หย่งเหลียนได้แนะนำคนทั้งสองให้เดินต่อไปจนถึงหมู่บ้านค่อยหาทางพักผ่อน
แต่ก็ทัดทานไม่ไหวทั้งนี้เพราะไต้ซือเมี่ยวส้านและแม่อุปถัมภ์ปวดเมื่อยเต็มทนแล้ว
จะเดินต่อไปก็เดินไม่ไหว ต่างคนก็โยนสัมภาระลง มองหาก้อนหินแผ่นเรียบ
ๆ เพื่อจะนั่งพักผ่อนการเดินทางก็มีเคล็ดอยู่เหมือนกัน เฉพาะอย่างยิ่งการหยุดพักกลางทางถือที่สุด
การเดินทางระยะไกลนั้น ถ้ามีอาการเมื่อยล้าระหว่างทางก็ให้ชะลอฝีก้าวลงหน่อยแล้วก็เดินต่อไป
แม้จะรู้สึกฝืนใจอยู่บ้าง แต่มีความมานะก็ยังมีอยู่ ในที่สุดก็จะไปถึงที่หมายถ้าหากหมดแรงย่อท้อแล้วก็หยุดนั่งลงพักผ่อน
แต่ยิ่งพักก็ยิ่งจะรู้สึกเมื่อยล้าลงไปอีก ความมานะบากบั่นที่จะมุ่งไปข้างหน้าก็ลดน้อยถอยไป
เมื่อลุกขึ้นเดินใหม่จะรู้สึกว่าแต่ละฝีก้าวเต็มไปด้วยความยากลำบาก
เพราะว่าทั้งสามคนไม่เคยออกเดินทางไกล ดังนั้นจึงไม่รู้เคล็ดข้อนี้
พอนั่งลงไปก็เหมือนกับมีรากงอกออกมา รู้สึกเจ็บใจที่ไม่ได้หยุดพักแรมเสียแต่ที่นี่
เพราะถูกหย่งเหลียนเร่งเร้าจึงเป็นการเร่งให้ไต้ซือเมี่ยวส้านและแม่อุปถัมภ์ยอมลุกขึ้น
ปัดฝุ่นตามลำตัวออกแล้วก็ก้มตัวลง ถือข้าวของจะออกเดินทางต่อไป
ขณะนั้นก็เกิดมีเสียงดัง กา ๆ ขึ้นเหนือศรีษะ เป็นเสียงร้องของนกอีกาฝูงสีดำ
ทำให้ทั้งสามคนขวัญหนีดีฝ่อ หย่งเหลียนร้องขึ้นว่า "เขาว่าเอาไว้ไม่มีผิด
ถ้าอีกามา เคราะห์ก็มา ตอนนี้เป็นนกอีกาสีดำกินคนด้วย หม่อมฉันว่าแล้วให้รีบไป
หากฟังหม่อมฉันสักนิดตอนนี้ไม่รู้เปิดไปไหนต่อไหนแล้ว ก็จะหลบภัยจากพวกนกอีกาได้
ตอนนี้จะทำอย่างไรดี" ขณะที่พวกเขาเจรจากันฝูงนกอีกาพากันมามากขึ้น
เสียงกา ๆ ๆ เต็มท้องฟ้าไปหมด ไม่รู้ว่ามีสักเท่าไร พวกมันทำราวกับว่าวันนี้มีสัตว์อันโอชามาสังเวยแล้ว
จึงร้องรำทำเพลงดุจมีงานฉลองแสดงความยินดี ตอนนี้ทั้งหย่งเหลียนและคนอื่น
ๆ มือไม้สั่นไม่ยอมหยุด อาศัยไต้ซือเมี่ยวส้านที่บำเพ็ญมาอย่างสูงจึงมีพลังจิตมั่นคง
จึงนั่งลงกับพื้น แล้วพูดกับคนทั้งสองว่า "ให้พวกเธอนั่งลงมาเสียก่อน
รวบรวมขวัญกำลังใจให้ดี อย่าได้ตกใจกลัวฉันจะจัดการให้เอง"
ทั้งสองหมดปัญญาจึงทรุดตัวลงนั่งหูก็คอยฟังว่าเมื่อไรนกอีกาจะมาจิกกิน
ใจหวาดผวาได้กระเจิงไปไกลลิบลับแล้ว แต่พวกนกอีกาเหล่านั้นแม้มันจะร้องกา
ๆ ๆ แต่ก็บินวนอยู่เหนือศรีษะของบุคคลทั้งสามเท่านั้น หาได้โฉบลงมาจิกกินก็หาไม่
อันที่จริงคนที่มีใจไม่หวาดผวา ภายในตาของสัตว์ต่างเผ่าจะรู้สึกว่าน่าเกรงขามไม่กล้าที่จะเข้าโจมตี
