การรับสนองภารกิจแห่งสวรรค์นั้นย่อมจะต้องมีพระโองการสวรรค์ หากปราศจากพระโองการสวรรค์ก็ยากที่จะปฏิบัติงานใหญ่ของสวรรค์ที่จะกอบกู้เวไนยสัตว์ได้สำเร็จ ในครั้งบรรพกาล บรรดาศาสดาทั้งปวงต่างก็ได้รับพระโองการสวรรค์ ในการทำหน้าที่ชูช่วยพุทธบุตรให้พ้นจากทะเลทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ภารกิจของศาสดาทั้งหลายจึงสำเร็จ ธรรมกาลยุคขาวนี้ พระธรรมาจารย์กงฉังก็ทรงได้รับพระโองการสวรรค์ เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ให้พ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด กลับคืนสู่อนุตตรนิพพานเช่นกัน การรับพระโองการสวรรค์ เป็นเรื่องนี้มนุษย์ปุถุชนไม่อาจรับรู้ได้ด้วยนัยน์ตาเนื้อ เพราะฉะนั้นย่อมจะมีความคลางแคลง ไม่อาจปลงใจเชื่อได้ว่าเป็นความจริง ด้วยเหตุนี้ในหลายๆ ครั้งศาสดาแห่งบรรพกาลจึงแสดงพุทธานุภาพให้ปรากฎแก่สายตาของมนุษย์ปุถุชน เพื่อชูช่วยให้เวไนยสัตว์เหล่านั้นได้เกิดศรัทธาในธรรมะและสนใจบำเพ็ญเพื่อให้พ้นจากวัฎสงสาร พระธรรมาจารย์กงฉัง มีภารกิจงานธรรม เพื่อโปรดเทพพรหม คน วิญญาณ ทั้งสามโลก เพราะฉะนั้นพระองค์ จึงต้องเดินทางไกลขึ้นเหนือล่องใต้อยู่เสมอ ครั้งหนึ่ง พระองค์ประทับเรือเพื่อจะไปงานธรรมแห่งหนึ่ง ขณะที่เรือกำลังแล่นไปตามลำน้ำ ก็บังเกิดลมพายุใหญ่ ลูกคลื่นถาโถมจนเรือที่ประทับโคลงเคลงปิ่มน้ำ เป็นที่น่าหวาดเสียวยิ่งนัก แต่ในทันใดนั้นเอง แคมเรือทั้งสองข้างก็ปรากฏ กุ้ง ปลา สัตว์น้ำฝูงใหญ่ ว่ายน้ำรายล้อมเข้ามาประคองเรือไว้มิให้ล่ม จนเรือประทับแล่นเข้าหาฝั่งโดยปลอดภัย เมื่อถึงฝั่งแล้ว พระองค์ถึงกล่าวแก่สัตว์น้ำเหล่านี้ว่า "เอาละ พวกเจ้ากลับไปได้แล้ว" สัตว์น้ำเหล่านั้นจึงแหวกว่ายกระจายไปจากเรือ เหตุมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ มิใช่อื่นไกลเลย แต่เป็นเพราะคุณวิเศษอันศักดิ์สิทธิ์ แห่งพระโองการสวรรค์ที่พระองค์สนองรับอยู่นั่งเอง ครั้งหนึ่ง พระองค์ทรงโปรดบัญชาให้ท่านนักธรรมอาวุโส (เฉียนเหยิน) เดินทางไปแพร่ธรรมที่เกาะไต้หวัน สมัยนั้น เกาะไต้หวันยังป่าเถื่อนทุรกันดารยิ่งนัก จึงไม่มีใครกล้าไป พระธรรมาจารย์จึงกล่าวว่า "ไปเถอะ ที่ไต้หวันจะมีทุกสิ่งทุกอย่าง" นี่คือวาจาประกาศิตของพระธรรมาจารย์ และบัดนี้ทุกสิ่งทุกอย่างก็เป็นไปตามพระวาจาของพระองค์จริงๆ บัดนี้ไต้หวันมีแอบเปิ้ลสาลี่และอื่นๆ ที่ไม่เคยปลูกได้มาก่อนมีความอุดมสมบูรณ์ยิ่งประเทศหนึ่งและธรรมะก็เจริญแพร่หลาย จนกลายเป็นเกาะแกล้วแดนสวรรค์ไปตามวาจาประกาศิตของพระธรรมาจารย์ มีอยู่ครั้งหนึ่ง พระธรรมาจารย์โปรดประทานพระโอวาทอบรมปรมัตธรรมด้วยพระองค์เอง เพื่อให้ศิษย์ทั้งหลายเกิดปัญญา รู้สภาวะธรรมแท้คืนสู่กำเนิดเดิมแห่งตน ในครั้งนั้น มีศิษย์นักธรรมเข้าฟังกันล้นหลามจนเต็มทั้งห้องโถงใหญ่ชั้นบนและชั้นล่างของพุทธสถาน เมื่อพระธรรมาจารย์ปรากฎขึ้นเบื้องหน้า ทุกคนในที่ประชุมก็เงียบกริบ และพระองค์ก็เริ่มต้นอรรถาธิบายพระธรรม ทุกคนตั้งใจฟังเหมือนถูกตรึงอยู่กับที่ไม่มีใครยอมพลาดโอกาสแม้แต่จะกะพริบตา พระธรรมาจารย์เปี่ยมไปด้วยพระเมตตาธรรมอันหาที่เปรียบมิได้ ทรงแยกแยะ แจกแจงข้อธรรมทุกแง่ทุกมุมจนทุกผู้คนเกิดปิติในธรรมกันทั่วหน้า ต่างปลาบปลื้มที่ตนได้เกิดมาทันโอกาสพบพระวิสุทธิอาจารย์โปรดธรรมในกาลนี้ เมื่อพระธรรมาจารย์โปรดอรรถาธิบายธรรมจบลง คนที่สดับธรรมอยู่ชั้นบนก็ลงมาชั้นล่าง คนที่สดับธรรมชั้นล่างก็ถามคนที่ลงมาจากชั้นบนว่า "พวกท่านที่นั่งฟังอยู่ชั้นบน มีใครเป็นผู้บรรยายธรรมหรือ" คนชั้นบนก็ตอบว่า "พวกเราโชคดี พระอาจารย์ได้โปรดเอง" คนชั้นล่างได้ฟังก็ตกใจ ระล่ำระลักว่า "ท่านไม่ได้ฟั่นเฟือนไปนะ" คนชั้นบนก็ยืนยันชัดเจนว่า "พระอาจารย์โปรดเองจริงๆ จะพูดเป็นเล่นไปได้อย่างไร" ในครั้งนั้นเรื่องก็เป็นที่ประจักษ์กันว่า พระธรรมาจารย์ได้โปรดเมตตา แบ่งพระภาคให้โอกาสแก่ศิษย์นักธรรมทั้งหลายได้สดับธรรมจากพระองค์พร้อมกัน ทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ครั้งหนึ่ง พระธรรมาจารย์เดินทางไปโปรดชาวบ้านแถบชายทะเล ณ ที่นั้น ญาติธรรมได้จัดบ้านโบราณหลังใหญ่หลังหนึ่งเป็นที่พักรับรองพระธรรมาจารย์ ชายทะเลแห่งนี้มีนกทะเลเป็นจำนวนมากและพากันมาเกาะอาศัยอยู่บนหลังคาบ้านพักรับรอง พวกนกพากันส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวหนวกหูดังลั่น อีกทั้งถ่ายมูลเอาไว้เต็มหลังคาจนดูสกปรกเลอะเทอะไปทั่ว เมื่อพระธรรมาจารย์เห็นเช่นนั้น จึงรำพึงอกมาว่า "ขอให้ฝนตกใหญ่สักครั้งหนึ่งเถิด จะได้ชำระล้างขี้นกเหล่านี้ ให้หมดไปจากหลังคาบ้าน จะดีไม่น้อยทีเดียว" พระองค์มิได้คาดคิดเลยว่า พอจบคำรำพึงเท่านั้น ท้องฟ้าที่สว่างไสวอยู่พลันก็ปั่นป่วน คลาคล่ำไปด้วยเมฆสีดำหนาทึบ ชั่วอึดใจเดียวฝนก็เทลงมาอย่างแรง ตกอยู่พักเดียว