วิถีอนุตตรธรรม
พระพุทธบรรพจารย์เทียนหยาน
ขยายอาณาจักรธรรม
 

ในสมัยธรรมกาลยุคเขียว พระพุทะทีปังกร ปกครองธรรมกาล
กษัตริย์ปกครองพลเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข
ผู้มุ่งแสวงหาความหลุดพ้น จะต้องทิ้งครัวเรือนถือสมถะ ฝึกกาย ฝึกจิต ท่ามกลางป่าเขา จนได้พบพระวิสุทธิอาจารย์ ถ่ายทอดเบิกธรรมจึงสำเร็จเป็นพุทธะ

สมัยธรรมกาลยุคแดง พระศากยมุนีพุทธเจ้า ปกครองธรรมกาล วิถีธรรมแพร่ลงสู่นักปราชญ์

ส่วนผู้แสวงหาความหลุดพ้นจะต้องทิ้งครัวเรือนบวชเรียนในศาสนา ได้ฟังธรรมรับการชี้แนะหนทางแห่งการคืนสู่นิพพานจึงสำเร็จเป็นพุทธะ

สมัยธรรมกาลยุคขาว พระศรีอาริยเมตตรัยปกครองธรรมกาล ธรรมแพร่ลงสู่ครัวเรือน สาธุชนชายหญิงสามารถรับธรรมบำเพ็ญคืนกลับอนุตตรภาวะโดยมิต้องทิ้งครัวเรือน

เมื่อประตูพุทธสถานทุกแห่งเปิดกว้างหญิงชาย ผู้ใหญ่เด็ก คนทุกชนชั้นอาชีพจึงมีโอกาสบำเพ็ญเป็นนักบวชในครัวเรือนร่วมกันได้ทั้งครอบครัว

พระธรรมาจารย์กงฉังได้โปรดแพร่ธรรมฉุดช่วยเวไนยสัตว์ที่เมืองจี้หนัน และเจริญเผยแพร่ต่อไปยังนครเทียนจิน

ในปีพุทธศักราช 2475 อันเป็นปีหมินกั๋วที่ยี่สิบเอ็ดญาติธรรมทั้งหลายแห่งนครเทียนจิน กราบขอพระกรุณาให้พระธรรมาจารย์กงฉัง ได้โปรดไปอรรถาธรรมที่นครเทียนจินบ้าง

แต่เนื่องด้วยพระภารกิจของพระองค์ล้นเหลือจนไม่อาจเจียดเวลาได้เลย จึงได้ส่งท่าน "หูกุ้ยจิน" ซึ่งเป็นศิษย์ พี่ศิษย์น้องกับพระองค์เมื่อครั้งพระธรรมาจารย์ลู่ยังทรงพระชนม์อยู่ให้ไปจัดการดูแลเทน

และ ณ จุดนั้น ก็เป็นต้นกำเนิดของนักธรรมรุ่นหลังต่อมาในสายของท่านนักธรรม "หูเต้าจั่ง" ผู้อาวุโสสือบต่อมาจนถึงท่านธรรมอธิการ "หัน เหล่าเฉียนเหยิน" ซึ่งได้ฝ่าฟันเข้าไปแพร่ธรรมที่เกาะไต้หวัน จนถึงประเทศต่างๆ ทั่วโลก และประเทศไทย

ในช่วงนั้น งานธรรมได้แพร่ไปอย่างกว้างขวาง สายทองจากพระธรรมาจารย์ได้โยงออกไปไกลถึงนครซีอัน และไกลออกไปอีกจนถึงมหานครเซี่ยงไฮ้ มณฑลเสฉวนหนิงปอหัวเมืองต่างๆ ทางใต้แม่น้ำแยงซีเกียงและทางเหนือตลอดจนมณฑลเจ้อเจียง

