การบำเพ็ญไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดย่อมจะต้องมีการทดสอบ เพราะจะได้รู้ว่าบารมีธรรมของตนนั้นสูงเพียงใด ข้อทดสอบจึงเป็นเรื่องของการเคี่ยวกรำ เพื่อให้จิตใจกล้าแกร่งต่อการบำเพ็ญยิ่งขึ้น เพื่อคัดเลือกแต่คนที่มีจิตใจเข้มแข็งมั่งคง จึงจะสามารถรับภารกิจของสวรรค์ในการโปรดสัตว์ได้ พระอริยเจ้าตรัสเอาไว้ว่า "ธรรมสูงหนึ่งศอก มารก็จะสูงขึ้นหนึ่งวาเสมอไป" พระธรรมาจารย์กงฉังสนองพระโองการโปรดสัตว์ในยุคนี้ ย่อมหลีกหนีไม่พ้นการเคี่ยวกรำไปได้ การเคี่ยวกรำที่พระองค์ได้รับ ก็ย่อมไม่เหมือนการเคี่ยวกรำธรรมดา ในปีพุทธศักราช 2479 หมินกั๋วปีที่ 25 เป็นฤดูใบไม้ร่วงได้มีเหตุการณ์อันไม่คาดฝันเกิดขึ้น ที่เมืองซานตงเจ้าหน้าที่บ้านเมืองฝ่ายปราบปราม แห่งนครนานกิงมีคำสั่งขึ้นไป ให้มีการตรวจสอบพฤติการณ์ของบุคคลกลุ่มหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า "ชมรมอี้ซินเทียนเต้าหลงหัวเซิ่งเจี้ยวฮุ่ย" ชมรมนี้มีนายหม่าซืออุ่ยเป็นผู้นำ และยกตัวเองว่า "เหม่าฮ่องเต้" โดยสาวกของชมรมนี้ล้วนแต่เป็นคนแซ่ "หม่า" ทั้งนั้น ชมรมนี้มีเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเป็นแบบอย่างเฉพาะตัวเป็นสัญญลักษณ์ โดยป้ายสาบกระดุมเสื้อข้างซ้าย สถานที่ของชมรมนี้คือ อำเภอเอว๋ย เมื่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบของทางการเดินทางมาถึงเมืองจี้หนัน ก็ออกถามหาชมรมนี้ ชาวบ้านซึ่งไม่รู้จักชมรมนี้ ก็แนะนำด้วยความหวังดีว่าน่าจะไปสืบถามจากพุทธสถานของพระธรรมาจารย์กงฉัง เจ้าหน้าที่บ้านเมืองชุดนั้น จึงมุ่งมายยังพุทธสถานที่พระธรรมาจารย์พำนักอยู่ เมื่อมาถึงก็ถามหาด้วยถ้อยคำที่คลุมเครือไม่ตรงจุดว่า "ที่นี่มีคนแซ่หม่าไหม?" คนแซ่สกุลหม่าหรือแซ่สกุลอะไรก็ตาม มีอยู่ทั่วไปไม่เฉพาะจะต้องเป็นหมู่คณะ หรือชมรมเดียวกัน ในบรรดาศิษย์ของพระธรรมาจารย์ ก็มีคนแซ่สกุลหม่าอยู่ด้วย พระองค์จึงตอบไปว่า "มี" เมื่อได้ยินเช่นนั้น เจ้าหน้าที่ก็ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่จะสอบถามให้แน่ชัดลงไปอีกสักคำ ตีขลุมรวบหัวรวบหางคุมตัวพระธรรมาจารย์ พร้อมทั้งอาจารย์ฉีหมิงโจว อาจารย์หวังซิงอู่ และสามคุณ (ร่างทรง) อีกสองท่านรวมทั้งหมด 5 คน นำไปสอบสวนดำเนินคดีที่นครนานกิงทันที การจับผิดคน แต่ไม่ยอมปล่อยคนไม่ผิดดูเหมือนจะเป็นทางออกของเจ้าหน้าที่ เพราะง่ายกว่าการที่จะติดตามคนทำผิดจริงมาลงโทษให้ได้ ด้วยเหตุนี้พระธรรมาจารย์กงแังพร้อทั้งศิษย์อีก 4 คนต้องเข้าไปอยู่ในที่คุมขังแห่งนครนานกิง โดยห้ามประกันตัวเป็นเวลานานถึง 