วิถีอนุตตรธรรม
พระพุทธบรรพจารย์เทียนหยาน
ไขความลับสวรรค์
 

ความลับสวรรค์ เป็นเรื่องแยบยลและยากนักที่คนธรรมดาสามัญจะล่วงรู้ได้ มีแต่พระอริยเจ้าเท่านั้นที่จะล่วงรู้กำหนดความเป็นไป

แต่อริยเจ้าทั้งปวงก็ไม่อาจเปิดเผยความลับสวรรค์ได้อย่างไรก็ตาม ด้วยความเมตตาที่มีต่อมวลมนุษย์พระองค์ก็ได้ไขความลับสวรรค์ออกมาในรูปของคำพยากรณ์บ้าง การเตือนภัยบ้าง เพื่อให้มนุษย์ทั้งหลายได้เตรียมตัวในอันที่จะหลีกหนีให้พ้นภัยนั้นๆ

แต่ปุถุชนจะมีความเชื่อถือในคำพยากรณ์ของอริยเจ้าเหล่านั้นก็หาไม่ ยังคงทำการทุจริตและยึดมั่นในมิจฉาทิฐิ โดยเห็นคำเตือนเป็นเรื่องไร้สาระ ซึ่งในที่สุดคนเหล่านั้นก็ต้องประสบกับภัยพิบัติอย่างน่าเวทนา

เมื่อโลกพัฒนาก้าวหน้าด้วยวิทยาศาสตร์วัตถุ ก็ยิ่งทำให้จิตใจของปุถุชนมืดมนอนธกาล

จึงเห็นคำพยากรณ์ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นเรื่องชวนหัวมากขึ้น

ไม่ว่าวิทยาศาสตร์จะเจริญก้าวหน้าเพียงไร นักวิทยาศาสตร์ก็ไม่อาจล่วงรู้ความลับแห่งสวรรค์ได้

ถ้าศึกษาย้อนอดีตขึ้นไปแล้ว นักวิทยาศาสตร์ก็จนปัญญาที่จะให้คำตอบว่า

ทำไมคำพยากรณ์เหล่านั้นจึงกลายเป็นความจริงขึ้นมาได้

ในสมัยเมื่อประมาณเกือบ 700 ปีก่อน มีขุนนางผู้รับราชการอยู่ในต้นรัชสมัยราชวงศ์หมิงท่านหนึ่ง มีนามว่า หลิวป๋ออุน มีชีวิตอยู่ระหล่าวพุทธิศักราช 1854 ถึง 1918

ท่านหลิวป๋ออุนได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้รอบรู้ตำราพิชัยสงครามและศาสตร์ลี้ลับต่างๆ มากมาย ท่านได้เขียนคำนำนายชะตากรรมความเป็นไปของโลกเอาไว้ล่วงหน้าหลายเรื่อง ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องมหัศจรรย์เกินกว่าที่คนในยุคนั้นจะเชื่อว่าเป็นไปได้

ท่านทำนายเอาไว้ว่า
"ตะขาบเหล็กตัวใหญ่จะคลานยั้วเยี้ยไปทั่ว
นกยักษ์เหล็กจะบินฉวัดเฉวียนบนท้องฟ้า"

และอื่นๆ อีกมากมาย

ผู้คนในยุคสมัยนั้นอ่านคำทำนายเช่นนี้แล้ว ก็ได้แต่หัวเราะ และคิดว่าเป็นเพียงจินตนาการที่ไม่อาจเป็นจริงไปได้เลย

แต่ครั้งเวลาล่วงเลยมาอีกร้อยปี สองสามร้อยปีหรือหกร้อยปีจนบัดนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามคำทำนายของท่านทุกประการ
ตะขาบเหล็ก ก็คือ รถไฟ
นกยักษ์เหล็ก ก็คือ เครื่องบิน


บัดนี้ทั้งรถไฟและเครื่องบินมีอยู่ทั่วโลก ซึ่งในสมัยหกร้อยปีก่อนยังไม่มีคำว่ารถไฟและเครื่องบิน คำทำนาย จึงใช้คำเปรียบเทียบจากสิ่งที่มีอยู่ในสมัยนั้น

แม้เรื่องราวทางธรรมซึ่งเป็นความลับแห่งสวรรค์ เกี่ยวกับการโปรดเวไนยสัตว์ทั่วไป ท่านหลิวป๋ออุนก็ได้ เขียนคำทำนายเอาไว้เป็นอักษรปริศนา และสามารถถอดออกมาเป็นการไขความลับเอาไว้ว่า

โปรดคลิ๊ก เพื่อเข้าไปดูอักษรปริศนา


อักษรปริศนาที่เขียนภาษาจีน มีความหมายซับซ้อนมากกว่าภาษาไทยเพราะภาษาจีนแต่ละคำสามารถแยกออกมาผสมกับอักษรตัวถัดไป เพื่อให้เป็นอีกความหมายหนึ่ง

และวิธีอ่านอักษรปริศนาในภาษาจีน ก็มิได้อ่านได้ง่ายๆ เหมือนอย่างการถอดความหมายออกมาเป็นภาษาไทยเป็นประมาณดังนี้

กงฉัง รับบัญชาอำลาสวรรค์
สิบแปดหนุ่มน้อยเสวยบัลลังก์
สามกำหนดปลายกัปธรรมโปรดทั่ว
ขุนนางน้อยใหญ่ร้องไห้กัน
ญี่ปุ่นมาถึงกลางแดนดิน
จะได้ยินระงมหาพ่อแม่
หญิงสิบชายหนึ่งทุกข์แรมร้าง
แปดด้านสี่ทิศคล้ามีดปืน
ฉกฉวยมิจฉาจะมาสู่
ศัตรูน้ำไฟภัยพิบัติ
ตะวันลับเหลี่ยมเขาอยากคงมั่น
ข้าวกล้าเหี่ยวเฉาตายพราย
โลกกล้าวภูเขาแม่น้ำเฉากลาย
เทพ ไท คน ผีสาง ต่างเดือดร้อน
น้ำ ไฟ ลม บรรลัย กระหึ่ม ก้อง
เสียงบูรพามาประจิมหลบหนีไม่พ้น
พืชหญ้า ต้นไม้ เขาธาร เผาผลาญสิ้น
สิบส่วนจำนวนเก้าเป็นส่วนสูญ
หนึ่งส่วนไม่ตายได้แก่ชนกัลยาฯ
ให้รับตราใจ* ใฝ่หากงฉัง

โปรดคลิ๊ก เพื่อเข้าไปดูอักษรปริศนา


ในคำทำนายของท่านหลิวป๋ออุน ได้พยากรณ์เกี่ยวกับสงครามญี่ปุ่นเอาไว้ และก็ถูกต้องตรงต่อความจริงแม้จะทำนายเอาไว้ล่วงหน้านานถึง 570 ปี ก็ตามที

สงครามจีน-ญี่ปุ่น เกิดขึ้นในปีพุทธศักราช 2488 โดยกองทัพญี่ปุ่นบุกเข้าไปถึงกลางดินแดนประเทศจีนนับเป็นสงครามที่มีผลเสียหายร้ายแรงต่อประชาชนชาวจีน ต่างเดือดร้อนเลือดตาแทบกระเด็นตรงตามทำทำนายทุกประการ

นอกจากนี้ยังมีข้อที่น่าสังเกตเกี่ยวกับคำว่า กงฉัง ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับพระโองการจากสวรรค์เป็นพระวิสุทธิอาจารย์โปรดสามโลก ซึ่งในขณะที่ท่านหลิวป๋ออุนเขียนคำพยากรณ์อักษรปริศนายังไม่มีนามว่า "กงฉัง" ปรากฎขึ้นที่ไหนเลย

