ความล่วงไปของกายสังขารเป็นสัจธรรม ไม่ว่าจะเป็นปุถุชนหรือพระอริยะล้วนตกอยู่ในกฎแห่งความไม่เที่ยงแท้ด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่พระอริยะดวงจิตพ้นจากวัฎสงสารแห่งการเวียนว่ายตายเกิด ส่วนปุถุชนยังคงท่องไปในทะเลทุกข์มิรู้จบเท่านั้น ในปีพุทธศักราช 2468 สองค่ำเดือนทางจันทรคติพระธรรมาจารย์ลู่ก็ดับขันธ์ทิ้งกายสังขารคืนสู่เบื้องบน สมัยที่พระธรรมาจารย์ลู่ปกครองธรรมจักรวาลอยู่นั้น นักธรรมอาวุโสซึ่งถือเป็นศิษย์ชั้นอาจารย์ผู้นำมีอยู่ด้วยกัน 8 คน
นักธรรมขุยเซิง เป็นผู้ที่มีอายุน้อยที่สุดในจำนวนนักธรรมอาวุโส และไม่มีอะไรดีเด่นเป็นพิเศษ แต่เป็นคนซื่อสัตย์ น้ำใจดี มีอัธยาศัยไมตรีต่อคนทั้งหลาย หลังจากที่พระธรรมจารย์ลู่คืนกลับเบื้องบนได้ไม่นาน ศิษย์ชั้นผู้นำหลายท่านเกิดอาการรุ่มร้อน กระวนกระวายใจใคร่รู้ว่า ใครจะดำรงตำแหน่งพระธรรมาจารย์ ปกครองธรรมจักรวาลต่อไป ความโลภหลงในลาภสักการะ ทำให้ไม่อาจอดใจรอโอกาสอันควรต่อไปได้ จึงอาศัยความเป็นผู้ทรงธรรมวุฒิ จัดแจงกราบอัญเชิญทิพย์ญาณของพระธรรมาจารย์ลู่ให้โปรดประทับทรงแนะนำแนวทางการปกครองธรรมจักรวาลว่าควรจะดำเนินการต่อไปอย่างไร ทิพย์ญาณของพระธรรมาจารย์ลู่ ได้โปรดเมตตาแนะนำสั้นๆ ว่า "รอให้ครบสามเดือนหนึ่งร้อยวันแล้ว จะส่งข่าวมายังพวกเจ้า" เมื่อคำตอบเป็นเช่นนี้ ศิษย์อาวุโสผู้กระหายใคร่รู้ก็จำใจรอต่อไป แต่เวลาผ่านไปไม่นานนักธรรมอาวุโสเหล่านั้น ก็หมดความอดทนที่จะรอต่อไปอีก จึงร่วมกันกราบขอพระมหากรุณาธิคุณพระอนุตตรธรรมเจ้า โปรดประทานแนวทางปกครองวงการธรรม ซึ่งพระองค์ก็โปรดด้วยข้อความที่น่าคิดว่า "ทุกคนต่างก็มีโองการสวรรค์กันอยู่แล้ว" พระดำรัสเพียงเท่านี้ แทนที่นักธรรมอาวุโสเหล่านั้นจะสำนึกรู้ได้ด้วยดวงจิตที่นอบน้อมถ่อมตน กลับเข้าใจไปว่า พระอนุตตรธรรมเจ้าทรงโปรดชี้แนะ และอนุญาตให้จัดการทุกอย่างได้ตามที่เห็นสมควร เพราะทุกคนต่างได้รับโองการสวรรค์แต่งตั้งธรรมวุฒิ เป็นชั้นอาจารย์ด้วยกันทั้งนั้น เมื่อตีความพระดำรัสเช่นนี้แล้ว ผู้อาวุโสทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปตั้งตัวเป็นใหญ่ จัดการดำเนินงานธรรมอย่างเต็มตัวและเป็นอิสระไม่ขึ้นแก่ใคร คงมีแต่นักธรรมขุยเซิงเท่านั้นที่ยังคงรักษาสถานภาพเดิมไว้อย่างสงบเสงี่ยมรอสดับพระบัญชาเบื้องบนในโอกาสต่อไป จนกระทั่งสามเดือนล่วงแล้ว ครบรอบร้อยวันตามที่ทิพย์ญาณพระธรรมาจารย์ลู่ได้โปรดไว้เมื่อครั้งก่อน พระอนุตตรธรรมเจ้าทรงโปรดประทับลงประทานพระโอวาท พร้อมทั้งประทานแต่งตั้งให้ท่าย่า เหล่ากูไหน่ไน น้องหญิงของพระธรรมาจารย์ลู่ ซึ่งเป็นหนึ่งในนักธรรมอาวุโสให้รับพระโองการสวรรค์ รักษาการแทนพระธรรมาจารย์ลู่เป็นการชั่วคราว เป็นเวลา 12 ปี แม้จะเป็นพระบัญชาโองการสวรรค์อย่างชัดเจน แต่ศิษย์ชั้นผู้นำบางท่านก็หาได้เคารพไม่ ยังคงดำเนินงานธรรมของตนต่อไปเป็นเอกเทศ โดยไม่ยกย่องผู้รักษาการแทนพระธรรมจารย์ คงมีแต่นักธรรมขุยเซิงเท่านั้น ที่ปฏิบัติต่อพระบัญชาของพระอนุตตรธรรมเจ้าและคำสั่งของพระธรรมาจารย์ลู่โดยเคร่งครัด และเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ที่งานโปรดสัตว์แพร่ธรรมของนักธรรมขุยเซิง เจริญก้าวหน้าไปโดยไม่หยุดยั้ง ตรงกันข้ามกับนักธรรมอาวุโสที่ตั้งตัวเป็นใหญ่เหล่านั้นกลับมีอันเป็นไป บางท่านล้มหายตายจาก บางท่านละทิ้งงานธรรมกลับไปเป็นสามัญชน ต้องตกระกำลำบาก ครั้นถึงปีพุทธศักราช 2473 พระอนุตตรธรรมเจ้าได้โปรดมีพระบัญชาให้นักธรรมขุยเซิงไปรับโองการสวรรค์เป็นกิจจะลักษณะ จากท่านย่าเหล่ากูไหน่ไน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เทพพรหม หลายพระองค์ได้โปรดประทับลงพร้อมกันยังพุทธสถานต่างๆ ทั่วแดนดินโปรดประทานพระโอวาทมีใจความเป็นอย่างเดียวกันว่า "บัดนี้ถึงกาลคับขัน พระอนุตตรธรรมเจ้าทรงโปรดบัญชาให้แพร่วิถีอนุตตรธรรมโปรดทั่วไปทั้งสามโลก ฟากฟ้าเบื้องบนจะไม่เหลือพุทธญาณหรือแม้พระโพธิสัตว์สักพระองค์ จะทรงโปรดให้จุติเพื่อช่วยโลก เผยแพร่วิถีอนุตตรธรรม" เนื่องจากด้วยกาลเวลาคัยขันดังนั้น แต่เดิมเบื้องบนทรงกำหนดให้น้องหญิงของพระธรรมาจารย์ลู่รักษาการแทน 12 ปี จึงต้องกำหนดใหม่เหลือ 6 ปี นับวันเดือนปีทางจักทรคติทบกับทางสุริยคติรวมกันเป็น 12 ปี แต่นักธรรมขุยเซิงก็พิจารณาตนเองว่าเรามีบารมีสูงส่งปานใดหรือ จักบังอาจรับสนองพระโองการสวรรค์ในตำแหน่งพระธรรมาจารย์สมัยที่สิบแปดได้ แม้จะเป็นพระประสงค์ของเบื้องบนอย่างไร นักธรรมขุยเซิงก็ยืนยันมิกล้ารับ ในที่สุดพระอนุตตรธรรมเจ้า ก็ได้โปรดเข้าฝันมีพระบัญชาสำทับอีกว่า มิให้ปฏิเสธ นักธรรมขุยเซิง จึงจำใจเดินทางไปกราบท่านย่าเหล่ากูไหน่ไน ซึ่งท่านก็ได้ทดสอบเคี่ยวกรำนักธรรมขุยเซิงหลายครั้งหลายครา จนในที่สุดท่านย่าจึงกล่าว่า "ถ้าจะรับจริงๆ ก็จะให้" นักธรรมขุยเซิงจึงคุกเข่าลงกราบรับพระโองการสวรรค์ทันที สืบทอดพงศาธรรมต่อมาเป็นพระธรรมาจารย์สมัยที่ 18 ณ พุทธสถาน "กวนอิม" เมืองจี้หนิง มณฑลซานตง ประเทศจีน ในครั้งนั้น นักธรรมขุยเซิงและนักธรรมหญิงซู่เจินได้พร้อมกันน้อมรับพระโองการ เป็นพระธรรมาจารย์กงฉังและพระธรรมาจาริณีจื่อซี่ เพื่อร่วมกันแบกภารกิจแพร่ธรรมโปรดสามโลก เก็บงานขั้นสุดท้ายในยุคปลาย สืบสายพงศาธรรมเป็นพระธรรมาจารย์สมัยที่ 18 