|
กระท่อมสองพยางค์ลุพุทธจิต จุดญาณหนึ่งรั้งปริศนาธรรม
เมื่อนายหลี่จ้านซ่านได้รู้ถึงพื้นจิตของบุตรน้อยแล้ว จึงได้ตั้งใจอบรมฟูมฟักเป็นพิเศษ
พอบุตรมีอายุได้แปดปี ก็ว่าจ้างครูมาสอนที่บ้าน โดยมีบุตรของพี่ชายภรรยา
หวังฉวนร่วมเรียนอยู่ด้วย เด็กชายซิ้วหยวนตั้งใจเล่าเรียนด้วยความร่าเริง
ไม่เคยปริปากบ่นเลย แม้จะเรียนกันตั้งแต่เช้าจรดค่ำ มีบางครั้งที่รู้สึกเบื่อหน่ายบาง
ก้ได้แต่นั่งนิ่งเบิ่งตาเฝ้าครุ่นคิด คิดจนเพลิดเพลิน แล้วแหงนสู่ท้องฟ้าหัวเราะร่วน
เมื่อมีผู้ถามว่า เป็นอะไรเขาก็ได้แต่อ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ไม่พูดจา
พออายุครบได้สิบสองปี ร่ำเรียนจนไม่มีตำราเรียน เจนจัดในวิชาอักษรศาสตร์
การแต่งโคลงกลอนก็ช่ำชอง เก่งไปสารพัดอย่าง วันหนึ่ง ซึ่งเป็นวันเซ็งเหม็ง
อาจารย์ต้องลากลับบ้านพักผ่อน นายจ้านซ่านก็จัดโต๊ะเลี้ยงพร้อมกับตระเตรียมข้าวของตอบแทน
พร้อมกันนั้น ก็ให้บุตรชายซิ้วหยวนและหลานชายหวังฉวนกันคนรับใช้
ให้ติดตามไปส่งอาจารย์ถึงบ้าน ภายหลังส่งอาจารย์ถึงบ้านแล้ว
ขากลับทั้งสองเดินผ่านวัดแห่งหนึ่ง ซิ้วหยวนได้ถามคนรับใช้ว่า
"นี่วัดอะไร" คนรับใช้ตอบว่า "ที่นี่คือวัดฉีหยวน เป็นวัดที่มีชื่อแห่งเมืองไถโจว"
หวังฉวนได้ฟังแล้วจึงเอ่ยขึ้นว่า "ที่แท้วัดฉีหยวนอันลือชื่ออยู่ที่นี่เอง
ได้ยินกิตติศัพท์มานาน วันนี้มาพบเข้าโดยบังเอิญ ข้าและน้องทำไมจะไม่เข้าไปเที่ยวชมดูสักหน่อยเล่า
ซิ้วหยวนเอ่ยต่อว่า "ท่านพี่พูดตรงกับข้าเลย" ว่าแล้วทั้งสองก็จูงมือพากันเข้าไปในวัดเข้าไปในโบสถ์ชมพระพุทธรูปองค์ใหญ่
ต่อจากนั้นก็เดินออกไปตามทางเดินรอบ ๆ จนกระทั่งมาถึงห้องของเจ้าอาวาส
ก็พอดีมีพระชราอยู่สองรูปเรียกให้หยุด แล้วว่า "ตอนนี้มีข้าราชการผู้ใหญ่อยู่ข้างใน
หากท่านทั้งสองต้องการทัศนา โปรดเที่ยวชมทางอื่นก่อน" ซิ้วหยวนตอบว่า
"ห้องเจ้าอาวาสเป็นห้องรับแขกของสงฆ์ ใคร ๆ ก็เข้าไปได้ แม้จะมีข้าราชการผู้ใหญ่อยู่ภายใน
เราสองคนก็เข้าไปพบเจ้าอาวาสได้จะเป็นไรหรือ" ว่าแล้วก็เดินฉับ
ๆ เข้าไปพบว่ามีบุคคลสองคนอยู่ภายใน เบื้องซ้ายมีข้าราชการผู้ใหญ่นั่งอยู่
ส่วนท่านเจ้าอาวาสเต้าชิงนั่งอยู่เบื้องขวา ทั้งสองข้างมีเด็กหนุ่ม