นกอีกาคงบินวนอยู่เหนือศรีษะของบุคคลทั้งสาม มันบินไปร้องไปอยู่เช่นนั้นเหมือนกับคอยเฝ้าเหยื่อเอาไว้
ไม่ยอมละจากไป มันบินนานอยู่ประมาณครึ่งชั่วยาม ไต้ซือเมี่ยวส้านนั่งทำสมาธิ
จนกระทั่งเห็นดวงจิตใสสว่างเหมือนมีคนมาบอกข้างหูว่า "พวกเธอนั่งเฉยอยู่ทำไมพวกอีกาบินไปร้องไป
เพราะต้องการมาขอของกิน พวกมันไม่ใช่ว่าจะต้องกินคนเท่านั้น
ถ้าเธอให้ของกินแก่มัน พวกมันก็จะแย่งกันกิน ตอนนั้นพวกเธอก็หนีเอาตัวรอดได้แล้ว
ข้าวตากที่อยู่ในถุงมิใช่เป็นของกินอย่างดีหรอกหรือ"
ไต้ซือเมี่ยวส้านฉุกคิดขึ้นมาได้ จึงรีบแก้ปากถุงข้าวตาก แล้วก็ล้วงเอาออกมากำมือหนึ่งโยนไปที่ลานกว้าง
พวกนกอีกาเห็นเข้าก็บินลงมาแย่งกิน พระองค์จึงโยนข้าวตากไปอีกครึ่งถุง
นกอีกาบนท้องฟ้าไม่มีอีกแล้วพระองค์จึงเรียกอีกสองคนรีบ ๆ
เก็บสัมภาระแล้วเตลิดหนีไปลงเชิงเขาไปชั่วไม่นานพวกเขาก็หนีลงมาถึงเชิงเขา
ไม่ปรากฏว่ามีนกอีกาบินตามลงมาสักตัวเดียว จึงรู้สึกอุ่นใจขึ้นจึงมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้าน
เดินมาจนตะวันคล้อยดินแล้วจึงถึงหมู่บ้านเห็นคนแปลกหน้ามาต่างก็ออกมามุงดูถามไถ่
ไต้ซือเมี่ยวส้านยกมือขึ้นพูดว่า "นะโม ฉันเป็นภิกษุณีเมี่ยวส้าน
เป็นเจ้าอาวาสอยู่วัดจินกวงหมิง เชิงเขาเยโหม่ประเทศซิ่นหลินกั๊ว
เพราะว่าได้ตั้งปณิธานที่จะมาภูเขาซวีหนีซันกันสามคน แต่ได้หลงเดินทางผิดเข้าไปในหุบเขาใต้โชคที่ได้ผู้ใจดีชี้แนะ
จึงรู้จักข้ามสันเขาจ้าวอีกามาได้จึงได้มาถึงที่นี่วันนี้จะมืดค่ำแล้ว
ข้างหน้าไม่มีหมู่บ้านแล้ว จึงต้องหยุกอยู่ที่นี่หวังว่าจะมีผู้เมตตาให้ทาน
ขอที่นี่พักอาศัยสักคืน ขออาหารเจสักจานอย่างอื่นไม่ต้องการ
พรุ่งนี้เช้าก็จะเดินทางต่อไป" พอพวกเขาได้ยินว่า ผ่านมาทางเขาจ้าวอีกาเท่านั้น
ต่างก็มองหน้ากัน มีคนหนึ่งที่อยากรู้จึงถามขึ้นว่า "ถ้าพวกท่านมาทางสันเขาจ้าวอีกา
ระหว่างทางได้พบจ้าวอีกาหรือเปล่า" ไต้ซือเมี่ยวส้านตรัสตอบว่าได้พบแล้วก็ทรงเล่าเรื่องราวที่เพิ่งเกิดขึ้นให้พวกเขาได้ฟัง
พวกเขาฟังกันแล้วก็ร้องขึ้นว่า "แปลกนะ ! แปลกนะ ! สามคนนี้มีวิชามารอะไร
แม้แต่นกจ้าวอีกาก็ยังไม่ทำร้ายพวกเขาหรือว่าเป็นพวกเทพธิดา"
มีคนหนึ่งท่าทางจะเป็นผู้ใหญ่บ้านก็พูดกับคนทั้งหลายว่า "พวกเธออย่าอึกทึกกัน
ทั้งสามท่านนี้ย่อมมิใช่บุคคลธรรมดา คนที่บำเพ็ญเพียร เบื้องบนมีฟ้าสามสิบสามชั้น
เบื้องล่างมีทางสามสิบหกทาง มีหรือจะไม่ยำเกรง นับประสาอะไรกับจ้าวอีกาซึ่งมีญาณหยั่งรู้
จึงไม่ทำความยุ่งยากอะไรให้พวกเขา ตอนนี้ก็ได้มาที่หมู่บ้านของเราแล้วทางข้างหน้านับสิบลี้ก็ไร้ผู้คน
พวกเราก็ดูแลต้อนรับอย่างดี ที่บ้านของข้าพเจ้ามีห้องว่างเหลืออยู่
ขอเชิญพวกท่านทั้งสามไปพักที่นั่นกัน" ทั้งสามคนยกมือขึ้นไหว้ขอบคุณ
พวกชาวบ้านจึงพูดว่า "ท่านผู้เฒ่าหลิว คืนนี้ไปค้างที่บ้านท่านก่อน
พรุ่งนี้ถ้าภิกษุณีทั้งสามยังไม่ออกเดินทาง พวกเรายินดีผลัดกันต้อนรับทั้งอาหารและที่อยู่ด้วยมิตรภาพของเจ้าถิ่น"
พวกเขาพูดเสร็จก็พากันแยกย้ายจากไป ผู้เฒ่าหลิวนำคนทั้งสาม
กลับไปที่บ้านของเขา เชิญให้ทุกคนนั่งแล้วก็แนะนำบุคคลในบ้าน
พวกเขาล้วนเป็นคนดีที่ใฝ่ธรรมะทั้งนั้น พอเห็นภิกษุณีเท่านั้นพวกเขาก็นำน้ำชามาถวาย
เตรียมอาหารเจมาต้อนรับ ฟ้ามืดแล้ว เขาก็พาบุคคลทั้งสามเข้าไปพักในห้องที่สะอาด
เครื่องนอนครบครัน ไต้ซือเมี่ยวส้านเข้า ฌานวันรุ่งขึ้น ผู้เฒ่าหลิวก็เตรียมอาหารเช้า
เพื่อถวายให้ภิกษุณีทั้งสามฉันเมื่อทั้งสามคนรับอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว
พวกเขาก็คะยั้นคะยอให้อยู่ต่อ ไต้ซือเมี่ยวส้านตรัสตอบว่า
"ตอนนี้ร้อนรนจะรีบไปยังเขาซวีหนีซัน ไม่กล้าค้างนาน
ทำให้เสียความตั้งใจของผู้เฒ่าไปขอเพียงให้ท่านช่วยชี้ทางไปให้ด้วยจักขอบคุณยิ่ง"
ท่านผู้เฒ่าหลิวรู้ว่าจะรั้งพวกเขาอยู่ไม่ได้ จึงพูดว่า "ให้เดินตรงไปทางเหนือประมาณสามสิบลี้
ข้างหน้าจะมีภูเขาเล็ก ๆ อยู่ลูกหนึ่ง เรียกว่า ภูเขาจินหลุน
พวกท่านอย่าได้ข้ามเขาไปให้หันเดินทางตะวันออกเมื่อผ่านเหลี่ยมเขาแล้วก็หันเดินไปทางเหนืออีกราวสิบเจ็ดสิบแปดลี้
ก็จะถึงหมู่บ้านไซซื่อเป่า ท่านสามารถพักค้างแรมที่นั่นได้
แต่ใกล้ ๆ ภูเขาจินหลุน ต้องเดินผ่านเร็ว ๆ อย่าได้หลงไหลกับอะไร
พอถึงไซซื่อเป่า ก็รับรองไม่เป็นอะไร พอถึงที่นั่นก็ถามทางจากคนที่นั่น"
ภิกษุณีทั้งสามก็ต่างขอบใจ แล้วลาจากกัน พอพ้นจากหมู่บ้านทางทิศเหนือ
จะเห็นพื้นราบเวิ้งว้างในตอนแรกนอกจากทรายสีเหลือง และดวงตะวันสีขาวแล้วก็ไม่เห็นอะไรเลยไม่พบเห็นกระทั่งต้นไม่ใบหญ้า
มีเพียงสามคนเดินย่ำอยู่กลางทะเลทราย ท่ามกลางความเงียบเหงาก็เลยเผยให้เห็นสัจจะของชีวิตพวกเขามีสติมั่นคง
ไม่มีใครที่รู้สึกหวาดกลัวต่อความลำบากหากเป็นคนทั่วไปเมื่อเดินอยู่ท่ามกลางพื้นที่ที่แม้แต่หญ้าก็ขึนไม่ได้แล้วใครจะไม่รู้สึกกลัวบ้าง