พร้อมกันทั้งสองพระองค์ พระธรรมจารย์กงฉัง มีพระอริยะลักษณะ พระพักตร์สดชื่นสว่างตลอดเวลา พระองค์มักจะหลับพระเนตรรวมศูนย์อยู่ที่ธรรมจักษุ เมื่อลืมพระเนตรจะฉายประกายศักดิ์สิทธิ์สว่างจ้า ย่ำพระบาทเหมือนมังกร ดำเนินเหมือนพยัคฆ์ พระอิริยาบถสง่างาม เบาสบายเหมือนเหินเมฆแตกต่างไปจากปุถุชนทั้งหลายในโลก พระองค์ทรงเป็นพระภาคจุติของพระพุทธะจี้กง รับสนองพระโองการสวรรค์โปรดสามโลก คือเทวโลก มนุษย์โลกและยมโลกจึงปรากฎพระอริยะลักษณะดังนี้ แม้จะอาศัยกายเนื้อเยี่ยงปุถุชนในโลก แต่หากพระธรรมญาณอยู่เหนือรูปภาพ เป็นสภาวะธรรมเดียวกับสภาวะธรรมในธรรมจักรวาลอันกว้างไกล พระธรรมาจารย์กงฉังทรงปกครองธรรมจักรวาลเริ่มกำหนดการเป็นพระธรรมาจารย์องค์ที่สองแห่งธรรมกาลยุคขาว เมื่อสืบต่อภารกิจงานแพร่ธรรมจากพระบรมบรรพจารย์จินกงแล้ว สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายได้โปรดประทับทรงในร่างพรหมจารีย์ เร่งรัดให้พระองค์ออกแพร่ธรรมยังหัวเมืองต่างๆ อยู่หลายครั้ง พระธรรมาจารย์กงฉัง จึงได้จากบ้านเกิดเมืองจี้หนิง มณฑลซานตงไปสู่เมืองจี้หนัน พุทธสถานแห่งแรกที่พระองค์จัดตั้งขึ้นที่เมืองจี้หนัน ก็คือ พุทธสถาน "จงซู่ถัง" ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น "ฉงหัวถัง" ซึ่งพระองค์ทรงปกครองดูแลด้วยพระองค์เอง ภายในปีนั้นเอง ก็ได้จัดตั้งพุทธสถานเพิ่มขึ้นอีกสี่แห่งสี่ทิศคือ "ตงเจิ้นถัง" อยู่ทางทิศตะวันออก "หลี่ฮว่าถัง" อยู่ทางทิศใต้ "จินกังถัง" อยู่ทางทิศตะวันตก "เทียนอีถัง" อยู่ทางทิศเหนือ ภารกิจแพร่ธรรมที่เมืองจี้หนัน นับวันก็เจริญรุ่งเรือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกาลกัปลำสุดท้ายนี้จะต้องฉุดช่วยเวไนยสัตว์ ในชั้นเทวโลกได้โปรดช่วยเทพพรหม เบื้องล่างได้โปรดช่วยวิญญาณทั้งหลาย และในท่ามกลางโปรดช่วยสาธุชนชายหญิง การโปรดช่วยทั้งสามโลกนี้ เป็นพระโองการแห่งเบื้องบนเป็นการปฏิบัติพระภารกิจเก็บงานให้เสร็จสมบูรณ์ในวาระสุดท้ายนี้ การเวียนว่ายในวัฎสงสาร เกี่ยวพันกันระหว่างสามโลก คือ เทวโลกมนุษย์และยมโลก ทุกชีวิตหมุนเวียนตายเกิดอยู่เรื่อยไปในสามโลก เพราะความไม่รู้เป็นเหตุก่อกรรมให้ตัวเอง ต้องเวียนว่ายชดใช้กรรมกันมิสิ้นสุด เทพพรหมในชั้นเทวโลก แม้จะมีกายสังขารเป็นทิพย์แต่ก็ไม่รู้ประตูเกิดประตูตาย ได้แต่เสพย์สุขในผลบุญของตนเอง เพราะฉะนั้นจึงต้องเวียนว่ายต่อไปเมื่อหมดบุญ การโปรดช่วยของพระธรรมาจารย์กงฉังก็คือ ทำให้รู้ถึงตัวจริงแท้แห่งตน รู้ประตูหนทางเกิดหนทางตายเพื่อให้ดวงจิตนั้นพ้นจากวัฎสงสารคืนสู่อนุตตรภาวะต้นกำเนิดเดิมนั่นเอง
**************************