ๆ ยืนอยู่ประมาณสิบคน แต่ละคนต่างถือกระดาษอยู่ในมือ กำลังครุ่นคิดอยู่
ซิ้วหยวนจึงเดินเข้าไปข้างหน้าพลางยกมือแสดงคารวะ ถามว่า "ขอเรียนถามท่านผู้ใหญ่และท่านเจ้าอาวาส
คนเหล่านี้ถือกระดาษอยู่ที่นี่ ทำไมหรือ" ยังมิทันที่ข้าราชการจะเอ่ยปาก
ท่านเจ้าอาวาสแลเห็นเด็กทั้งสองแต่งกายสง่าภูมิฐานคาดว่าต้องเป็นบุตรของผู้ดีมีสกุล
จึงไม่รอช้า รีบลุกขึ้นมาตอบว่า "ท่านผู้ใหญ่ผู้นี้ เนื่องจากมีธุระออกทะเล
พอเรือถึงทะเลลึก ก็เกิดมีคลื่นลมพายุ ทำท่าว่าเรือจะคว่ำ จึงได้อธิษฐานจะขอบวชพระสักรูปหนึ่ง
คลื่นลมจึงสงบลง กลับมาได้อย่าง ปลอดภัย เพื่อเป็นการทำบุญจึงบริจาคเป็นเงินถึงหนึ่งพันชั่ง
และได้ขอใบสุทธิหนึ่งฉบับ (ผู้จะบวชพระจะต้องขอใบสุทธิจากรัฐบาลเสียก่อนจึงบวชได้)
เมื่อบวชพระรูปหนึ่ง จึงได้มีการคัดเลือกเด็กหนุ่มที่อยู่ที่นี่
ซึ่งแต่ละคนก็มีดีไปคนละอย่าง จึงมิอาจคัดเลือกได้ทันที จึงได้ขึ้นโฉลกไว้บทหนึ่ง
เพื่อให้คนเหล่านี้แต่งต่อให้เหมาะสม ผู้ใดเหมาะที่สุดก็จะบวชให้ผู้นั้น
ดังนั้นคนเหล่านี้จึงถือกระดาษครุ่นคิดอยู่" ซิ้วหยวนกล่าวต่อว่า
"ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง ผู้น้อยอยากจะขอดูโฉลกที่ท่านผู้ใหญ่ขึ้นไว้ดูสักหน่อยจะได้ไหม"
ผู้ใหญ่แลเห็นซิ้วหยวนพูดจาหลักแหลมผิดคนธรรมดา จึงให้คนสนิทนำเอาโฉลกส่งให้
ซิ้วหยวนดูแล้วพูดว่า "ท่านอาคันตุกะผู้เยาว์ มิทราบว่าจะต่อได้ไหม"
เมื่อซิ้วหยวนรับมาดู มันเป็นโฉลกแม่น้ำแดงฉาน ว่าดังนี้ ชีวิตเหนื่อยเปล่า
คิดถึงบ้านในป่าเข่า เพื่อผ่อนคลาย เย็นกายพระพายพัด จันทร์กระจ่างฟ้า
ไผ่สนเขียวขจี นั่งสงบขจัดลาภยศ แม้จะหิวโหย ก็อิ่มด้วยบทกวี
เพียงข้าวสองสามทัพพี เสื้อผ้าหยาบ ๆ หากไม่ถูกผูกพัน ต้องอดทนต่อโลก
ดั่งเกมหมากรุก ดุจผู้แค้นร่วมรถ ถึงกายจะจรดที่ใด ก็เหมือนลม
และเมฆที่ผกผัน จักหาความสบายในโลกมนุษย์ ก็ไม่รู้ว่าที่ใดไร้เกียรติ
แลเสียศักดิ์ศรีกัน ถึงรองเท้า ย่ำยันทั่วแผ่นดิน ชีวิตก็วุ่นวายศูนย์เปล่า
เมื่อซิ้วหยวนอ่านจบ ก็เผยอยิ้ม แล้วจึงหยิบพู่กันบนโต๊ะ ต่อเติมไปอีกสองประโยคว่า
"ตาสว่างสองสามโลก เห็นเพียง กระท่อม หญ้าคา" ทั้งผู้ใหญ่และเจ้าอาวาส
เมื่อได้เห็นโฉลกสองประโยคหลัง ก็รู้ว่ามีปฏิภาณไหวพริบยิ่ง
จนรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง จึงรีบเชิญทั้งสองให้นั่งลง มีคำสั่งให้ผู้ติดตามยกน้ำชามาให้
เจ้าอาวาสกล่าวว่า "ขอถามท่านทั้งสองว่ามีชื่อเสียงเรียงนามว่ากระไร"
ซิ้วหยวนชี้นิ้วไปที่หวังฉวนแล้วว่า "ผู้นี้เป็นลูกผู้พี่เป็นบุตรของคุณลุงหวังอันซื้อ
นามว่าหวังฉวน ส่วนผู้น้อยเป็นบุตรของหลี่จ้านซ่าน มีชื่อสามัญว่าซิ้วหยวน"
เจ้าอาวาสได้ฟังแล้ว ทั้งยินดีและตกใจ กล่าวตอบว่า "ที่แท้ก็คุณชายหลี่นี่เอง
มิน่าเหล่า พอเคลื่อนพู่กันก็เฉียบไว นับว่ามีปัญญาเฉียบแหลมยิ่งนัก"
ข้าราชการผู้ใหญ่เห็นเจ้าอาวาส พูดจาเป็นเรื่องเป็นราวเช่นนั้น
จึงถามถึงสาเหตุ เจ้าอาวาสก็ตอบว่า "ท่านผู้ใหญ่ไม่รู้หรือว่า
เมื่อประมาณสิบปีก่อน ที่วัดกั๋วชิง ตอนท่านเจ้าอาวาสซิ่งคงจะละสังขารนั้น
ได้กล่าวกับนายหลี่จ้านซ่านว่า "คุณชายน้อย คือผู้ศักดิ์สิทธิ์กลับชาติมาเกิด
รากเหง้าผิดธรรมดา เหมาะจะออกบวช ไม่เหมาะครองเพศฆราวาส" ท่านผู้ใหญ่ฟังแล้วดีใจมากกล่าวว่า
"หากสามารถบวชให้กับอาคันตุกะผู้เยาว์ผู้นี้ได้ นับว่ากว่าพวกหนุ่ม
ๆ เหล่านี้มาก" พอซิ้วหยวนได้ยินการสนทนาของท่านทั้งสอง ที่ต้องการให้ตนออกบวช
จึงรีบปฏิเสธอย่างขอบคุณว่า "การบวชพระ นับว่าได้บุญมาก แต่ท่านบิดามีผู้น้อยเพียงคนเดียว
ไม่มีเหตุผลพอที่จะออกบวชเลย" เจ้าอาวาสกล่าวว่า "อาตมาเพียงอนุมานตามเหตุผลที่ดูเหมาะสมเรื่องสำคัญยิ่งใหญ่เช่นนี้
จำเป็นต้องไปกราบคารวะเรียนใต้เท้าที่บ้านท่าน วันนี้มิอาจกล้าทำสิ่งใดเพียงแต่ท่านทั้งสองได้มาถึงที่นี่
ก็เป็นบุญมากแล้ว อยากเรียนขอให้อยู่ค้างแรมที่นี่สักคืน มิทราบว่าจะคิดประการใด"
ซิ้วหยวนตอบว่า "ผู้น้อยทั้งสองมีบิดามารดาอยู่ที่บ้าน มิกล้าเถลไถล
เนื่องจากวันนี้ไปส่งท่านอาจารย์กลับบ้าน ได้ผ่านที่นี่ เสียเวลาไปครึ่งวันแล้วมิกล้ารั้งรอ"
กล่าวจบลุกขึ้นอำลา ท่านเจ้าอาวาสก็เลยออกมาส่งถึงนอกประตูวัด
เมื่อสองคนกลับมาถึงบ้าน นายจ้านซ่านจึงถามว่า "นายสองคนทำไมกลับบ้านมืดค่ำเช่นนี้"
ซิ้วหยวนตอบว่า " เพราะอาจารย์รั้งให้อยู่ท่านข้าว ระหว่างทางได้ผ่านวัดฉีหยวนเลยแวบเข้าไปเที่ยว
ดังนั้นจึงเสียเวลาไปมาก" จ้านซ่านกล่าวว่า "เข้าวัดเพียงแต่เที่ยวเท่านั้นหรือยังมีเรื่องอื่นอีกไหม"