300 วัน ทำไมพระธรรมาจารย์และศิษย์ทั้งสี่จึงต้องประสบวิบากกรรมเช่นนี้ อันที่จริงแต่ครั้งบรรพกาลมา พระอริยเจ้า พระธรรมาจารย์ ผู้บรรลุธรรมทั้งหลายล้วนต้องผ่านการทดสอบเคี่ยวกรำหล่อมหลอมทั้งสิ้น แม้มิแข็งแกร่งจริงจะทำหน้าที่รับผิดชอบงานใหญ่ของฟ้าดินได้อย่างไร พอย่างขึ้นปีพุทธศักราช 2480 หมินกั๋วปีที่ 26 ทั้งหมดก็ถูกปลดปล่อยออกมาพร้อมกัน เมื่อเดินทางมาถึงพุทธสถานที่เมืองจี้หนัน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ก็โปรดประทับลงรับขวัญ พร้อมทั้งไขความนัยให้ทราบว่า "พระอนุตตรธรรมเจ้า โปรดประทานพระโอวาทคำหนึ่งที่ว่า เตาหลอมทั้งห้าแห่งจินหลิง ก็คือการเคี่ยวกรำหล่อหลอมบุคคลทั้งห้าในครั้งนี้นั่งเอง" ความข้องใจที่พระธรรมาจารย์และศิษย์ทั้งสี่ ต้องประสบวิบากกรรมเช่นนี้จึงคลี่คลายลงไป
ปีพุทธศักราช 2481 ตรงกับหมินกั๋วปีที่ 27 ท่านธรรมอธิการหันอวี่หลิน (หันเหล่าเฉียนเหยิน) ได้เข้าขอรับธรรมและหลังจากนั้นทางนครปักกิ่งก็มีพุทธสถานเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งขยายไปจากนครเทียนจิน ในปีนั้นเอง พระอนุตตรธรรมเจ้าก็โปรดกำหนดให้ตั้งเตาหลอมขึ้น โดยพระองค์ประทับลงที่พุทธสถานแห่งหนึ่งในนครเทียนจิน มีพระบัญชาให้จัดชุมนุมบรรดาพุทธบุตรสาธุชนผู้มีบารมี เข้าอบรมบ่มกรำ ฟังธรรมและสัมผัสกับอานุภาพของฟ้าดิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้รู้แจ้งเห็นจริงเหมือนหนึ่งเข้าเตาหลอมให้เป็นเนื้อธรรมอันแข็งแกร่ง การเข้าเตาหล่อหลอม มิใช่เป็นการประชุมอบรมธรรมะธรรมดาเท่านั้น แต่เป็นเรื่องที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์จัดขึ้น โดยพุทธบุตรที่เข้ามาในห้องประชุมแล้ว ห้ามมิให้ออกจากห้องประชุมเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ 9 วัน 16 วัน หรือหนึ่งเดือนเต็ม ใครที่ออกจากห้องอบรมแล้วห้ามกลับเข้ามาอีก การกินอยู่หลับนอน ล้วนเป็นเรื่องที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์กำหนดทั้งสิ้น อาหารที่รับประทานบางครั้งมีเพียงหัวผักกาดเค็มกับข้ามต้มเท่านั้น เก้าอี้ที่นั่งทั้งวันทั้งเดือนไม่มีท้าวแขนไม่มีพนักพิง ท่านธรรมอธิการหันอวี่หลิน (เหล่าเฉียนเหยิน) ได้กรุณาเล่าให้นักธรรมรุ่นหลังรับรู้ประสบการณ์ ครั้งที่ท่านได้เข้าเตาหลอม ขณะที่ยังเป็นนักธรรมผู้น้อยอยู่ว่า ผู้ที่เข้าอบรมยังคลางแคลงใจในเรื่องจิตญาณ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็โปรดเรียกผู้อบรมออกไปหน้าชั้น คนหนึ่งแซ่หลี อีกคนหนึ่งแซ่หลิน สิ่งศักดิ์สิทธิ์แสงบุญญานุภาพสับร่าง