|
วันที่
13 กันยายน พ.ศ. 2498 หมินกั๋วปีที่ 44 เวลาหนึ่งทุ่มเศษ บนเทือกเขาอาลีซัน
สถานที่ท่องเที่ยวอันลือชื่อแห่งหนึ่งของไต้หวัน เจ้าของโรงแรมที่พักตากอากาศ
นายเลี่ยวซึสุ่ยและภรรยา คือนางเฉินจีนฟัง กำลังเตรียมตัวจะรับประทานอาหารเย็นกันอยู่ในครัวด้านหลังเรือนพัก
ทันใดนั้น ก็ปรากฎร่างที่เคลื่อนไหวได้ขนาดใหญ่กว่าคนธรรมดาร่างหนึ่ง
ถลันเข้ามาในบริเวณลานหลังบ้านแล้ววิ่งพล่านวนเวียนอยู่ไม่ยอมหยุด
เนื่องจากขณะนั้นเป็นเวลาค่ำสองสามีภรรยาจึงมองไม่เห็นว่าเป็นอะไรกันแน่
จึงรีบไปจุดตะเกียงส่องดู จึงได้เห็นว่าเป็นกวางดาวตัวใหญ่ตัวหนึ่ง
เมื่อแสงตะเกียงส่องสว่างให้เห็นกันทั้งสองฝ่าย ทั้งคนและกวางแล้ว
กวางตัวนั้นก็หยุดวิ่ง มันคุกเข่าลงเบื้องหน้าคนทั้งสองน้ำตาไหลพราก
ท่าทีนั้นแสดงให้เห็นว่ามันกำลังวิงวอนขอความช่วยเหลือ สองสามีภรรยาพินิจดูเห็นว่ากวางตัวนี้เป็นกวางที่กำลังตั้งท้องใกล้จะคลอดแต่บริเวณท้องมีบาดแผลและเลือดสด
ๆ กำลังไหลปรี่ออกมาไม่ขาดสาย คะเนว่าเป็นผลจากคมอาวุธของนายพราน
สองสามีภรรยาเป็นคนใจบุญ แม้กวางจะเป็นเพียงสัตว์ตัวหนึ่งก็ตาม
เขาก็ไม่อาจทนเห็นมันเจ็บปวดหรือตายไปต่อหน้าต่อตาได้ ทั้งสองจึงปรึกษากันว่าจะใช้วิธีห้ามเลือดอย่างไร
แต่ยังไม่ทันที่จะทำอย่างไรต่อไป ทันใดนั้นชายฉกรรจ์ชาวเขาคนหนึ่งก็วิ่งทะเล่อทะล่าเข้ามาในที่พัก
เขาร้องถามว่าเห็นกวางบาดเจ็บตัวหนึ่งหนีมาทางนี้หรือเปล่า คนที่ทำร้ายแม่กวางตัวนั้น
คือ นายพรานชาวเขาคนนี้นี่เอง สองสามีภรรยาตั้งใจแล้วว่าจะช่วยแม่กวางตัวนี้ไว้แต่จะบอกปัดไปว่าไม่เห็นก็คงไม่ได้
เพราะชายผู้นี้คงไม่เชื่อและไม่ละความพยายามที่จะค้นหา ทั้งสองจึงคิดหาวิธีที่แยบคายมาใช้
ชาวเขามีนิสัยชอบดื่มเหล้า ทั้งสองจึงรีบจัดสุราอาหารออกมาเลี้ยงดูให้อิ่มหนำ
เขาดื่มกินด้วยความพอใจจนลืมเรื่องกวางไปชั่วขณะ สองสามีภรรยาเห็นโอกาสเหมาะจึงเอาเงินใส่บงไปในกำมือของเขาอีกสองร้อย
แล้วพูดว่า "กวางตัวนั้นพี่ชายเป็นคนล่า ก็ต้องเป็นของพี่ชาย
แม้มันจะวิ่งเข้ามาในบ้านของเรา เราก็ต้องคืนให้พี่ชายถูกไหมเพราะพี่ชายต้องการล่าไปขาย
แต่ตอนนี้มันได้รับบาดเจ็บมากและก็ท้องแก่เสียด้วย เอาอย่างนี้ก็แล้วกันนะ
สองร้อยเหรียญนี้เราขอซื้อกวางตัวนั้นกับพี่ชายก็แล้วกัน" นายพรานชาวเขานิ่งอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง
จะดึงดันไม่ขายก็พูดไม่ออก เพราะตัวก็รับเลี้ยงสุราอาหารของเขาไปแล้ว
อีกทั้งอัธยาศัยใจคอของเจ้าของบ้านทั้งสองก็น่านับถือดี จึงพยักหน้าเก็บเงินสองร้อยเหรียญเข้าพกแล้วลากลับไป