ซิ้วหยวนจึงเล่าถึงเรื่องราวของข้าราชการผู้ใหญ่ ที่ต้องการบวชพระหนึ่งรูป
โดยให้ผู้ติดตามต่อโฉลก เล่าไปอย่างละเอียด "ท่านเจ้าอาวาสบอกว่า
โฉลกของลูกต่อได้ดีที่สุด ต้องการให้ลูกออกบวช เลยถูกลูกล่วงเกินไปสองสามคำ
พระสงฆ์นั้นก็ยังไม่ละใจ เกรงว่าพรุ่งนี้ท่านจะมาร้องขอกับบิดามารดาท่านอีกเป็นแน่"
จ้านซ่านฟังแล้วเงียบงันไป ฝ่ายซิ้วหยวนก็ไม่รู้สาเหตุกล่าวว่า
"ถ้าพรุ่งนี้ท่านมา ขอบิดาท่านไม่ต้องปฏิเสธ ลูกขอตอบรับเอง"
จ้านซ่านตอบว่า "ท่านเจ้าอาวาสเต้าชิง เป็นที่นับถือของคนสมัยนี้
เธออย่าได้ดูแคลนพูดจาล่วงเกิน" ซิ้วหยวนตอบว่า "ลูกล่วงเกินท่านนะดีแล้ว
เกรงแต่ว่าคุณธรรมท่านจะไม่สูงพอ ก็เท่ากับล่วงเกินตนเอง" สองพ่อลูกจึงหยุดการสนทนาแต่เพียงเท่านั้น
เช้าวันรุ่งขึ้นภายหลังอาหารเช้า ยามประตูหน้าบ้านเข้ามารายงานว่า
"เจ้าอาวาสเต้าชิงแห่งวัดฉีหยวน ขอเข้าพบใต้เท้า ขอรับ" จ้านซ่านรู้จุดประสงค์การมาของท่านแล้ว
จึงรีบออกมาต้อนรับ ภายหลังจากเชิญให้นั่งเรียบร้อยแล้ว จึงกล่าวว่า
"พระคุณเจ้ากรุณามาที่นี่ มีกิจธุระอันใดหรือ" เจ้าอาวาสตอบว่า
"อาตมา หากไม่มีกิจธุระก็มิอาจมารบกวนหรอก เพราะมีธุระสำคัญเกี่ยวกับธรณีสงฆ์
เรื่องมาถึงแล้ว จึงมาเรียนให้ทราบ ต้องการให้ท่านทำให้สำเร็จ"
จ้านซ่านถามว่า "เรื่องอันใดหรือ โปรดชี้แนะด้วย" ท่านเจ้าอาวาสกล่าวว่า
"เมื่อวานมีแขกรูปหนึ่ง ตั้งใจจะบวชพระรูปหนึ่งเพื่อสร้างบุญ
จึงได้สรรหาผู้เหมาะสม โดยแต่งโฉลกขึ้นมาให้ผู้ใต้บังคับบัญชาหลายคนต่อโฉลก
เพื่อจะได้หยั่งรู้ถึงภูมิปัญญา แต่ก็ไม่มีใครสามารถแต่งต่อได้
ก็บังเอิญคุณชายของท่านไปท่องเที่ยวไปถึง เขาเห็นแล้วจึงแต่งโฉลกต่อให้ช่างเหมาะสมยิ่งนัก
อาตมาก็เลยถามไถ่ว่าเป็นบุตรชายผู้ใด จึงได้นึกถึงเรื่องครั้งก่อนที่เจ้าอาวาสซิ่งคง
ขณะลอยอยู่เหนือเมฆ ได้สั่งเสียท่านไว้ นัยว่าเป็นหน่อพระโพธิสัตว์จึงได้มาเรียนกราบให้ทราบ
ซึ่งถือเป็นธุระสำคัญแห่งธรณีสงฆ์ ไม่ควรพลาดโอกาส ควรรีบ ๆ
ให้คุณชายได้บวชเสียแต่เนิ่น ๆ เพื่อให้เสร็จสิ้นภาระกิจ" จ้านซ่านตอบว่า
"เรื่องพระอาจารย์ซิ่งคงที่สั่งเสียไว้ครั้งก่อนมิกล้าที่จะละเลย
ยิ่งวันนี้พระคุณเจ้ามีจุดประสงค์ให้สัมฤทธิผล รู้สึกเป็นพระคุณ