ภายหลังต่อมา ในสมัยสงครามญี่ปุ่นกรานประเทศจีน ชายแซ่หลินถูกทหารญี่ปุ่นจับตัวไปใช้แรงงานริมฝั่งแม่น้ำฮวงโห เขื่อนดินริมฝั่งแม่น้ำพังทลายลงมาก็ปรากฎแผ่นศิลาจารึกโบราณ ต่อมาชายแซ่หลินได้มาอบให้นายอู่ฝูไหล เพื่อนบ้าน

ข้อความในศิลาจารึกนี้สอดคล้องกับอักษรปริศนาของท่านหลิวป๋ออุนหลายประการ คือ
1. ลักษณ์การเขียน เป็นคำปริศนาซ่อนความหมายเอาไว้เช่นเดียวกัน
2. การวางตัวอักษร เพื่อกำหนดการอ่านออกมาเหมือนกัน
3. มีพระนามว่า "กงฉัง" ซึ่งเป็นผู้รับพระโองการสวรรค์ในการเผยแพร่ธรรมเหมือนกัน
4. การขอรับวิถีธรรม เพื่อรอดพ้นจากภัยพิบัติในธรรมกาลยุคขาวตรงกัน

แผ่นศิลาจากรึกนี้ได้กำหนดเหตุการณ์เกี่ยวกับการโปรดสัตว์ของพระวิสุทธิอาจารย์ "กงฉัง" เอาไว้อย่างชัดเจน ซึ่งถอดความได้ดังนี้

กงฉัง รับโองการกำหนดฟ้า
ปากให้ใจประทับแพร่ธรรมจริง
จากชวดย่างมะแมเข้าเกณฑ์กัป
ตะวันเดือนเหมือนกระสวยกี่ไม่มีหยุด
มวลมนุษย์ไม่ตื่นหลงหลับฝัน
ทั่วกันตกต่ำไม่กลับคืน
หนึ่งคำให้สำนึกหนทางแจ้ง
ณ จุดแดนแสนประเสริฐมุ่ง "หลงฮว๋า"
ทศพุทธปกครองหล้ามาเมตตรัย
เปลี่ยนโฉมชำระใจกลับบ้านเดิม
ถึงคราวยุคขาวอนุตตรธรรมโปรดปรกทั่ว
อีกอุบัติเก้าเก้ามหันตภัย
ไฟ น้ำ มีด สงคราม อาวุธจกระทะเดือด
ยิ่งกว่าลมบรรลัยไม่อาจต้าน
ยังไม่มหาประลัยไม่อาจด้าน
ยังมีมหาประลัยภัยพิบัติ
หญิงชายร่ำไห้ ผีสางเทวดาผวากลัว
แม้นไม่มีธรรมแท้หรือรอดภัย
ทิ้งขุ่นคืนใสขึ้นเรือธรรม
นาวากลางสมุทรใครแจว
หอกสั้นธนูยาวตัดลุ่มหลง
บ่งบอกสามหกในคืนจงซิว (วันเพ็ญเดือนแปด)
คนแม้ว่านิพพานธรรมยังคง

จื่อซี่ จันทรปัญญาสืบทอดรับ
เพียรตนเสริมท่านโองการหาบ
คำง่ายความนัยลึกสำนึกยาก
มิอาจอดใจเปิดไขความฟ้า
กี่คนที่เข้าใจได้นัยอักษร
ถ่ายทอดสี่คาบสมุทรฉุดชายหญิง
ธรรมเจ้าบิกฮุ่ยหมิงสือบสายทอง
ไม่ผิดต้องเทียนหยานธรรมกาล
คำทุกคำชี้ทางสว่างแจ้ง
ต่างมุ่งหน้าจริงจังอย่าลังเล
ในมั่นไม่อ่อนคลายให้เสริมสร้าง
โอกาสงามพลาดไปเสียดายสาย
แรดมองเดือนตะวันเมื่อใดจะเข้าใจ
มีดผ่าดวงปัญญารู้แจ้งจิตธรรม
บุตรหนึ่งบรรลุธรรมฉุดเจ็ดบรรพชนลูกหลานเก้า
ประทานผลเกินประมาณ ทิพย์สถานพึงใสสงบ
แย่งลาภสักการะพลาดหนทาง
รวงข้าวธัญญาได้เวลาฤดูเก็บเกี่ยว
สำนึกตื่นใจให้จงดี
อักษรนี้จะปรากฎ
เขื่อนฮวงโหทลายลง

