|
ปีหมินกั๋วที่
12 (พ.ศ. 2466) ที่มณฑลเจียงเป่ย อำเภอไท่ซิ่ง มีนักเลงหัวไม้คนหนึ่งชื่อ
ซือชิ่งจง ชายผู้นี้ไม่ทำงานทำการอันใดเลย ชอบแต่จะรีดไถชาวบ้าน
คุมสมัครพรรคพวกหาเหตุตีรันฟันแทงกันเป็นประจำ ชาวบ้านชาวเมืองเห็นเข้าก็ขยาย
พากันหลบหลีกไปเหมือนได้เผชิญกับเสือร้าน ปีนั้นซือชิ่งจงเกิดล้มป่วยลง
อาการหนักจนถึงขั้นนอนรอความตาย ลมหายใจของเขาเบามากจะขาดมิขาดแหล่เหมือนเปลวเทียนในแรงลม
ขณะนั้น หลวงพ่ออวิ๋นสุ่ยถอดจิตล่องลอยมากลางอากาศเมื่อผ่านมาเห็นเข้า
ด้วยเมตตาธรรมของท่านในการโปรดสัตว์ จึงได้นิมิตให้เห็นตรงหน้าเตียงของซือชิ่งจง
ท่านได้โปรดว่า "เจ้ามีกรรมหนัก เพราะชาตินี้ได้ทำความชั่วร้ายไว้มาก
บัดนี้ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องไปรับผลกรรมนั้นแล้ว ก่อนที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายของเจ้าจะสิ้นไป
ขอให้เจ้าทำใจให้บริสุทธิ์สำนึกในความผิดที่แล้วมาเสีย มิฉะนั้นตายไปแล้วเจ้าจะต้องไปเกิดเป็นหมู"
ซือชิ่งจงเองก็รู้ตัวว่าคงอยู่ไปได้อีกไม่นาน เมื่อได้ยินพระคุณเจ้าโปรดเช่นนั้นก็รู้สึกสำนึกผิด
เกิดความหวาดกลัวที่จะต้องไปเกิดเป็นหมู แต่ขณะนี้ทุกอย่างดูจะสายไปเสียแล้ว
เขาพยายามดึงมือข้างหนึ่งออกมาจากใต้ผ้าห่ม ยกขึ้นหว่างอกเป็นการแสดงความสำนึก
พระคุณเจ้าอวิ๋นสุ่ยเห็นเช่นนั้นก็ทราบด้วยญาณวิเศษ ท่านกล่าวขึ้นว่า
"น่าเสียดายที่เจ้ายกมือข้างเดียวขึ้นไหว้พระ เจ้ายังคงไม่พ้นจากการไปเกิดเป็นหมู
กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์โดยแท้ แต่ถึงอย่างไรก็ตามมือซ้ายของเจ้าที่ยกขึ้นไหว้พระเป็นเครื่องหมายของบุญกุศล
มือข้างนี้มีข้อยกเว้น จิตสำนึกในวินาทีสุดท้ายก็จะช่วยให้เจ้าพ้นไปจากการถูกฆ่า"
หลังจากนั้นไม่กี่วัน ซือชิ่งจงก็พาเอากรรมชั่วที่สร้างไว้กลับไป
ความตายของซือชิ่งจงเป็นที่ยินดีของชาวบ้านชาวเมืองไท่ชิงเป็นอย่างยิ่ง
แล้วทุกคนก็พากันลืมเขาไปเสียสิ้นนอกจากจะเอ่ยถึงเรื่องราวของความชั่วร้ายต่าง
ๆ เท่านั้น วันที่เจ็ดหลังจากซือชิ่งจงตาย เพื่อนบ้านของเขานายไช่ต้าจู้
เอะอะโวยวายขึ้นด้วยความแปลกใจว่า แม่หมูที่เขาเลี้ยงไว้ไฉนจึงได้ลูกประหลาดออกมาตัวหนึ่ง
ลูกหมูตัวนี้ขาซ้ายหน้าของมันมีลักษณะเป็นมือของคนชัด ๆ ไม่เพียงแต่จะมีนิ้วทั้งห้าครบถ้วน
ยังมีลักษณะใหญ่เล็กสั้นยาวเป็นนิ้วหัวแม่มือ นิ้วกลาง นิ้วก้อย
เหมือนคนไม่มีผิด อีกทั้งเล็บก็เสมอเรียบเช่นเดียวกับเล็บของคน
ชาวบ้านพากันมาดูลูกหมูประหลาดตัวนี้ ทุกคนต่างนึกขึ้นได้ว่าญาติของนักเลงหัวไม้ซือชิ่งจงเคยเล่าความฝันที่ซือชิ่งจงเคยเล่าให้ฟังก่อนตายที่ว่า
"
น่าเสียดายที่เจ้ายกมือข้างเดียวขึ้นไหว้พระ เจ้ายังคงไม่พ้นจากการไปเกิดเป็นหมู
มือข้างนี้มีข้อยกเว้น"
ข่าวกการกลับชาติมาเกิดเป็นหมูของซือชิ่งจง แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว
เป็นข้อธรรมะที่ประจักษ์ชัดว่า "กรรมเป็นเครื่องจำแนกสัตว์ดังนี้"
ครอบครัวของนักเลงซือชิ่งจง ก็รู้ข่าวการเกิดของลูกหมูประหลาดตัวนั้น
พ่อแม่ลูกเมียของซือชิ่งจงได้รับความอัปยศอดสูยิ่งนัก ที่เห็นใครต่อใครพากันมาดูลูกหมูตัวนั้นแล้ววิพากษ์วิจารณ์กัน
ทั้งยังเรียกลูกหมูตัวนั้นว่า ซือชิ่งจงอีกด้วย ทุกคนรู้ดีว่าการเวียนว่ายตายเกิดในชาติกำเนิดสี่ชีวิถีหกนั้นมีแน่
และเชื่อว่าลูกหมูตัวนั้นคงเป็นซือชิ่งจงกลับชาติมาเกิดใหม่จริง
จึงขอซื้อลูกหมูตัวนั้นจากนายไช่ต้าจู้ โดยสมนาคุณให้ในราคาค่อนข้างสูง
หลังจากนั้นก็นำไปฝากเลี้ยงไว้ที่สวนเมตตา (ปล่อยสัตว์) วัดเป่าฮว่า
ตัวเมืองเซี่ยงไฮ้ จะว่าไปก็แปลกนัก ทุกครั้งที่มีคนไปอนุโมทนาบุญชมดูสัตว์ต่าง
ๆ ที่คนซื้อมาปล่อย ลูกหมูตัวนั้น จะวิ่งแทรกหลบหน้าหลบตาผู้คนอยู่ในฝูงหมูเหมือนคนที่เกิดความละอายในความผิดของตน
ฉะนั้นจึงเพิ่มความมั่นใจให้แก่ผู้พบเห็นยิ่งขึ้นว่า ลูกหมูตัวนั้นคือ
ซือชิ่งจงมาเกิดจริง ๆ
|