แต่ที่แย่คือข้าพเจ้ามีบุตรชายเพียงคนเดียว ไม่มีผู้สืบสกุล
เกรงว่าจะทำตามสั่งไม่ได้" เจ้าอาวาสตอบว่า "บุตรหนึ่งออกบวช
เก้าชั่วโคตรสู่สวรรค์" "เมื่อเก้าชั่วโคตรสู่สวรรค์แล้วเหตุใดจึงจะเหลือสังขารไว้ในโลกนี้อีกเล่า"
ยังมิทันที่จ้านซ่านจะกล่าวต่อ ซิ้วหยวนก็ผลุนผลันออกมาจากหลังม่านภายหลังแสดงคารวะต่อพระเต้าชิงแล้ว
จึงกล่าวว่า "ขอบคุณที่พระคุณเจ้าแจ้งเรื่องราวถึงเหตุครั้งก่อน
เกรงว่าจะตกสวรรค์ อุตส่าห์อ้อนวอนให้ผู้น้อยออกบวชเพื่อให้บรรลุถึงพุทธโพธิญาณ
แต่ผู้น้อยคาดเดาเอาเองว่า มีเรื่องอยู่สามอย่างที่ยังไม่มั่นเหมาะที่ทำตามพระคุณเจ้า"
เจ้าอาวาสตอบว่า "คุณชายพลาดแล้ว การออกบวชถือที่สุดคือเรื่องผูกพัน
การปฏิบัติธรรมต้องกล้าหาญเด็ดเดี่ยว มิทราบว่าคุณชายมีเรื่องอะไรสามอย่างที่ไม่มั่นเหมาะ"
ซิ้วหยวนตอบว่า "ผู้น้อยคิดเอาเองว่าตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
ยังไม่เห็นพระสมณเจ้ารูปไหนที่เก่งกาจปราดเปรื่อง ผู้น้อยเองก็ยังเป็นเด็ก
การศึกษาก็ยังไม่จบ มิกล้าที่จะฟุ้งซ่านถึงความสุดยอดที่ละเอียดลึกซึ้ง
นั้นคือประการที่หนึ่ง ในโลกนี้ คงไม่มีพุทธโพธิสัตว์ที่อกตัญญูเป็นแน่
ผู้น้อยมีบิดามารดา เหนือผมไม่มีพี่ชายคอยปรนนิบัติ ถัดผมลงไปไม่น้องชายที่จะรับภาระเลี้ยงดู
จึงมิกล้าที่จะโกนผม ละทิ้งบิดามารดาสู่สมณเพศ นี่เป็นประการที่สอง
ประการที่สามสำคัญยิ่งดวงประทีปต้องได้รับการจุดต่อ มีการถ่ายทอดสืบต่อกันไปผู้น้อยเห็นว่า
ขณะนี้แม้จะมีคนบวชมาก แต่ก็ไม่เห็นมีพระที่เก่งยอดเยี่ยมสักองค์
จึงทำให้การถ่ายทอดธรรมมีน้อย ที่มีก็ชักจูงให้คนหลงงมงาย ติดยึดอยู่กับความดี
ซึ่งไม่อาจที่จะบรรลุได้ ผู้น้อยมิกล้าปล่อยตัวไปพึ่งคนตาบอดได้"
เจ้าอาวาสฟังแล้วหัวเราะชอบใจใหญ่ว่า "หากพูดถึงเรื่องอื่นอาตมาอาจจะไม่รู้
หากพูดถึงสามเรื่องที่ว่านี้คุณชายก็พลาดเสียแล้ว คิดมากเกินไป
คุณชายยังเยาว์วัยไม่รู้ ไม่ว่าชาติก่อนจะเป็นผู้มีปัญญามาก่อนหรือไม่
แต่การตอบสนองเห็นผิดสามัญ เช่นเมื่อวานนี้ การต่อโฉลกสองประโยคก็เผยแววให้เห็นแล้ว
หาใช่ผู้ปัญญาทึบก็หาไม่ หากจะพูดว่าการออกบวชจักสุดสิ้นความกตัญญู
จากสมัยโบราณมาก็มีเรื่องประจักษ์แล้ว จะให้มีความจงรักภักดีและความกตัญญูสมบูรณ์พอกันเป็นไปไม่ได้