นครเทียนจินเป็นเมืองใหญ่ มีประชากรอยู่หนาแหน่มีชีวิตความเป็นอยู่ศิวิลัย เมืองนี้ตั้งอยู่ทางตอนเหนือขึ้นไปจากนครปักกิ่ง

การแพร่ธรรมเข้าสู่ครัวเรือนเป็นเรื่องยากเพราะความเคยชินของคนในเมืองที่มีความเจริญ ไม่เคยสัมผัสกับศาสนาหรือธรรมะมาก่อน

เมืองใหญ่ๆ อย่างเช่น นครเทียนจิน

ผู้อาวุโสที่พยายามแพร่ธรรมมายังนครเทียนจินได้รับความยากลำบากมาก เพราะไม่รู้จักใครเลย เหมือนนกที่หาคานจับเกาะเป็นจุดลงไม่ได้เวลาจึงผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์ถึงสามเดือน ย่างเข้าเดือนที่สี่จึงได้มีชายผู้หนึ่งชื่อเยิ่นซีซุ่น เป็นเจ้าหน้าที่ในสโมสรแห่งหนึ่ง ยินดีสมาทานขอรับวิถีธรรม

หลังจากนั้น โดยการแนะนำของท่านผู้นี้ วิถีธรรมก็ได้ถ่ายทอดไปสู่บุคคลที่สองในนครเทียนจิน คือ ท่านอวีหงโจว

นับแต่นั้นเป็นต้นมาชั่วระยะเวลาเพียงหนึ่งปีพุทธสถานหลายแห่ง ก็ได้ก่อกำเนิดขึ้นในนครเทียนจิน อันเป็นจุดเริ่มต้นของสายธรรมหลายสาย อาทิ

เป่ากวงถัง
จีฉู่ถัง
เฮ่าหยันถัง

และ อุ๋นฮว่าถัน

จากพุทธสถานเหล่านี้ นักธรรมต่างก็ได้ขยายงานแพร่ธรรมออกไปเพื่อจรรโลงพระภารกิจของพระธรรมาจารย์ให้สมบูรณ์

ในครั้งนั้น ทุกคนปฏิบัติงานธรรมด้วยความมุ่นมั่นไม่ย่อท้อ ด้วยปณิธานอันยิ่งใหญ่ ด้วยกำลังใจเทียมฟ้าไม่ว่าเวลากลางวันกลางคืน

จะเป็นกลางคืนที่มีดวงดาวจันทร์หรือไม่ ลมฝนจะกระหน่ำเพียงไร เพียงเพื่อกล่อมเกลาฉุดช่วยเวไนยสัตว์เป็นปากเสียงแทนเบื้องบน

เพื่อตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณเบื้องบน และบารมีธรรมแห่งพระบรรพจารย์

ทุกคนในครั้งนั้นยินดีสละแม้ชีวิตของตนเอง

การแพร่ธรรมในนครที่มีแต่ความเจริญทางด้านวิทยาศาสตร์วัตถุเป็นเรื่องยากยิ่งอยู่แล้ว เพราะทุกคนจะมุ่งมั่นแต่ของปลอมที่จับต้องได้ และมองเห็นด้วยตาเนื้อ

ส่วนธรรมอันวิเศษเป็นเรื่องที่จะต้องใช้จิตใจสัมผัส จึงเป็นเรื่องยากที่จะทำให้เกิดความเข้าใจได้

การทำให้ธรรมะเป็นเรื่องภายในครอบครัวเป็นเรื่องยาก เพราะคนยังเคยชินอยู่แต่ความรู้เดิม ที่แบ่งแยกการบำเพ็ญกับชีวิตประจำวันออกจากกัน

ต่างเข้าใจว่าการบำเพ็ญต้องไปที่วัดหรือที่ศาลเจ้าโรงเจ

ส่วนในครัวเรือนเป็นเรื่องของปุถุชน อันเป็นสภาพโลกีย์ที่ทำเรื่องทางโลกเสียส่วนใหญ่