เมื่อชายผู้นั้นกลับไปแล้ว สองสามีภรรยาก็รีบออกไปดูอาการของแม่กวาง
เห็นว่าเลือดจากบาดแผลยังคงไหลปรี่ไม่หยุด จึงรีบไปเชิญสัตวแพทย์ประจำหมู่บ้านมาโดยเร็ว
หมอจัดการห้ามเลือด ทำความสะอาดบาดแผล ใส่ยา เย็บปากแผลให้ สองสามีภรรยาก็ช่วยกันจัดพื้นที่หลังบ้านให้กว้างพอสำหรับเป็นที่พักฟื้นของแม่กวางได้
และตั้งใจว่าเมื่อแม่กวางแข็งแรงดีแล้วจะปล่อยเข้าป่าตามเดิม
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้รู้ไปทั่วหมู่บ้านในเวลาอันรวดเร็ว ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่าง
ๆ บ้างก็ชมว่าสองสามีภรรยาเป็นคนดีมีจิตเมตตา บ้างก็ว่าโง่ เสียเงินไม่เข้าเรื่อง
ปล่อยเข้าป่าไปไม่ตายมันก็ถูกฆ่าถูกจับอีก แต่ใครจะพูดอย่างไรก็ตาม
ทั้งสองก็ยังตั้งใจมุ่งมั่นที่จะพยาบาลดูแลจนกว่าแม่กวางจะแข็งแรง
ในหมู่บ้านนั้นมีผู้ชายสันหลังยาวอยู่ 2 คน คนหนึ่งชื่อว่าอู๋ฉุนอีกคนหนึ่งชื่อ
เฉินลิ่ง ทั้งสองไม่มีสัมมาอาชีพ วัน ๆ คิดแต่จะหากลวิธีจับแพะชนแกะ
หรือฉวยโอกาสได้เงินมาง่าย ๆ เท่านั้น พอชายทั้งสองรู้เรื่องแม่กวางเข้า
ฮู๋ฉุนก็พูดกับเฉินลิ่งว่า "กูไม่คิดว่าในโลกยังมีคนโง่อย่างนี้อีก
กวางน่ะมันมีไว้ให้คนกิน เนื้อกวางน่ะอร่อยสะบัดไปเลย มึงว่ามันโง่ไหมเสียเงินไปเปล่า
ๆ ตั้งสองร้อยแล้วยังเสียค่ารักษาพยาบาล ค่าหมอ ค่ายาอีก ถ้าเป็นกูน่ะหรือ
เรียบร้อยไปแล้ว" "ถ้าเป็นกูละก็ กูจะขายต่อได้กำไรแหง ๆ " เฉินลิ่งตอบรับสนับสนุน
"ได้ยินว่าพอรักษาหายแล้วจะปล่อยมันเข้าป่าไป" เฉินลิ่งพูดต่อไป
"กูว่าเราคอยจ้องให้ดีเมื่อไรที่มันปล่อยเข้าป่า เราก็ตามไปจับเอามาฆ่าแบ่งกัน
กินดีไหม" "เข้าท่า เข้าท่า" อู๋ฉุนตบเข่าดังฉาดเห็นด้วย "ไม่ใช่อร่อยอย่างเดียวนะโว้ย
เพิ่มพลังอีกด้วย" ว่าแล้วทั้งสองก็หัวเราะชอบใจ มีความสุขกับลาภปากที่หวังไว้บนความเจ็บปวดของผู้อื่น
บาดแผลของแม่กวางหายวันหายคืนจากการดูแลเป็นอย่างดีของสองสามีภรรยาผู้ใจบุญ
เช้าวันนั้นทั้งสองลงมาเปิดประตูรั้วหลังบ้าน บอกอำลาแม่กวาง
แล้วเดินนำออกไปส่งที่เชิงเขาหลังบ้าน แม่กวางหันหลังกลับมามองสองสามีภรรยาอีกครั้งหนึ่ง
เหมือนจะบอกถึงความรู้สึกขอบคุณ และกล่าวอำลาก่อนที่จะเดินทางจากไป
สองสามีภรรยารู้สึกตื้นตัน จึงรีบหันหลังเดินกลับเข้าบ้านโดยมิได้นึกฝันว่า
ห่างออกไปในป่าเพียงอีกไม่กี่ก้าวชายใจทมิฬสองคนกำลังดักซุ่มอยู่ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
แม่กวางไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจระวังภัย มันเพิ่งเดินจากคนใจบุญออกมาเดี๋ยวนี้ด้วยความอาลัย