ความลับสวรรค์ที่เปิดเผยความนัยเอาไว้ในศิลาจารึกมิได้แจ้งให้ทราบว่า ผู้ใดเป็นผู้จารึกเอาไว้ เมื่อวันเวลาใดแต่สิ่งที่แจ่มชัดก็คือ การปรากฎของศิลาจารึกนี้ได้กำหนดเอาไว้อย่างขัดเจนว่าจะเปิดเผยขึ้นภายหลังที่เขื่อนดินริมฝั่งแม่น้ำฮวงโหพังทลายลง

และเหตุการณ์ก็สมจริงทุกประการ
นอกจากข้อความของอักษรปริศนานี้ จะตรงต่อคำทำนายของท่านหลิวป๋ออุนแล้ว ยังมีข้อที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งกว่านั้นอีกคือ นามของ "กงฉัง" ซึ่งเป็นผู้ที่จะได้รับพระโองการสวรรค์ เพื่อเผยแพร่อนุตตรธรรมในธรรมกาลยุคขาว ได้กำหนดวันแห่งการคืนกลับอนุตตรนิพพานเอาไว้เสร็จสรรพ

การแบกรับภารกิจ เผยแพร่อนุตตรธรรมต่อก็ได้กำหนดเอาไว้คือ พระธรรมจาริณีจื่อซี

ความแยบยลแห่งอักษรปริศนาภาษาจีน มีความยากลำบากในการอ่านตีความ ให้ตรงต่อความเป็นจริงเพราะอักษรจีนนี้ สามารถอ่านให้ได้ความั้งในแนวตั้งและแนวนอนหรือจากขวามาซ้าย จากซ้ายมาขวา

การอ่านในลักษณะดังกล่า ย่อมไม่ทราบถึงความลับสวรรค์ แต่จะได้เรื่องราวในอีกความหมายหนึ่ง ซึ่งผู้อื่นย่อมไม่ติดใจถึงความแยบยลแห่งอักษรปริศนาเลย เพราะเป็นเรื่องราวธรรมดาๆ เท่านั้น

ความลับสวรรค์ ที่จารึกอยู่ในศิลาโบราณนี้ให้ความหมายแยบยล เพราะบอกถึงกาลคับขันของโลกซึ่งจะประสบภัยพิบัติครั้งใหญ่ และสามารถช่วยได้ด้วยวิถีอนุตตรธรรม

สมัยธรรมกาลยุคเขียวมหันตภัยมีอยู่ 9 ครั้ง แต่ละครั้งจะมีภัยอันเกิดจากน้ำ ที่เราเรียกอุทกภัย เช่น แม่น้ำฮวงโหท่วมบ้านเรือนผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมาก เป็นต้น

ในธรรมกาลยุคแดง มีมหันตภัย 18 ครั้ง แต่ละครั้งเป็นภัยที่เกิดจากไฟ เช่น การระเบิดของปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมา และนางาซากิ เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้ ในศิลาจารึกได้พยากรณ์เอาไว้แล้วทั้งสิ้น
ความลับแห่งสวรรค์ที่ปรากฏออกมาในครั้งนี้ เป็นเตือนให้มนุษยชาติ ได้ตระหนักถึงภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้นในยุคนี้

และผู้ที่จะกอบกู้ให้เวไนยสัตว์ทั้งหลาย ได้พ้นจากมหันตภัยในยุคนี้ก็คือ การกราบขอรับวิถะรรมจากพระวิสุทธิอาจารย์กงฉังเท่านั้น


**************************