ป ร ะ วั ติ พ ร ะ อ า ริ ย ะ
ประวัติพระอรหันต์จี้กง
ตอนที่ 4
ทุกข์ทรมานนั่งไม่สำเร็จ บรรลุแจ้งแสร้งทำเพี้ยน เต้าจี้เดินตามพระผู้ดูแลวัดมาถึงห้องหวินถัง ภายในห้อง ทั้งซ้ายขวามีโต๊ะสำหรับขึ้นนั่งทำสมาธิเรียงรายเต็มห้อง มีพระนั่งเต็มไปหมด พระผู้ดูแลวัดก็ชี้ไปยังโต๊ะตัวหนี่งที่ยังว่างอยู่ แล้วว่า "เต้าจี้ ! ที่นี่ไม่มีใครนั่งเธอนั่งที่นี่ได้" เต้าจี้จึงขึ้นบนโต๊ะตัวนั้น แต่ก็ไม่รู้จะนั่งอย่างไร จึงถามพระผู้ดูแลวัดว่า "ผมเพิ่งจะเข้ามา จึงไม่รู้ว่าจะนั่งอย่างไร ขอท่านพี่ช่วยสอนด้วย" พระผู้ดูแลวัดว่า "ถ้าเธอไม่รู้ฉันก็จะแนะนำให้ เธอจงฟังดังนี้" "ไม่ลุกขึ้นและก็ไม่นอน เอวตรงหลังตั้ง ขาขัดสมาธิไว้ ไหล่ตั้งตรง ไม่ห่อไปข้างหน้าคิ้วและตาลดต่ำลง มือทั้งสองผสานรองรับกัน กระปรี้กระเปร่าคล่องตัว ใจสงบเป็นสุข สมปราณภายในปากไหลเข้าไม่คายออก ลมหายใจในจมูกหยุดแล้วผ่อนต่อ คงความสะอาด ละความสับสนทั้งปวง อย่าให้เกิดความเกียจคร้าน จะได้ไม่เกิดผิดพลาด ถ้าไม่ขัดหลักการทั้งหมดนี้ จึงจะนับว่าเป็นการนั่งสมาธิที่ถูกต้อง เต้าจี้ได้ฟังทั้งหมด แต่ใจก็ยังสับสน ไหน ๆ ก็ถึงที่นี่แล้ว จะทำอย่างไรได้ จึงฝืนขึ้นนั่งบนโต๊ะ แล้วค่อยๆ ปฏิบัติตามที่พระผู้ดูแลว่าให้ฟังระยะแรก ๆ ก็รู้สึกกระปี้กระเปร่า แต่พอนั่งไปถึงยามสาม จิตใจอ่อนเพลีย ทำให้เผลอหลับไป จึงพลัดตกลงมาจากโต๊ะ ตกใจร้องลั่นขึ้นมา ผู้ดูแลได้ยินก็วิ่งเข้ามาดู แล้วว่า "การนั่งสมาธิ เป็นการฝึกฝนขั้นแรกของการปฏิบัติธรรม หากไม่ตั้งใจ มัวขี้เกียจเอาแต่นอน จนตกลงมาจากโต๊ะ ตามกฎระเบียบจะต้องทำโทษ แต่เห็นเป็นความผิดครั้งแรก จะละเว้นให้สักครั้งหนึ่ง หากยังเป็นเช่นนี้อีก จะไม่ปล่อยแล้ว" พูดจบพระผู้ดูแลวัดก็จากไป เต้าจี้ก็เอามือขึ้นลูบบนศีรษะ เพราะมันบวมปูดขึ้นมาเป็นมะนาวลูกเบ้อเริ่ม แต่จะทำอย่างไรได้ จึงพยายามชันกายลุกขึ้นมานั่งใหม่ พอนั่ง ๆ ไปก็รู้สึกง่วงนอนอีก เผลอหลับไปจึงพลัดตกลงมาอีก ผู้ดูแลวัดได้ยินก็วิ่งเข้ามาต่อว่าต่อขาน แต่เต้าจี้ยิ่งนั่งก็ยิ่งไม่ไหว