แต่ในทันใดนั้นก็ถูกจับ มีดแหลมคมอันยาวปักลึกลงไปกลางลำคอของมันเจ็บแปลบเสียววาบ
เนื้อของมันถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนทันทีที่ใต้ต้นไม้ใหญ่นั้น
วันรุ่งขึ้น ชายใจทมิฬทั้งสองยังจงใจเข้าไปหาสองสามีภรรยาเจ้าของที่พัก
ทำท่ากระหยิ่มยิ้มย่องเพื่อจะเย้ยหยันว่าสองสามีภรรยานี้แท้จริงโง่เง่านัก
เขาบอกว่า เมื่อเช้าวานนี้เขาจับแม่กวางได้ตัวหนึ่งที่ใต้ต้นไม้ใหญ่
ท้องแก่เสียด้วยเนื้อมันอร่อยอย่าบอกใครเชียว สองสามีภรรยาได้ฟังก็ใจหายวาบ
น้ำตาร่วงด้วยความสงสาร นึกโทษตัวเองที่ไม่ควรปล่อยแม่กวางกลับไปเลย
เวลาหนึ่งปีผ่านไป ชาวบ้านบนภูเขาลีซันเริ่มลืมเรื่องราวของแม่กวางไปแล้วมีแต่สองสามีภรรยาเท่านั้นที่ยังสะท้อนใจถึงแม่กวางที่น่ารักน่าสงสารตัวนั้นอยู่บ่อย
ๆ สำหรับชายใจทมิฬทั้งสองนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย ทั้งคู่เคยทำกรรมชั่วอยู่เสมอ
จนแม้ความโหดเหี้ยมทารุณที่เคยทำต่อแม่กวางท้องแก่ ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่หาความสำคัญไม่ได้เลยเรื่องหนึ่งเท่านั้น
เขาลืมมันหมดสิ้น ค่ำวันหนึ่ง คู่หูทั้งสองกลับจากบ่อนพนัน ความเหนื่อยอ่อนที่อดหลับอดนอนมาแล้วทั้งคืน
ทั้งวัน บวกกับระยะทางผ่านป่าที่เดินมาไกลพอสมควร ทำให้ทั้งสองอยากจะนั่งพักสักครู่
ที่ตรงนั้นเป็นโคนต้นไม้ใหญ่ต้นเดียวกับที่เขาฆ่าแม่กวางเมื่อปีกลายนั่นเอง
ทั้งสองนั่งลงแล้วเริ่มถกเถียงกันถึงเรื่องใครได้ใครเสียในบ่อนการพนัน
ฉับพลัน ฟ้าที่แดงสลัวก็กลับกลายเป็นมืดทะมึน เสียงฟ้าคะนองเลื่อนลั่น
ลมฝนกระหน่ำลงมาทันทีอย่างไม่รั้งรอทั้งสองต้องหลบฝนอยู่ใต้ต้นไม้อย่างไม่มีทางเลือก
เสียงดังเปรี้ยงพร้อมกับแสงสว่างจ้าของสายฟ้า แม่นเหมือนจับวางอย่างเจาะจง
ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นถูกฟ้าผ่าออกเป็นสองซีก ซากชายใจทมิฬทั้งคู่กระจุยไหม้เกรียม
วันนั้นเป็นวันครบรอบปีที่แม่กวางวิ่งหนีเข้ามาขอความช่วยเหลือจากสองสามีภรรยาพอดี
นี่คือผลกรรม สัจธรรมกำหนดไว้ว่า กรรมดีกรรมชั่วมิได้ดับสูญเพียงแต่ผลสะท้อนจะปรากฎช้าหรือเร็วเท่านั้น
เลี่ยวซึสุ่ยและเฉินจีนฟังสองสามีภรรยา ทำความดีโดยมิได้หวังผลตอบแทน
แต่ผลของกรรมดีนั้นก็ได้สนองให้เขาเจริญรุ่งเรืองขึ้น แขกที่มาเที่ยวพักผ่อนบนภูเขาอาลีซัน
ส่วนมากจะมาพักที่โรงแรมของเขา ยิ่งกว่านั้น ทั้งสองยังมีสุขภาพสมบูรณ์ขึ้นอย่างประหลาด
ลูก ๆ ก็ฉลาด สติปัญญาดี และเจริญเติบโตเป็นคนมีหน้ามีตาในสังคมอยู่จนบัดนี้
|