นทางก็เดินไกลกว่าหลบหลีกลำบาก พวกนกจ้าวอีกาแม้จะดุร้ายแต่ข้ามสันเขาเพียงสิบลี้เท่านั้น
ถ้าผ่านไปตอนกลางวันอาจไม่เจอพวกจ้าวอีกาก็ได้พอดีช่วงนี้มีเทศกาลเซ่นไหว้
มีบางบ้านก็ทำพิธีตั้งแต่เนิ่น ๆ พวกนกจ้างอีกาก็มีเนื้อกินกันแล้ว
ถือว่าประจวบเหมาะก็จะไม่ได้รับอันตรายก็อาจเป็นได้ เมื่อเทียบทางสองสายแล้วสายนั้นดุร้ายกว่าสายนี้
ระยะทางสายนี้จะดีกว่า พอหย่งเหลียนฟังแล้วหน้าซีดเผือดพูดว่า
"หนทางอันตรายเช่นนี้ เรียกพวกเราไปได้อย่างไรกัน ไม่ทราบว่านอกจากทางเหล่านี้แล้วยังมีทางอื่นที่จะไปถึงไหม"
ผู้เฒ่าว่า "ทางเล็ก ๆ มีอีกมาก แต่ก็อันตรายกว่ากันแยะ
ไม่ใช่พวกเสือ สิงห์ หมาป่าแล้ว ก็ยังมีพวกภูติผีปีศาจ ยิ่งเลิกคิดที่จะไป"
ไต้ซือเมียวส้านตรัสว่า "เจริญพร ! เจริญพร ! คำชี้แนะของผู้เฒ่าย่อมไม่ผิดหวัง
พวกเราจะไปตามทางที่ท่านบอก หย่งเหลียนเธอเลิกกลัวได้ ต้องรู้ว่าพวกเราเป็นเพศบรรพชิต
นอกจากศรัทธาบำเพ็ญเพียรแล้ว อย่างอื่นก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง
กายเนื้ออันเป็นเปลือกนอกไม่ควรเหลือไว้ พวกเราไปครั้งนี้อันตรายมีมาก
ใช่ว่าจะเป็นสันเขาจ้าวอีกาเพียงแห่งเดียวเท่านั้น หากเกรงกลัวไม่กล้าเดินหน้า
แล้วจะมีวันได้ถึงภูเขาซวีหนีซันหรอกหรือ ทุกอย่างมีพุทธานุภาพคุ้มครอง
รับรองว่าจะข้ามสันเขาได้อย่างปลอดภัยตอนนี้ไม่ขอรบกวนท่านผู้เฒ่าแล้ว"
ผู้เฒ่าจึงอำลาแล้วเข้าห้องไปปล่อยให้พวกเขานั่งพักผ่อน ชั่วคืนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เช้าวันรุ่งขึ้นทุกคนลุกขึ้นทำความสะอาดตนเองแล้ว ท่านผู้เฒ่าก็เข้าไปทำอาหารเช้าสำหรับพวกเรา
เราทั้งสามมาขอนคุณผู้เฒ่าแล้ว ก็ร่ำลา ออกเดินทาง มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
พวกเราคาดว่าพอหลังเที่ยงแล้วฏ็จะข้ามพ้นสันเขาจ้าวอีกาอย่าได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นเลยเพราะฉะนั้นระหว่างทางไม่กล้าหยุดพัก
พอตอนนั้นก็มองเห็นสันเขาจ้าวอีกาตระหง่านอยู่ข้างหน้า ป่าไม้เป็นป่าทึบ
ต้นไม้หนาแน่น จะมองเห็นทางหญ้ามืดครึ้ม มองไกลออกไป รู้สึกว่าน่ากลัวเดินย่ำอยู่กลางดงทำใจให้อดสั่นระทึกไม่ได้
เมื่อเดินไปอีกสักหน่อยก็ถึงเชิงเขา ก็พบทางเดินที่เป็นหิน
เป็นขั้นบันไดไต่ขึ้นไปได้ทุกคนท่องพุทโธอยู่ในใจ ก้าวไปข้างหน้าด้วยความกล้าหาญจนถึงสันเขาก็ยังไม่พบอะไร
แม้แต่เงาของนกจ้าวอีกาสักตัวก็ไม่เห็น จากนั้นก็เป็นทางลาดลงเขา
เห็นลิบ ๆ อยู่ด้านล่างเป็นหมู่บ้านใหญ่ ไต้ซือเมี่ยวส้านตรัสว่า
"เจริญพร ! เจริญพร ! พวกเธอเห็นหมู่บ้านด้านหน้าไหม
พวกเราไปถึงที่นั่นก็ดีแล้ว" แม้ปากจะพูดอย่างนี้แต่ขาทั้งสองเมื่อยล้าเต็มที
ดีที่ว่าเป็นทางเดินลงเขา เบาแรงกว่าตอนขึ้นแยะเลย เดินตามสบายก็นับว่าได้ระยะทางมากอยู่ไม่ช้าก็มาถึงกึ่งกลางเขาบริเวณนี้เป็นที่ราบกว้าง
ต้นไม้กับหินก็ลดน้อยลงไป ตอนนั้นไต้ซือเมี่ยวส้านกำลังหมดแรงเดินต่อไปไม่ไหว
ระหว่างทางไม่พบอะไร ก็รู้สึกสบายพระทัยโดยเฉพาะวันนี้ไม่พบนกจ้าวอีกา
จึงพูดกับหย่งเหลียนว่า "พวกเราเดินทางวันนี้ได้ห้าสิบลี้
ตอนนี้ฉันเมื่อยล้าหมดแรงเดินไม่ไหวแล้ว ตรงนี้ทัศนียภาพสวยงาม
พวกเราพักสักครู่ดีไหม" แม่อุปถัมภ์กูพูดว่า "ฉันเองก็แย่แล้วพักสักหน่อยก็ดี
"หย่งเหลียนไม่เห็นด้วยร้องขึ้นว่า "ท่านไต้ซือ
! เมื่อวานนี้ท่านผู้เฒ่าเรียกให้พวกเรารีบข้ามสันเขาไป อย่าได้เห็นแก่พักเลย
ถ้าเกิดอะไรขึ้นจะไม่ดี หม่อมฉันเห็นว่าตรงไปเลยจะดีกว่า"
แม่อุปถัมภ์ว่า" เธอเอาอีกแล้วผ่านมาตั้งเยอะแล้วยังไม่เจออะไร
พักแค่ประเดี๋ยวเดียวจะมีเรื่องอะไร" หย่งเหลียนหมดปัญญาจึงโยนสัมภาระลง
ขณะกำลังนั่งลงบนก้อนหิน ทันใดนั้นเสียงนกจ้าวอีการ้องขึ้นทั้งสี่ทิศ
ทำให้ทั้งสามคนตกใจนั่นคือ
พักเพียงชั่วครู่ เพียงแค่นั้นก็ตกใจ