จึงตกจากโต๊ะติดต่อกันอีกสองครั้งกระทั่งหัวโนเขียวไปเจ็ดแปดแห่ง ผู้ดูแลก็ยิ่งโมโห จึงว่า "เธอทำผิดกฎหลายครั้งแล้วหากปล่อยเธอไปก็ยิ่งจะขี้เกียจ" ว่าพลางยกไม้เรียวขึ้นแล้วว่า "โกนผมมาใหม่ ๆ ลองชิมดูประไร" ตีจนกระทั่งเต้าจี้ทนไม่ไหว ร้องลั่นพลางเอามือกุมหัว แล้วว่า "ล้มจนหัวโนตั้งหลายแห่งแถมยังถูกไม้ตีเพิ่มอีก หัวโนซ้อนบนหัวโนอีก แล้วจะให้ผมทนได้อย่างไร ผมจะไปบอกท่านอาจารย์" ผู้ดูแลว่า "เธอตกลงมา 3 - 4 ครั้ง ฉันจึงค่อยตีเธอ เธอยังจะไปฟ้องอาจารย์อีก ถ้างั้นฉันต้องตีอีกหลายที ท่านอาจารย์ได้ไม่ว่าฉันปล่อยปละ" ว่าแล้วก็ตีลงไปอีกหลายครั้ง เต้าจี้จึงร้องขึ้นว่า "ท่านพี่ ผมไม่ถูกเอง เอาเลยลงมืออีก" ทำให้ผู้ดูแลวัดถึงกับหัวเราะออกมา ฟ้าสางแล้ว เต้าจี้จึงลุกขึ้น มือก็ลูบคลำหัวไป มันปูดขึ้นมาตั้ง 7-8 แห่งพลางร้องว่า "ทุกข์หนอ ทุกข์หนอ เพิ่งจะนั่งแต่หนึ่งคืน เช้าขึ้นก็หัวโนเต็มหัว หากนั่งไปอีกหลายคืน ไอ้หัวนี้จะมีที่ให้ปูดอีกหรือ ทุกข์เสียจริง ๆ! " เป็นเพราะได้ย่างเข้าสู่ธรณีสงฆ์แล้ว จะถอยคืนกลับก็ไม่ได้ต้องทนต่อไป ทนต่อไปอีกสองเดือน สมาธินี่ช่างทุกข์เสียจริง รสชาติสักนิดก็ไม่มี คิดแล้วก็พูดว่า "ข้ามาที่นี่เพื่อหวังบรรลุจิต แต่ตอนนี้ได้แต่นั่งเหมือนคนหูหนวกตาบอด เหมือนตอไม้ เมื่อก่อนอยู่บ้าน เหล้ายกปลาปิ้งหอมหวนน่ากิน ใช้เท่าไรก็ไม่หมด แต่ข้าวกับผักกาดดอง จะกินเพิ่มขึ้นสักครึ่งชามก็ไม่ได้ แล้วจะทนได้อีกสักกี่วัน คงจะต้องขอลาเจ้าอาวาสกลับไปเป็นปุถุชน จะได้ไม่ต้องทนทุกข์อยู่ที่นี่อีก" พอตั้งใจได้เช่นนั้นจึงกระโดดลงจากโต๊ะสมาธิ วิ่งออกไปข้างนอกที่หน้าประตู พระผู้ดูแลวัดก็เรียกให้หยุด "เธอเพิ่งไปห้องน้ำมา จะออกไปไหนอีก" เต้าจี้ว่า "นักโทษในเรือนจำ ก็ยังต้องปล่อยให้พักให้ว่างบ้าง แต่นี่เป็นห้องสมาธิทำไมจึงคุมกันแน่นหนาอย่างนี้" ผู้ดูแลจนปัญญา จึงพูดว่า " เธอจะไปก็ไป แล้วให้รีบกลับมา" เต้าจี้ไม่ว่ากระไร ออกจากห้องหวินถัง ก็ตรงไปยังห้องเจ้าอาวาส ท่านเจ้าอาวาสกำลังอยู่ในฌาณ ทราบเรื่องก่อนล่วงหน้าจึงถอนจากฌาณ แล้วเดินออกมาข้างนอก ก็พบเต้าจี้ยืนอยู่ตรงหน้า จึงถามเต้าจี้ไปว่า "มาทำไมที่นี่ ไม่ไปนั่งสมาธิ" เต้าจี้ตอบว่า "เรียนท่านอาจารย์ศิษย์ไม่สันทัดกับการนั่งสมาธิ ขอให้อาจารย์ปล่อยผมไปเถอะ" เจ้าอาวาสว่าครั้งก่อนข้าได้พูดแล้วใช่ไหม การออกบวชนะง่าย แต่การออกสู่สามัญชนนะยาก เจ้าก็ได้ออกบวชแล้วมีเหตุผลอะไรที่จะกลับคืนสู่สามัญชนอีก การนั่งสมาธิเป็นก้าวแรกของสงฆ์ ทำไม่จึงไม่คุ้นเคยละ" เต้าจี้ว่า "อาจารย์พูดแต่ผลของสมาธิ แต่ไม่พูดถึงทุกข์ของสมาธิ" ขอให้ศิษย์ได้พูดให้ฟังบ้าง การนั่งสมาธิก็เพื่อต้องการให้จิตแจ้ง แต่ตอนนี้สับสนวุ่นวาย จิตยังไม่แจ้ง ความสงบทำให้เห็นจิตแต่ทุกวันนี้มืด ๆ มัว ๆ ยิ่งไม่เห็นจิตเวลานอนไม่ได้นอน บังคับจนหลังจะหักเอวจะคด เวลายืนก็ไม่ได้ยืน บังคับจนอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ตกค่ำลงเข่างอจนยึดไม่ออก พอยิ่งดึก หนังตาก็ย่นยกไม่ขึ้น ไม่เอียงไม่ตะแคง แข็งทื่อดังตอไม้ ขยับเขยื้อนไม่ได้ ร่างกายเหมือนถูกจองจำพลัดตกลงมาหน้าปูดหัวโน ตะกายขึ้นมาได้มือไม้ก็สับสน ทรมานจนจาระไนไม่ถูก ผู้ดูแลก็เพิ่มไม้ตีลงไปอีก บารมีบุญกว้างใหญ่ ขออาจารย์โปรดช่วยชีวิตศิษย์ด้วย เจ้าอาวาสหัวเราะว่า "เจ้าพูดเสียจนการนั่งสมาธินั้นดูทุกข์หนัก นี่มิใช่เพราะนั่งสมาธิไม่ดี แต่เพราะเจ้ายังไม่รู้รสแห่งสมาธิ รีบไปนั่งใหม่ นั่งจนกว่าจะรู้รสของสมาธิ เพราะที่ผ่านมานั่งไม่ถูกวิธี ข้าจะสั่งให้ผู้ดูแลอย่าตีเจ้าอีก เจ้าจะว่าอย่างไร" เต้าจี้ว่า "ถูกตีนั้นไม่ว่ากระไร แต่ไม่เจอเหล้าเจอะเนื้อเลยซิ ทนไม้ได้ ศิษย์คิดว่าพุทธวิธีมากมาย แต่ละวิธีขึ้นอยู่กับคนที่จะยึดถือ ผมอยากพูดสักคำสองคำ มันเป็นความงี่เหง้าของผมเอง อาจารย์โปรดพิจารณาด้วย เจ้าอาวาสว่า "เจ้ามีธรรมะอะไร ว่ามาให้ฟังหน่อย" เต้าจี้ว่า "ไม่ใช่ว่าศิษย์มีความโลภอยากจะกินหรอก เนื้อเพียงแค่ชิ้นสองชิ้นพระคงไม่ว่ากระไร เหล้าเพียงจอกสองจอก พระคงไม่สนใจ ไม่ทราบว่าถูกผิดประการใด" เจ้าอาวาสว่า "พระไม่ว่าและก็ไม่สนใจเจ้าหรอก แต่มันเป็นความละอายใจตนเอง กายนี้มีกำหนด จิตไม่มีกำหนด จึงไม่ควรที่จะเสียความตั้งใจ" เต้าจี้ก็เลยไม่กล้าพูดต่อ ก็พอดีถึงเวลาอาหาร หอระฆังก็ตีระฆังส่งสัญญาณ ลูกศิษย์ก็นำสำรับข้าวเข้ามาถวาย เจ้าอาวาสจึงเรียกให้เต้าจี้ร่วมฉันด้วยกัน เต้าจี้เหลือบเห็นภายในชามของท่านเจ้าอาวาสมีเพียงผักกาดดองและหมี่กึง ไม่มีอาหารที่พิเศษน่ากินเลย จึงกล่าวคำสรรเสริญขึ้นมาว่า ผักกาดดองชิ้นน้อย ในชามจ้อยเจ้าอาวาส ทั้งเค็มทั้งเปรี้ยวฝาด อริยเจ้าบำเพ็ญมา ดับความเกิดถวาย แต่องค์พระศาสดา ยามเกิดแล้วศรัทธา ในชามข้าวว่างเปล่าเอย เจ้าอาวาสได้ยินแล้วว่า "เจริญพร ! เจริญพร ! เจ้าก็รู้ธรรมแบบนี้ดีแล้วจะคิดอะไรอีก" เต้าจี้ว่า "พูดแบบไม่ปิดบัง รู้ก็รู้อยู่หรอก หากแต่ว่าทนไม่ไหว" เจ้าอาวาสว่า เจ้ามานานเท่าไร นั่งสมาธิมามากน้อยแค่ไหน มีความแจ่มแจ้งแล้วขนาดไหน จึงมีความร้อนรนขนาดนี้ เจ้าจงฟังนะ จันทร์กระจ่างลมชื่น ราตรีรื่นรมย์ไฉน ในความเงียบคิดไหว จิตคลาดเคลื่อนเลื่อนแปรไป ยามเขาหิมะปก หญ้าคารกเหนือเข่าไซร้ ฝนทั่งเป็นเข็มให้ เวลาพิสูจน์ความทน เต้าจี้ฟังแล้วว่า "ศิษย์ยังอ่อนหัด พละกำลังยังไม่กล้าแข็ง แต่ก็ไม่กล้าที่จะท้อแท้ แต่ทว่า ตั้งแต่ศิษย์ได้เข้าบวช ยังไม่เคยได้รับคำสั่งสอนจากท่านอาจารย์เลยสักครั้งเดียว ทำให้ศิษย์จมปักอยู่ในความมืดมน เหมือนจะเจตนาให้ถูกสับ ! " เจ้าอาวาสว่า "นี่เป็นเพราะเจ้ามาอย่างอาจหาญ แต่ใจค่อนข้างจะร้อนรนไป เอาเถอะ ! เอาเถอะ ! เข้ามาใกล้ ๆ ข้าหน่อย" เต้าจี้คิดว่าท่านเจ้าอาวาสจะมีคำพูดอะไรสั่งสอนเป็นพิเศษ จึงรีบกุลีกุจอเข้าไปโดยไม่ทันรู้ตัว ฝ่ามือของเจ้าอาวาสก็ฟาดเปรี้ยงเข้าที่ใบหน้า ถึงกลับหงายผึ่งพร้อมกับศัพท์ทับว่า " ตนเองมาจากไหนก็ยังไม่รู้ ยังจะมาหาเอาจากข้าต้องตีให้รู้ถึงจิต " ส่วนเต้าจี้ล้มกระแทกพื้น เบิ่งตามองจ้องเขม็ง ผงกศีรษะขึ้นลงสองสามครั้ง ทันใดนั้นก็ถลันลุกขึ้น โดยไม่พูดร่ำทำเพลงก็เอาศีรษะกระแทกที่หน้าอกเจ้าอาวาส