นับประสาอะไรกับการออกบวช เพื่อบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ บิดามารดาจะได้เสวยสุขในสวรรค์
จะคิดอะไรกับการกตัญญูเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชั่วระยะเวลาเพียงสั้น
ๆ เกี่ยวกับพระอาจารย์ที่ได้บรรลุสืบทอดต่อ ๆ กันมา อย่างเช่น
พระสังฆปรินายกที่ห้าที่หก ก็มีการสืบทอดกันมาดี ภายหลังพระสังฆปรินายกองค์ที่หก
หยุดการถ่ายทอดลงจะถือว่าดวงประทีปดับลงละหรือ สำหรับอาตมาบวชเรียนมาก็นานแล้ว
เรื่องธรรมะธัมโมก็พอรู้ จะเป็นอาจารย์ของเจ้าเพื่อถ่ายทอดให้"
ซิ้วหยวนยิ้มน้อย ๆ แล้วกล่าวว่า "การวิตกของคน คือเป็นอาจารย์ของคน
อาจารย์ก็รู้ธรรมะดี ผู้น้อยมีคำถามจะเรียนถามสักข้อหนึ่ง อาจารย์อยู่ในโลกนี้มานานกี่ปีแล้ว"
ขณะนี้เจ้าอาวาสเห็นว่าซิ้วหยวนชักพูดจามีอารมณ์ จึงตอบว่า "อาตมาอยู่มาได้
62 ปีแล้ว" ซิ้วหยวนกล่าวต่อไปว่า "อยู่มาถึง 62 ปี ขอถามหน่อยว่า
จุดญาณในกายนี้อยู่ที่ใด" เมื่อเจ้าอาวาสถูกถามฉับพลันเช่นนั้นถึงกับนั่งอึ้ง
ไม่สามารถตอบออกมาได้ทันที ซิ้วหยวนจึงกล่าวต่อไปว่า "เพียงเท่านี้ก็ยังตอบไม่ได้
แล้วจะเป็นอาจารย์ผู้น้อยได้อย่างไร" กล่าวเสร็จก็สะบัดแขนเสื้อแล้วเดินจากไป
เจ้าอาวาสรู้สึกเสียหน้า จึงรีบขอตัวลากลับ จ้านซ่านรู้สึกกังวลจึงเข้าไปขอโทษว่า
"ลูกน้อยยังเยาว์ พูดจาล่วงเกิน ขออาจารย์โปรดยกโทษด้วย" เจ้าอาวาสเองก็รู้สึกขายหน้ามิกล้านั่งต่อ
จึงลากลับวัด เมื่อกลับมาถึงวัด ก็ล้มป่วยลงติดต่อกันเป็นเวลาสามวัน
บรรดาลูกศิษย์ก็เป็นห่วงกังวลข่าวรู้ไปถึงท่านเจ้าอาวาสเต้าเจิ้นแห่งวัดกวนอิม
จึงได้มาเยี่ยมไข้ เจ้าอาวาสเต้าชิงก็อนุญาติให้เชิญท่านเต้าเจิ้นเข้ามา
เต้าเจิ้นถามว่า "ได้ข่าวว่าหลวงพี่ไม่ค่อยสบาย มิทราบว่าเป็นไข้หรืออย่างไร
เกิดขึ้นได้อย่างไร จึงมาเยี่ยมท่านโดยเฉพาะ" เต้าชิงขมวดคิ้วตอบว่า
"ก็ไม่เป็นไข้ร้อนหนาวอย่างไร แต่ก็ไม่ใช่ไม่มีสาเหตุหรอก" เต้าเจิ้นถามต่อว่า
"นั่นซิแล้วมันเกิดจากอะไร จะไม่เล่าให้ผมฟังหน่อยหรือ จะได้เชิญหมอมาตรวจรักษาได้"
ท่านเจ่าอาวาสเต้าชิงก็พูดกับท่านเจ้าอาวาสเต้าเจิ้นว่า "ผู้มีปัญญาถือกำเนิดสู่โลก