ฉะนั้น การที่จะปรับงานธรรมกับงานทางโลกเข้าด้วยกันในสมัยนั้น จึงเป็นเรื่องยากลำบากนักแต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของเบื้องบน และเมตตาธรรมของพระธรรมาจารย์ที่เสียสละบุกเบิกแพร่อนุตตรธรรมด้วยความอุตสาหะอันแรงกล้า ตำหนักพระในครัวเรือนก้ได้เกิดขึ้นมากมาย

ตำหนักพระในครัวเรือนมีสองประเภท คือ
1. ตำหนักฯ ส่วนตัวในครัวเรือน
2. ตำหนักฯ ที่ร่วมใจกันสร้างและให้เป็นของส่วนรวม

การจัดตั้งตำหนักฯ ขึ้นในครัวเรือน ก็ด้วยอนุวัตรให้เป็นไปตามบุญวาระ ที่ทุกคนสามารถสร้างมหากุศล ในการฉุดช่วยผู้คนให้พ้นจากภัยพิบัติใหญ่ที่จะลงมากวาดล้างโลกนี้ในยุคสุดท้ายนั่นเอง

ผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดวิถีอนุตตรธรรมก็เสมือนหนึ่งเป็นผู้ที่ได้บวชจิตอันเป็นตัวตนที่แท้จริง

ในสมัยธรรมกาลยุคแดง ซึ่งพระศากยมุนีพุทธเจ้าปกครองธรรมกาลจะต้องบวชทั้งรูปลักษณ์จิตใจ เพื่อให้สาวกทั้งปวงแตกต่างไปจากปุถุชน และสะดวกต่อการบำเพ็ญ

แต่บัดนี้ กาลของโลกเปลี่ยนแปลงไปจนไม่อาจที่จะกำหนดให้ทุกคนบวชทั้งรูปลักษณ์และใจได้ทั้งหมด เบื้องบนจึงโปรดเมตตาให้บวชจิต ส่วนกายสังขารยังคงทำหน้าที่อย่างชาวโลกต่อไป

เพราะจิตเป็นประธานแห่งกาย หากจิตเป็นพุทธะกายย่อมจะสำรวมพร้อม

ด้วยเหตุที่สาฑุชนสามารถบวชจิตเท่าเทียมกัน ทั้งชายหญิง

เพราะฉะนั้นการกำหนดให้ครัวเรือนจัดตั้งเป็นตำหนักพระสำหรับศึกษาและปฏิบัติบำเพ็ญจึงถูกต้องเหมาะสมกาลสมัย

พระธรรมาจารย์ฮุ่ยเหนิง (สังฆปรินายก องค์ที่ 6) กล่าวไว้ในคัมภีร์ ธรรมรัตนมณฑลสูตร ว่า

"ใครเลยจะรู้ได้ ในตัวตนสามัญชนทั่วไป มีธรรมกายเป็นใหญ่ในท่ามกลาง"

การบำเพ็ญคือคืนกลับสู่ตัวตนเป็นสำคัญและตัวตนที่แท้จริงก็คือ พุทธจิต ธรรมญาณ ที่จะเปล่งประกายแห่งธรรมานุภาพให้ปรากฎแก่ตนเอง

พระธรรมาจารย์กงฉังจึงเป็นพระผู้แบกรับภารกิจของสวรรค์ ที่จะช่วยให้เวไนยสัตว์ทั้งปวงสามารถฟื้นทางกลับคืนสู่อนุตตรนิพพาน ด้วยการบำเพ็ญธรรมญาณของตนเอง

ครัวเรือนทุกแห่งจึงสามารถยกระดับเป็นธรรมนาวาฉุดช่วยเวไนยสัตว์ทั้งปวงให้พ้นจากทะเลทุกข์ได้

นับเป็นการเปิดศักราชใหม่แห่งธรรมกาลยุคขาวโดยแท้จริง


 

**************************