เมื่อบุคคลทั้งสามเดินมาได้สักพักก็แลเห็นเขาลูกหนึ่ง ค่อนไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ
แม้จะเป็นภูเขาเล็กแต่ก็มีต้นไม่ขึ้นหนาแน่น ทัศนียภาพสง่างาม
นี่คือภูเขาจินหลุนแน่แล้ว พวกเขาเดินท่ามกลางความเงียบเหงาดุจตายในที่เปลี่ยว
เมื่อได้มาเห็นภูเขาที่มีชีวิตชีวา โสตประสาทรู้สึกกระปรี้กระเปร่า
แม้แต่ฝีเท้าก็เบาขึ้นมามาก มุ่งหน้าตรงไปยังภูเขา เวลาผ่านไปไม่นานนักก็มาถึงเชิงเขาจินหลุน
ที่เชิงเขาแห่งนี้แม้จะเป็นภูเขาลูกไม่ใหญ่ แต่ก็มีรูปร่างแปลกประหลาดยอดเขามีหินเรียงซ้อนตั้งขึ้นไป
ประกอบกับสีเขียวของต้นไม้และความเขียวขจีของต้นหญ้างยังมีดอกไม้ป่าแทรกขึ้นทั่วไป
นับว่าเป็นทิวทัศน์ที่ชวนให้คนหลงใหล ไต้ซือเมี่ยวส้านเห็นแล้วถึงกับตรัสพึมพำออกมาว่า
"เจริญพร ! เจริญพร ! อาตมาผ่านมาเส้นทางหลายสาย ผ่านสันเขามาก็ไม่น้อย
ยังไม่พบกับทัศนียภาพที่สวยงามขนาดนี้เลย คาดไม่ถึงว่าท่ามกลางทะเลทรายแห่งนี้กลับมีภูเขาที่งามอย่างนี้
จะเห็นได้ว่าฟ้าดินสร้างสรรธรรมชาติเกิดความคาดคิดของคน พระองค์เกิดความรักทิวทัศน์แห่งนี้ขึ้นมาขณะหนึ่ง
เพราะหลงใหลในความงดงามของภูเขาจึงไม่เดินต่อไป แต่หย่งเหลียนก็คอยเร่งเร้าอยู่ข้าง
ๆ "ท่านไต้ซือ ! หม่อมฉันขอเตือนท่านอย่าได้หลงใหลจนไม่ยอมเดิน
ผู้เฒ่าหลิวก็พูดแล้วว่าถ้ามาถึงภูเจาจินหลุนแล้วให้รีบเดินผ่านไป
ในคำพูดบ่งบอกว่าจะมีอันตราย พวกเรารีบ ๆ ไปกันดีกว่าถ้าหยุดแล้วจะเกิดปัญหาขึ้น"
ไต้ซือเมี่ยวส้านตรัสว่า "ผู้เฒ่าหลิวก็ไดแต่พูดไปเท่านั้นแต่ก็ไม่ได้พูดว่าจะมีอะไร
อาตมาเห็นว่าภูเขานี้น่ารัก คงไม่ซ่อนปิศาจอะไรไว้หรอก ยิ่งในตอนกลางวันอย่างนี้
ดู ๆ เสียหน่อยจะเป็นไรไป" หย่งเหลียนทูลว่า "ถึงแม้จะพูดอย่างนี้
แต่ถ้าพิจารณาให้รอบคอบมัวแต่ห่วงเที่ยวเดี๋ยวก็ไปถึงภูเขาซวีหนีซันสาย
ก็อย่างที่หม่อมฉันได้ฟังไต้ซือบรรยายไว้ โจรทั้งหกมาอย่างไร
ก็เกิดมาจากตนเองเป็นเหตุ เท่าที่สภาพตอนนี้ ไต้ซือได้เกิดรักภูเขาลูกนี้ขึ้นแล้วหลงใหลไม่ยอมจาก
ทั้งทำให้เกิดความอยากอีก ที่จริงจะฟุ้งซ่านแม้แต่หนึ่งอย่างก็ไม่ได้
นี้เกิดฟุ้งซ่านถึงสองอย่างมิแย่แล้วหรือ พวกเราไปกันเถอะ
!" เมื่อไต้ซือเมี่ยวส้านได้ฟังคำพูดของหย่งเหลียนแล็วก็รู้สึกตัวคิดได้
รวบรวมสติแล้วตรัสว่า "เดิน ๆ ๆ ๆ" แต่พอจะเดิน
ก็ช้าไปแล้ว นั่นคือ
ขณะกำลังรู้สึกตัว มารร้ายก็มาถึงตัว