เมื่อปีพุทธศักราช 2432 สมัยราชวงศ์ชิง ในรัชสมัยของพระเจ้าชิงกวางสูฮ่องเต้ปีที่ 15 ซึ่งตรงกับจันทรคติ 19 ค่ำเดือน 7 ปีฉลู เกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นพร้อมกันทั้งสองแห่งคือหอฟ้า เทียนถัน แห่งนครปักกิ่งซึ่งเป็นหอบูชาเทพเจ้าของฮ่องเต้เกิดอัคคีลุกไหม้ขึ้นเหมือนต้องเพลิงจากอุกาบาต
ในขณะเดียวกัน บนท้องฟ้าตอนเหนือ ของแม่น้ำฮวงโหก็ปรากฏแสงสีแดงจัดฉายฉานไปครึ่งแผ่นฟ้า
น้ำในแม่น้ำฮวงโหซึ่งเป็นตมขุ่นเหลืองอยู่ชั่วนาตาปีพลันก็กลับกลายเป็นใสสะอาดจนมองเห็นกันแม่น้ำได้ในวันนั้นเอง
ปรากฏการณ์มหัศจรรย์เช่นนี้ ในครั้งบรรพกาลได้กำหนดคำทำนายเอาไว้ว่า "บัดนี้ ได้มีพระอริยบุคคลถือกำเนิดขึ้นแล้วบนแผ่นดิน"
ณ หมู่บ้านซวงหลิว ตำบลเฉิงหนาน อำเภอจี้หนิง จังหวัดหลู่ซี มณฑลซานตง ครอบครัวแซ่สกุลจาง ก็ได้ให้กำเนิดทารกเพศชาย มีลักษณะพิเศษต่างจากสามัญทั่วไป กล่าวคือ กลางศีรษะมีลักษณะทรงเหลี่ยมราบเรียบในดวงตาดำมีตุ๊กตาข้างละหนึ่งคู่ จมูกเป็นสันตรงดังจมูกมังกร เส้นลายมือที่มีมาแต่กำเนิด ฝ่ามือซ้ายเป็นรูปดวงตะวันข้างขวาเป็นรูปดวงเดือน มีไฝแดงอยู่กึ่งกลางทั้งสองข้างและกลางฝ่าเท้าทั้งสองข้างก็ปรากฏไฝสีแดงเช่นกัน
ทั้งฝ่ามือและฝ่าเท้าล้วนแต่มีสีแดงดังชาดทาไว้ ริมฝีปากเป็นสีแดงสดใส สีหน้าสดชื่นสว่างไสว หน้าผากราบเรียบฉายราศีสว่าง คิ้วเหมือนกษัตริย์ "เหยา" ผู้ทรงธรรมของจีนโบราณ นัยน์ตาเหมือนกษัตริย์ "ซุ่น" ผู้เป็นยอดกตัญญู
บิดาของทารกมีนามว่า จางอวี้เอ่อ มารดามีนามว่าเฉียวไต้ เป็นครอบครัวตระกูลปราชญ์ ฐานะความเป็นอยู่ค่อนข้างดีมีคุณธรรม
เมื่อเล็กบิดามารดาตั้งนามให้ว่า "ขุยเซิง" ซึ่งแปลว่าผู้ถือกำเนิดจากดวงดาว นับเป็นสามัญนามที่ได้รับตั้งแต่แต่เยาว์วัย
ครั้นเจริญวัยขึ้นก็ยิ่งมีเชาว์ปัญญาไว จิตใจโอบอ้อมอารีหนักแน่นมั่นคง สุขภาพร่างกายแข็งแรง ใบหน้าอ่อนโยนยิ้มแย้มอยู่เสมอ
ด้วยคุณลักษณะเช่นนี้จึงมีนามรองว่า "กวงปี้" "กวง" แปลว่า สว่างไสว ปรากฏเกริกไกร "ปี้" แปลว่าหินหยกตรงเรียบดังแนวกำแพงเมือง การศึกษาของเด็กชายขุยเซิง ก็เป็นไปเช่นเดียวกับเยาวชนทั่วไป ที่พิเศษคือได้รับการอบรมเป็นอย่างดีจากบิดาไม่ว่าจะเป็นวิชาปรัชญา ประเพณีวัฒนธรรม กาพย์ กลอน โคลงฉันท์และวิชาการอื่นๆ จนเป็นผู้รอบรู้ทุกด้าน
ความมุ่งมั่นที่จะออกไปเผชิญโลกกว้างเป็นอุดมการณ์ของชายหนุ่มแทบทุกคน ชายหนุ่มขุยเซิงก็เช่นเดียวกัน
เมื่ออายุได้ 22 ปี ก็ได้ติดตามอาว์เขยไปราชการทหารยังนครนานกิงและเซี่ยงไฮ้ โดยเข้ารับราชการในตำแหน่งนายร้อยทหารบก
แต่อยู่ได้ไม่นาน ก็ได้รับจดหมายจากทางบ้านว่าบิดาป่วยหนัก จึงต้องลาออกจากราชการแล้วเดินทางกลับบ้าน