ก็ชำระล้างขี้นกบนหลังคาบ้านพักจนสะอาดหมดจด เมื่อพระองค์เห็นดังนั้น ก็นึกตำหนิพระองค์ทันทีว่า "โอ เราจะต้องระวังวาจาให้ยิ่งกว่านี้ ครั้งนี้พลั้งไปพลั้งไป" พระธรรมาจารย์มีพระโองการสวรรค์อยู่กับพระองค์ ฉะนั้นเมื่อเอ่ยพระวาจามีพระประสงค์สิ่งใด สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายก็มิอาจขัดขืน จะต้องเร่งสนองตามพระโองการทันที ปีพุทธศักราช 2480 ตรงกับหมินกั๋วปีที่ 26 ในฤดูใบไม้ร่วง กองทัพญี่ปุ่นยาตราเข้ารุกรานประเทศจีน เหตุการณ์ครั้งนั้นมีชื่อเรียกในประวัติศาสตร์ว่า "สงครามหลูโกวเฉียว" การโจมตีของญี่ปุ่ม ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทุกแห่งที่กองทัพญี่ปุ่นผ่านไปมักถูกก่อกวนทำลาย ประชาชนประสบภัยสงคราม เดือดร้อนกันไปทั่ว สงครามยืดเยื้อเรื่อยมาจนถึงหมินกั๋วปีที่ 32 ครอบครัวของพระธรรมาจารย์ขึ้นอยู่ทางเมืองจี้หนิง ทนต่อภัยสงครามไม่ไหว จึงได้อพยพขึ้นไปยังนครเทียนจิน ก่อนที่ญี่ปุ่นจะยอมแพ้สงคราม ถอนทัพออกไปจากประเทศจีนในปีพุทธศักราช 2488 อนุตตรธรรมก็ได้แพร่หลายไปแล้วทั่วประเทศจีน คนที่ได้รับธรรมมีมากมายจนมิอาจนับได้ ทั้งนี้เพราะในระหว่างสงครามอันยาวนานถึง 8 ปี พระธรรมาจารย์และศิษย์นักธรรมทั้งหลายต่างมิได้รักตัวกลัวตายต่อภัยสงครามเลย ยังคงปฏิบัติภารกิจที่ทรงมีต่อเบื้องบนแพร่ธรรมไม่ย่อท้อ แม้ว่าภยันตรายจากสงครามจะคุกคามอยู่รอบตัวก็ตาม ความทุกข์ในครั้งนั้น ย่อมจะมีมากมายกว่าปกติหลายร้อยเท่าตัว บางครั้งขณะกำลังบรรยายธรรมอยู่ ลูกระเบิดก็ตกลงมาไม่ไกลนัก หรือบางครั้งทหารข้าศึกก็จู่โจมเข้ายึดพื้นที่ใกล้เคียง ท่ามกลางห่ากระสุน และสะเก็ดระบิดนับครั้งไม่ถ้วนพระธรรมาจารย์และนักธรรมผู้มุ่งมั่นปฏิบัติงานธรรมทั้งหลายก็รอดพ้นภยันตรายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ นอกจากภัยสงครามแล้ว มารก็ยังคอยก่อกวนทดสอบซ้ำเติมไม่วายเว้น แต่พระธรรมาจารย์และเหล่านักธรรมก็ใช้เมตตาธรรมและขันติธรรมสอบผ่านมาได้ทุกครั้ง ความเป็นไปในธรรมานุภาพของพระธรรมาจารย์ ได้เป็นที่ประจักษ์ในสายตาของนักธรรมรุ่นหลัง และสาธุชนทั่วไปกลายเป็นพลังเสริมสร้างให้บังเกิดศรัทธาความมุ่งมั่น ในอันที่จะบำเพ็ญธรรมอย่างมั่นคงต่อไป ทุกคนเชื่อในคำกล่าวที่ว่า "คนดีย่อมได้ดี" และที่ชัดเจนยิ่งนักก็คือ "ผู้ปฏิบัติธรรม ย่อมได้รับธรรมานุภาพเป็นเครื่องคุ้มครอง"
**************************