จนท่านเจ้าอาวาสตกลงมาจากโต๊ะ แล้วก็พุ่งทะยานออกจากห้องไป เจ้าอาวาส ร้องตะโกน ขโมย ! ขโมย ! พระลูกวัดเมื่อได้ยินเสียงร้องเช่นนั้น ก็พากันวิ่งเข้ามาสอบถามว่า "ขโมยอยู่ที่ไหน มันขโมยเอาอะไรไปบ้าง" เจ้าอาวาสว่า " ไม่ใช่เป็นเงินทองหรือทรัพย์สิน แต่มันขโมยรัตนอันมีค่าของสมาธิไป " พระลูกวัดถามว่า " เอารัตนอันมีค่าอะไรไป มันเป็นใคร " เจ้าอาวาสว่า " ข้าเห็นกับตาของข้าเอง ไม่ใช่ใครมันคือ เต้าจี้ " พระลูกวัดว่า "อ๋อ เต้าจี้เอง มันหลบอยู่ที่ไหน เดี๋ยวจะจับมาให้ท่านทวงคืน" เจ้าอาวาสว่า " พอแค่นี้ก่อน ให้ข้าทวงจากเขาเองในวันพรุ่งนี้ก็แล้วกัน " พระลูกวัดต่างก็ไม่เข้าใจในความหมาย ทุกคนต่างแยกย้ายกันกลับไป อันเนื่องจากเต้าจี้ถูกเจ้าอาวาสดีเพื่อเป็นการปลุกให้ตื่น ให้รู้ถึงอดีตชาติปางก่อน จึงสามารถละความเป็นปุถุชน ก้าวเข้าสู่ความเป็นอริยะ นับแต่ออกจากห้องเจ้าอาวาสมา ก็เข้าไปยังห้องหวินถัง พลางร้องว่า "แยบยล ! แยบยล ! การนั่งสมาธิก็มีดีเช่นนี้เอง ! " จึงเที่ยวเอาหัวกระแทกใส่พวกพระที่นั่งสมาธิอยู่ พลางพูดว่า "นั่งสมาธิแบบนี้ไม่ถูก" พวกพระต่างงุนงงพูดว่า " นี่มันเรื่องอะไรกัน " เต้าจี้ว่า " นั่งจนทนไม่ไหว นั่งไปทำไม" พลางก็เอาหัวไปกระแทกพระอีกรูปหนึ่งแล้วว่า " นั่งสมาธิแบบนี้ไม่แยบยล" พระรูปนั้นจึงมีอารมณ์พูดขึ้นมาว่า " นี่มันเหตุผลอะไร " เต้าจี้ก็ว่า " นั่งจนเบื่อหน่าย เล่นสนุกเสียบ้างเป็นไร" เหล่าพระภิกษุในห้องต่างเห็นการกระทำของเต้าจี้เช่นนี้ ต่างก็ว่าเต้าจี้เพี้ยนเสียแล้ว เต้าจี้หัวเราะว่า " ข้าพเจ้าไม่ได้เพี้ยนหรอก กลัวว่าพวกท่านซิจะเพี้ยน " เต้าจี้ก็ไม่ยอมหยุดความวุ่นวายเพียงเท่านั้น ยังทำให้อึกทึกไปตลอดคืน ผู้ดูแลวัดไม่สามารถจะควบคุมอยู่ จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น พวกพระต่างก็นัดกันเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละสามถึงห้าคน ต่างเข้าไปเล่าให้เจ้าอาวาสฟัง เจ้าอาวาสคิดในใจว่า " ตอนที่เต้าจี้มาหามีความทุกข์ร้อนมากมาย ถูกเราชี้แนะไปบ้าง จึงกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาฉับพลัน ทำให้ทะลุปรุโปร่งถึงฟ้าปางก่อน ดังนั้นจึงเที่ยวล้อเล่นเผยความแยบยล หากไม่เป็นเช่นนี้เขาจะสดใส กระฉับกระเฉงเช่นนี้หรือ ข้าต้องไปดูสักหน่อย จะได้รูเรื่องตลอด " ดังนั้น จึงมีคำสั่งให้คนไปตีระฆังเพื่อชุมนุมพระสงฆ์ทั้งหมด เจ้าอาวาสขึ้นนั่งบนธรรมาสน์ หลังจากสวดคาถาวิสุทธิภูมิหนึ่งจบ แล้วก็กล่าวกับชุมนุมว่า ดวงจันทร์แจ่มนภา กลางเวหาเด่นสกาว ดวงประทีปส่องพราว มีผู้จุดเมื่อยามสาม ฉับพลันดันระลึก นึกถึงเรื่องราวรูปนาม มหาสัทธรรมตาม ปราบเรียบแผ่ให้ไพศาล เจ้าอาวาสกล่าวต่อว่า " ชีวิตมิใช่มีแต่ในปัจจุบันชาติ หากมีมาแต่อดีตชาติ และจะมีต่อไปในอนาคตชาติ อนาคตชาติยังมาไม่ถึง จึงไม่รู้จะมีสภาพเป็นเช่นไร จะยังไม่พูดถึง อดีตชาติได้ผ่านมาแล้ว สภาพเช่นไรทำไม่จะรู้ไม่ได้ พวกเจ้าแม้จะมีวิญญาณที่ต่างกันแต่ก็ไม่มีใครที่ไม่มาจากอดีต ไม่รู้พวกเจ้ามีใครที่มีดวงจิตไม่มืดมัว ยังจดจำหน้าตาที่แท้จริงดั่งเดิมได้บ้าง " ทั้งหมดฟังแล้วสงบนิ่ง ไม่มีใครสามารถตอบได้ ขณะนั้นเอง เต้าจี้กำลังอาบน้ำอยู่ในห้องน้ำ เมื่อได้ยินระฆังตีเรียกจึงรีบ ๆ ผูกสบงแล้วใส่จีวร วิ่งเข้าสู่ห้องพระ ก็พอดีกับเจ้าอาวาสกำลังถามอยู่ และก็ไม่มีใครตอบได้ เต้าจี้ก็เข้ามาคุกเข่าที่หน้าเจ้าอาวาสแล้วว่า " อาจารย์อย่าสงสัยให้มาก ศิษย์นอนอยู่ในความฝัน อาจารย์เมตตาร้องเรียก กระผมเลยนึกถึงเรื่องราวในอดีต" เจ้าอาวาสว่า " ถ้าเจ้าระลึกถึงได้จะบอกให้ที่ชุมนุมรู้ได้ไหม เพื่อเปิดเผยความนัย " เต้าจี้ว่า " การเปิดเผยไม่ยากของเพียงอาจารย์อย่าว่าผมหยาบคาย " ว่าแล้ว เต้าจี้ก็ตีลังกาเอาศีรษะจรดพื้น ยกขาขึ้นข้างบน ทันใดนั้นก็เปิดเผยสิ่งที่อยู่ด้านหน้าออกมา ที่ประชุมต่างก็เอามือป้องปากหัวเราะ เจ้าอาวาสก็กลับยิ้มแย้ม พลางกล่าวว่า " นี่ช่างเป็นหน่อแห่งพุทธบุตรอันแท้จริง " ว่าแล้วก็ลงจากธรรมาสน์แล้วเดินเข้าห้องเจ้าอาวาสไป เหล่าพระสงฆ์ที่มาชุมนุมนั้นรู้อะไรหรือ ต่างก็เห็นเต้าจี้ฟั่น