หลังจากที่บิดาเสียชีวิตแล้ว ภาระหน้าที่ในการดูแลกิจการทางบ้านก็ตกเป็นของขุยเซิง
ปีพุทธศักราช 2458 ในขณะนั้นชายหนุ่มขุยเซิง มีอายุได้ 27 ปี
วันหนึ่ง มีเหตุบังเอิญให้ได้พบกับอาจารย์ท่านหนึ่งแซ่สกุลเกิ่ง ซึ่งเดินทางมาเผยแพร่อนุตตรธรรมตามหลักคำสอนของจอมปราชญ์ขงจื้อและปราชญ์เมิ่งจื้อ คือ ธรรมอันบรรลุความเป็นหนึ่ง ธรรมปฏิเวธ (อิ๋ก้วนเต้า)
แม้นจะได้ฟังคำสอนนั้นน่าเลื่อมใสศรัทธา แต่ก็ยังไม่กล้าตัดสินใจสมาทานเข้าขอรับธรรม ขุยเซิง จึงได้กลับมาบ้าน ขอให้มารดาไปขอรับธรรมดูก่อน
เมื่อมารดาไปขอรับธรรมแล้ว ก็ตั้งใจศึกษาปฏิบัติจนได้รู้วิถีธรรมนี้ประเสริฐแท้ ยิ่งกว่านั้นยังได้รู้ด้วยว่าการปฏิบัติธรรมนี้จะเป็นทางสร้างบุญบารมีเพื่อช่วยฉุดดวงวิญญาณของบุพการีที่วายชนม์ไปให้พ้นจากทุกขคติได้ด้วย
เหตุนี้เองจึงเป็นแรงผลักดันให้ชายหนุ่ม ขุยเซิง เกิดความศรัทธา เพราะเกิดสำนึกในความกตัญญูที่บุตรพึงมีต่อบิดาที่ด่วนจากไป โดยที่ตนเองยังมิได้เลี้ยงดูตอบแทนพระคุณเลยประกอบกับจิตใจที่ใฝ่กุศลเป็นทุนเดิมอยู่
เมื่อขอรับธรรมแล้ว จึงถวายตัวมอบใจกายรับใช้งานธรรม ติดตามอาจารย์เกิ่ง เดินทางบุกเบิกแพร่ธรรมไปยังที่ต่างๆ
ความศรัทธาของนักธรรมขุยเซิง ยังเป็นผลให้ทุกคนในครอบครัวเกิดความศรัทธามุ่งมั่นขึ้นด้วย จึงได้สร้างตำหนักพระขึ้นในเคหสถาน เพื่ออุทิศให้เป็นสาธารณกุศล
ส่วนนักธรรมขุยเซิง ก็ยังคงเดินทางแพร่ธรรมไปโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย ฉุดช่วยทุกคนที่ช่วยได้
ในช่วงเริ่มต้น 3-4 ปีแห่งการปฏิบัติธรรม จำนวนคนที่นักธรรมขุยเซิงฉุดช่วยให้ได้รับธรรมมี 64 คน
สมัยพระธรรมาจารย์ที่ 17 ได้วางกฎบัญญัติไว้ว่า "ใครก็ตาม ที่จะช่วยฉุดวิญญาณของพ่อแม่ บุพการีหรือญาติพี่น้อง จะต้องได้บุญบารมีที่เกิดจากการฉุดช่วยคนให้ได้รับธรรมเสียก่อนอย่างน้อย 100 คน บุญบารมีนั้นจึงจะพอสำหรับช่วยฉุดวิญญาณได้หนึ่งชั้น หนึ่งคู่ คือ ชั้น พ่อแม่ ปู่ย่า หรือตายาย"
แต่หลายปีที่ผ่านมา นักธรรมขุยเซิงจะพากเพียรพยายามอย่างไรๆ ก็ฉุดช่วยได้แค่ 64 คน หลังจากนั้นก็ช่วยไม่ได้เลย เป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
เมื่อเป็นเช่นนี้ ความหวังที่จะช่วยฉุดวิญญาณของบิดาจึงยากที่จะสัมฤทธิ์ผล
ด้วยดวงจิตที่มุ่งมั่นจะทดแทนพระคุณบิดา ทำให้นักธรรมขุยเซิงเป็นทุกข์เป็นร้อน กังวลกับเรื่องนี้ยิ่งนัก จนถึงกับซูบผอมลง
อาจารย์เกิ่งสังเกตเห็น รู้สึกประทับใจในความกตัญญูของศิษย์ขุยเซิงยิ่งนักด้วยความเมตตาจึงสู้อุตส่าห์เดินทางไปกราบพระธรรมาจารย์ลู่ เล่าความเป็นไปพร้อมกับขอพระกรุณาอนุญาต