ทำให้พระผู้ใหญ่พุทธโบราณต่างตระหนกตกใน โอกาสสัมพันธ์ไหวติง
เป็นผู้ยังคงไว้ซึ่งสติปัญญาดั่งเดิม" ที่สุดแล้วเจ้าอาวาสเต้าชิงเจ็บป่วยด้วยเรื่องอะไร
คอยติดตามตอนต่อไป อธิบายท้ายบท โดยพระอรหันต์จี้กง 1. ครั้งยังเยาว์มีความเฉลียวฉลาด
การเล่าเรียบหนังสือก็ได้อรรถรส เมื่อพินิจพิจารณาแล้วก็ละทิ้งทั้งหมด
บางครั้งก็นั่งเงียบ บางครั้งก็หัวเราะชอบใจ ถามอาตมาว่าเรื่องอะไร
ได้แต่อำพรางไม่แถลงไขมีแต่ใจอาตมาเท่านั้นที่เข้าใจ สวรรค์อาตมานั้นถ่องแท้
! 2. การเที่ยววัดฉีหยวน ได้พบปะท่านเจ้าอาวาสเต้าชิง ก็บังเอิญพบกับข้าราชการผู้ใหญ่ที่ได้ไปเรือประสบพายุมา
โชคดีที่อธิษฐานจะบวชพระรูปหนึ่ง พระโพธิสัตว์จึงคุ้มครองช่วยเหลือให้รอดกลับมาได้
จึงเสียสละเงินถึงหนึ่งพันชั่ง ก็เหมาะที่จะซื้อจีวรให้ซิ้วหยวนสักชุดหนึ่ง
ชาวโลกที่มั่งมีศรีสุขควรขอบคุณบารมีคุณพระคุณเจ้า บริจาคเงินทองบ้าง
เพื่อโปรดพระสมณะ (ผู้ถือบวข) บ้าง ชีวิตเหนื่อยเปล่า เผลอแผล็บเดียวกลับกลายมีแต่ความว่าง
สู้ได้อุปัฏฐากพระสมณะเจ้า (พุทธบุตร) บ้างเมื่อถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิตจะได้ชักนำให้เราไปสู่สุขาวดี
3. "บุตรหนึ่งออกบวช เก้าชั่วโคตรสู่สวรรค์" เป็นเพียงคำสรรเสริญมิใช่บุตรหนึ่งคนออกบวชทั้งเก้าชั่วโคตรก็เหมือนได้ออกบวชด้วยจะกลายเป็นสินค้าราคาถูกไป
เมื่อออกบวชแล้วไม่สึกกลับมานั่นแหละ จึงนับว่าเป็นผู้ออกบวชอย่างแท้จริง
มีพระสงฆ์จำนวนไม่น้อยกายอยู่ในป่าเขาลึก แต่ใจอยู่ที่บ้าน หรือไม่ก็เอาวัดเป็นบ้าน
ล้วนใช่เป็นการออกบวชไม่ อะไรคือมรคา การออกบวชต้องขึ้นเขาลงห้วยไปขุดทองหาปลา
(มีขุนเขาธรรมชาติเป็นกาย ขุดหารัตนะพบจิตแท้ ลุยทะเลทุกทิศดูชีวิต
จับปลาเลี้ยงกระเพาะ) นี่มิใช่ละศีลไม่ถือมังสวิรัติ แต่หมายถึงอาศัยน้ำเป็น
(น้ำที่มีการไหล) ชะล้างธรรมกาย 4. ดวงประทีปถูกจุดต่อ การถ่ายทอดธรรมะสืบต่อชนรุ่นหลัง
ไม่ให้ขาดตอนนั้น เพื่อกราบไหว้นับถือเป็นอาจารย์ จำต้องทดสอบอาจารย์เสียก่อน
ด้วยคำถามว่า "มีอายุถึง 62 ปีแล้ว ถามว่า จุดญาณอยู่หนใด" ทำให้ท่านเจ้าอาวาส
ปวดขมับเหมือนดั่งอมว่านบอระเพ็ด จุดญาณได้เผาหัวโล้นเข้าแล้ว
โทษอาตมาไม่ได้ เพราะธรรมาจารย์ผลิตศิษย์เด่นจำต้องใช้มาตรการนี้
|