เปลี่ยนวิญญาณให้วิญญาณของคนแซ่หลี่ไปเข้าร่างของคนแซ่หลินและคนแซ่หลินไปเข้าร่างคนแซ่หลี่ เมื่อวิญญาณคนแซ่หลี่เข้าร่างคนแซ่หลินแล้ว สิ่งที่พูดออกมาก็คือเรื่องราวของคนแซ่หลี่ซึ่งพูดผ่านจากร่างของคนแซ่หลิน ผู้เข้าเตาหลอมต่างจึงยอมรับความเป็นจริงของญาณหรือดวงจิตที่มีอยู่ เพราะเหตุนี้ความมุ่งมั่นต่อธรรมจึงสูงส่งย่อมปฏิบัติงานธรรมด้วยความเชื่อมั่น แม้ชีวิตก็ยอมสละให้เพื่อวิถีธรรมอันวิเศษนี้ เตาหลอมนี้ได้จัดขึ้นในที่ต่างๆ มีชื่อเรียกต่างกันไป เช่นนี้นครเทียนจิน ตั้งเตาหลอมชื่อ ฉุนหยาง มีพุทธบุตรเข้ารับการหล่อหลอม 60 กว่าคน กำหนดเวลาเคี่ยวกรำ 16 วันเต็ม ที่นครเทียนจินอีกเช่นกันตั้งเตาหลอมชื่อ จื่อหยาง มีพุทธบุตรเข้ารับการหล่อหลอม 40 กว่าคนกำหนดเวลาเคี่ยวกรำ 9 วันเต็ม ปีพุทธศักราช 2482 ตรงกับหมินกั๋วปีที่ 28 เดือนสองที่นครปักกิ่ง จัดตั้งเตาหลอมใหญ่ชื่อว่า "ซุ่นเทียน" มีพุทธบุตรเข้ารับการหล่อหลอม 320 คนกำหนดเวลาเคี่ยวกรำหนึ่งเดือนเต็ม ที่เมืองจี้หนัน เตาหลอมชื่อ "หลี่ซู่เต้าเต๋อ" มีพุทธบุตรเข้ารับการหล่อหลอม 150 คน กำหนดเวลาเคี่ยวกรำ 15 วัน ที่อำเภอเจิ้งเจียโข่ว มีพุทธบุตรเข้ารับการหล่อหลอมร้อยกว่าคน และเตาหลอมอื่นๆ อีกมากมาย พุทธบุตรที่ได้รับการเคี่ยวกรำ อบรมบ่มเพราะแล้วจากเตาหลอมต่างๆ ไม่ว่าจะมากวันหรือน้อยวันกว่ากัน ต่างจะเกิความรู้สึกเป็นอย่างเดียวกันหมดคือ เกิดความศรัทธาจริงใจต่อภารกิจที่ตนพึงกระทำหน้าที่ต่อฟ้าดิน ต่างจึงตั้งปณิธานอันยิ่งใหญ่ ที่จะบุกเบิกแพร่ธรรมเจริญรอยตามพระโพธิสัตว์ ฉุดช่วยมวลมนุษย์ทั้งหลายให้ขึ้นสู่ธรรมนาวาด้วยเมตตาจิตอันสูงส่ง ครั้นถึงปีพุทธศักราช 2483 ตรงกับหมินกั๋วปีที่ 29 วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ทางจันทรคติ ซึ่งสาธุชนกำหนดให้เป็นวันเฉลิมพระอนุตตรธรรมเจ้าประจำฤดูใบไม้ผลิ วันนั้นพระธรรมาจารย์ได้เดินทางมายังนครเทียนจิน เข้าพำนักที่บ้านของนักธรรมฮั่วหย่งเซิ่ง ซึ่งได้จัดตั้งเป็นตำหนักพระแล้ว พระอนุตตรธรรมเจ้าก็โปรดประทับลง มีพระบัญชาให้พระธรรมาจารย์จัดตั้งเตาหลอมขึ้นอีก พระธรรมาจารย์จึงได้กราบวิงวอนต่อพระอนุตตรธรรมเจ้า ด้วยความห่วงใยสงสารศิษย์ทั้งหลายว่า "ลูกไม่อาจน้อมรับภาระธรรมอันใหญ่หลวงนี้ได้อีก ขอพระธรรมเจ้าทรงโปรดงดการจัดตั้งเตาหลอมเคี่ยวกรำด้วยเถิด" เมื่อพระธรรมาจารย์ทูลขอเช่นนั้น พระอนุตตรธรรมเจ้าจึงทรงโปรดว่า . "ถ้าเช่นนั้น ต่อแต่นี้ให้อาศัยฟ้าดินเป็นเตาหล่อหลอมไม่ต้องจัดตั้งเตาหลอมเป็นการเฉพาะอีก"
**************************