ๆ เฟือน ๆ แสดงลามก ท่านเจ้าอาวาสกลับไม่ถือโทษ แถมยังเอ่ยปากสรรเสริญช่างดูไม่ยุติธรรมเสียเลย พระผู้ดูแลวัดและพระกรรมการวัดต่างก็เข้าไปยังห้องเจ้าอาวาส และกราบเรียนเจ้าอาวาสว่า " วัดมีกฎระเบียบ ทุกคนต้องรักษากฎ วันนี้เต้าจี้ทำหยาบคายต่อหน้าพระพุทธรูปทำบ้า ๆ บอ ๆ ต่อหน้าเจ้าอาวาส เป็นการละเมิดกฎแห่งธรณีสงฆ์ วันนี้หากปล่อยปละละเลยเขา ต่อไปภายภาคหน้าจะปกครองกันได้อย่างไร ขออาจารย์อย่านิ่งนอนใจ ! " เจ้าอาวาสว่า " ถ้าเช่นนั้น ระเบียนกฎอยู่ไหน " หัวหน้าสงฆ์รีบเอาระเบียนกฎถวายให้เจ้าอาวาสดู เจ้าอาวาสรับมาแล้วพูดว่า " การตั้งกฎ ก็สำหรับบุคคลปกติ ไม่สามารถใช้กับคนทุกประเภทได้ ! " จึงเขียนอักษรเพิ่มเติมภายในกฎว่า "ธรรมขันธ์กว้างใหญ่ จะไม่ละเว้นสงฆ์ที่เพี้ยนบ้างหรือ " เมื่อเจ้าอาวาสเขียนจบก็ส่งคืนให้หัวหน้าสงฆ์ หัวหน้ารับไปแล้ว ก็ให้ทั้งหมดดูกันทั่วกันทุกคนต่างกลับไปอย่าง เงียบ ๆ ไม่มีใครที่ไม่เก็บความไม่พอใจไว้ ตั้งแต่นั้นมา จึงเปลี่ยนชื่อเรียก " เต้าจี้ " เป็น " จี้เตียน " ซึ่งหมายถึง น้ำเต้าแบ่งแท้เทียมยาก การเล่นก็ยากที่แบ่งแยกว่าถูกหรือผิด ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่รู้ว่า จี้เตียนได้สร้างเรื่องราวไว้มากแค่ไหน โปรดติดตามตอนต่อไป อธิบายท้ายบท โดยพระอรหันต์จี้กง 1. นั่งสมาธิแรก ๆ ขาจะเป็นเหน็บชาแข็งทื่อ มองดูแล้วเหมือนท่อนไม่แกะสลัก ไม่เห็นแปลกอะไร พอพลัดตกลง ขณะนั้นจะลุกไม่ขึ้นแล้วจะโปรดตนเองได้อย่างไร ทำไมไม่โลดเต้นให้มันมีความสุขสักหน่อย 1. หัวโล้นใหม่ ๆ กำลังน่าตี เลยตีจนหัวปูดเต็มตัวให้ดูเหมือนพระศากยมุนี ยิ่งคนที่ชอบหาเรื่องผู้อื่น ซัดเขาเสียจนมุม คาดคั้นเหลือแต่กาก อย่างเช่นพวกคนหัวพุทธะที่ยังเหลือร่องรอยให้เห็น แต่สมัยนี้คนหัวเราะตีกันจนหัวแตกเลือดอาบ ก็ไม่เห็นเกิดมีพุทธผลเลย มีแต่หัวแตกสมองเละกลับบ้านเก่า 2. ปฏิบัติธรรมนั้นลำบาก ทั้งเหล้าและเนื้อไม่มีจะลงท้อง ไม่ได้รับไม่ได้ลิ้มรสอันโอชะ คิดมาถึงตอนนี้ การกลับสู่สามัญชนดีกว่า