พระธรรมาจารย์โปรดเห็นใจ แต่มิอาจจะเปลี่ยนแปลงพระบัญญัติโดยพลการได้ จึงกราบขอประทานพระมหากรุณาธิคุณจากพระอนุตตรธรรมเจ้า ซึ่งพระองค์ก็โปรดเมตตาว่า
"นับจากบุคคลผู้นี้เป็นต้นไป ให้กำหนดใหม่เป็น 64 บุญทาน บวกด้วยหนึ่งผล
ต่อแต่นี้ไป ผู้ใดศรัทธาบำเพ็ญธรรมช่วยได้ 64 คนอนุญาตให้ช่วยฉุดวิญญาณพ่อแม่ได้หนึ่งชั้น"
และด้วยเมตตาบารมีของพระบรมธรรมาจารย์จินกงนักธรรมขุยเชิงจึงได้ช่วยวิญญาณของบิดาได้พ้นจากการเวียนว่ายในวัฎสงสารได้
ครั้นถึงปีพุทธศักราช 2463 อาจารย์เกิงมรณภาพคืนสวรรค์ นักธรรมในสายนี้จึงขาดผู้นำ พระธรรมาจารย์ลู่ซึ่งเป็นองค์ประมุขปกครองธรรมมหาปริมณฑลในภาคพื้นบูรพาทิศ จึงได้โปรดแต่งตั้งผู้รักษาการแทนอาจารย์เกิ่ง
ในขณะเดียวกัน พระธรรมมจารย์ลู่ก็ได้โปรดเรียกตัวนักธรรมขุยเซิงเข้าเฝ้า ทั้งนี้เพราะพระองค์ได้ยินกิตติศัพท์ความเป็นนักธรรมที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ มีจิตศรัทธามั่นคง มีปัญญารอบรู้ของนักธรรมขุยเซิงมากนั่นเอง
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นักธรรมขุยเซิงได้มีโอกาสเข้าไปกราบพระธรรมาจารย์ลู่ พระองค์ได้โปรดว่า
"อาจารย์ของเจ้าจากไปแล้ว ต่อไปนี้เจ้าจะติดตามบำเพ็ญธรรมและปฏิบัติงานธรรมกับใคร"
นักธรรมขุยเซิง จึงกราบเรียนว่า "สุดแท้แต่พระธรรมาจารย์จะโปรดกรุณาแนะนำเถิดขอรับ จะโปรดให้กระผมติดตามท่านผู้ใด กระผมก็จะติดตามท่านผู้นั้น" "ดีแล้ว ถ้าเช่นนั้นก็ติดตามเราเถิด" พระธรรมาจารย์ลู่โปรดเช่นนี้ นับแต่นั้นเป็นต้นมา นำธรรมขุยเซิงก็ได้ติดตามใกล้ชิดพระธรรมาจารย์ลู่ ปฏิบัติบำเพ็ญเรื่อยมา ได้ศึกษาเรียนรู้แบบอย่างปฏิปทา พระจริยวัตรอันดีงามของพระธรรมาจารย์ลู่มากมาย และได้ติดตามเดินทานจาริกเพื่อเผยแพร่ธรรมไปในที่ต่างๆ กับพระองค์มิได้หยุดยั้ง
การปฏิบัติงานธรรมของนักธรรมขุยเซิง เป็นไปด้วยความมั่นคงและคงเส้นคงวา แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่แน่วแน่ต่องานธรรม อันเป็นพื้นฐานสำคัญของบุคคลที่จะทำหน้าที่เป็นพระธรรมาจารย์ เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ในธรรมกาลยุคขาว
ในวันที่นักธรรมขุยเซิงถือกำเนิดปรากฏเหตุมหัศจรรย์ดังกล่าวนั้น เป็นเพราะพระองค์เป็นพระภาคจุติของพระพุทธะจี้กง ซึ่งเป็นอัคคีเทพ เพราะฉะนั้นในวันถือกำเนิดจึงมีเหตุให้เกิดไฟไหม้หอบูชาเทพเจ้า
และการที่น้ำในแม่น้ำฮวงโหใสจนมองเห็นก้นแม่น้ำนั้นเป็นที่ทราบกันทั่วไปว่า พระอริยเจ้าที่ถือกำเนิดบนภาคพื้นบูรพาทิศนี้จักได้โปรดช่วยให้เหล่าเวไนยสัตว์ทั้งปวงที่จมอยู่ในทะเลทุกข์ ได้พ้นไปจากวัฎสงสารนั่นเอง
**************************