เป็นปุถุชนเหล้ายาปลาปิ้ง ทรัพย์สมบัติทุกอย่างได้เป็นธรรมดา ไม่มีใครครหาหรือมีใครถามไถ่ พอคิดจะบำเพ็ญธรรม คนก็นินทาหัวเราะเยาะ หาว่าล้าสมัยตามไม่ทันยุค ความเป็นอยู่โบราณ ญาติธรรมเอ๋ย อย่างไรเสียอย่าเลียนแบบเต้าจี้ เดี๋ยวจะพลาดพลั้งลงต่ำ 3. โชคดีที่บรรพบุรุษมีกุศล โพธิสัตว์คุ้มครอง จึงยังทำให้รักษาธรรมจิตคงอยู่ โชคไม่ดีที่ถูกเจ้าอาวาสตบเสียฉาดหนึ่ง ล้มลงแล้วยังโดยดูถูกว่า " ตนเองมาจากไหนก็ไม่รู้ แล้วยังจะมาหาเอาจากข้า ต้องตีให้รู้ถึงจิต " การตีครั้งนี้ ทำให้ข้าพเจ้าตกใจกลัวตื่นจากภวังค์ จึงรู้ว่าตนมาจากไหน แล้วจะไปที่ไหน ก็เลยทำให้ศีรษะไปกระแทกเอาจนเจ้าอาวาสหงายผึ่งร้องลั่น อาฮ่า ! วิธีการไหว้เช่นนี้นับว่าเป็นสัจธรรม พ่อแม่ให้ชีวิตยากที่จะตอบแทน อย่างวันนี้ได้เห็นรูปลักษณ์ดั่งเดิมของตนเองทที่ท่านเจ้าอาวาสร้องว่ามีขโมย ที่แท้ก็เพราะอาตมาได้รับรัตนธรรมที่แท้จากอาจารย์ ก็ดีที่ท่านล้มลง มิฉะนั้นก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรจึงจะบรรลุธรรม ! 4. เจ้าอาวาสถามที่ชุมนุมสงฆ์ว่า ใครระลึกนึกรูปลักษณ์ที่แท้จริงดั่งเดิมได้ แต่ก็ไม่มีใครตอบได้ เป็นเพราะอาตมาได้รัตนธรรมแล้ว จึงเปิดเผยตราข้างใน ที่แท้คือรากเหง้าแห่งรัตนธรรม ฮาฮ้า ! อย่าหาว่าเต้าจี้แสดงน่าเกลียด เพราะพ่อแม่ให้กำเนิดบุตรก็มาจากที่นี่ หากไม่เปิดเผยรากธรรมนี้ ให้ถึงหน่อยแท้พุทธบุตร ก็จะทำให้ชาวโลกสร้างเวร ทำให้กุศลธรรมนี้ กลายเป็นอกุศลธรรมไป การเกิดก็มาจากที่นี่ การตายก็ตายจากที่นี่ ได้พบวิถีเดิมแห่งธรรม กระแสน้ำกระแทกภูเขาญาณ (จุดญาณ) ข้าพุทธะจึงต้องลงมาสู่โลก (ทั้งหมดนี้ต้องเข้าใจความหมายให้ดี อย่าอ่านผ่าน ๆ ) 5. ที่เต้าจี้ไร้มารยาท ที่ชุมนุมสงฆ์ไม่เข้าใจ เพราะไม่รู้ว่า อาตมาได้ซ่อนเร้น "รากปัญญา" ไว้โชคดีที่เจ้าอาวาสรู้ จึงอนุมัติว่า " ธรรมขันธ์กว้างใหญ่จะไม่ละเว้นสงฆ์ที่เพี้ยนหรือ " อาตมาจะบอกให้ " การเกิดการตายเป็นเรื่องใหญ่ จำต้องตัดรากถอนโคน " กัดกิเลส (กรรม) เสียก็จะพ้นจากการเกิดการตาย