|
สมัยเด็ก
ๆ ข้าฯ มักจะฉวยโอกาสลอบเข้าไปในห้องโถง ทุกครั้งที่พ่อเข้าไปราชการงานในเมือง
หรือไปเยี่ยมเยียนเพื่อน ๆ ร่วมกรม แอบไปชื่นชมกับมีดดาบเล่มนั้นของพ่อเสมอ
ดาบเล่มนั้น วางอยู่บนแท่นบูชาบรรพชนแห่งตระกูลของเรากลางห้องโถงใหญ่
ข้าฯ จะต้องเลื่อนเก้าอี้ที่แท่นบูชามาเป็นฐานยืนขึ้นไปจึงจะมองเห็นได้
มันเป็นดาบที่หนักมาก ไม่มีฝักด้ามจับพันด้วยเส้นด้ายสีดำอย่างเหนียวแน่น
ห่วงเล็ก ๆ ตรงท้ายด้ามมีด้ายสีแดงผูกเป็นพู่ทิ้งเป็นพวงยาว
ช่างเหมือนกับพู่ที่คล้องบนคอด้านหน้าของม้า ที่พ่อขี่ยิ่งนัก
หลายครั้งที่ข้า ฯ ลองยกมันขึ้น แต่ก็ไม่สำเร็จ ในตอนนั้นข้าฯ
มีความรู้สึกว่า มันคือสิ่งที่มีเดชานุภาพอยู่เหนืออธรรมและโทษทัณฑ์ทั้งหลาย
มันเป็นสัญญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์ และมีอำนาจอันน่าเกรงขาม
สมัยที่เรียนอยู่ชั้นประถมที่โรงเรียนข้างบ้าน ข้าฯก็มักจะแอบพาเพื่อน
ๆ ร่วมเรียนตัวเล็กตัวน้อย ไปดูมีดดาบเล่มนั้นที่บ้านเสมอ ข้าฯแนะนำดาบเล่มนั้นแก่เพื่อน
ๆ ด้วยความภูมิใจว่าดาบเล่มนี้ชื่อว่า "ดาบฟ้าดินพระยาถัง" (ถังโหวเฉียนคุนตา)
แน่นอน ข้าฯ ไม่ลืมที่จะอวดน้ำหนักของมันด้วย คนที่จะยกมันขึ้นได้มีอยู่คนเดียวเท่านั้น
คือ "พระยาถังดาบใหญ่" พ่อของข้าพเจ้าเอง งานราชการที่จวนว่าการอำเภอ
เป็นตำแหน่งสืบทอดจากปู่มาถึงพ่อ ดาบเล่มนั้นก็เช่นกัน ต่างกันแต่ว่าชั้นแรกที่ท่านข้าหลวงอำเภอสั่งให้ช่างเหล็กตีดาบเล่มนี้นั้น
ท่านให้ชื่อดาบแต่เพียงสั้น ๆ ว่า ดาบฟ้าดิน (เฉียนคุนตา) ต่อมาเนื่องจากพ่อรับสืบทอดตำแหน่งของปู่
ท่านข้าหลวงอำเภอคนใหม่จึงได้โปรดตั้งชื่อดาบให้เต็มยศว่า "ดาบฟ้าดินพระยาถัง"
ซึ่งไม่เพียงแต่เป็นการประกาศเกียรติคุณของตระกูลถัง ยังเป็นการยอมรับความห้าวหาญของ
"ดาบพระยาถังใหญ่" อีกด้วย ปกติพ่อจะเป็นผู้ฝึกหน่วยขี่ม้านำจับ
แต่เมื่อมีคำสั่งงานประหารตกลงมา พ่อก็จะต้องเตรียมตัวด้วยการอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด
ถือศีลกินเจก่อนสามวัน จุดธูปบูชาเทพเจ้าทุกเช้าเย็น ภาวนาขออย่าได้เอาบาปเอาโทษในงานประหาร
ซึ่งเป็นหน้าที่ราชการเลย เช้าวันประหาร พ่อจะต้องตื่นก่อนฟ้าสาง
สวมเสื้อผ้าชุดขาว ถุงเท้ารองเท้า คาดผ้าประจำตระกูล ยกดาบขึ้นพาดบ่า
เดินอาด ๆ ก้าวพ้นธรณีบ้านออกไป นอกประตูบ้านจะมีพนักงานผู้รับบัญชาจากที่ว่าการอำเภอมาคอยอยู่
เขาจะร้องทักเป็นธรรมเนียมอย่างเคยว่า "อรุณสวัสดิ์ท่านถัง ขออภัยที่ทำให้ท่านต้องลำบาก"
พ่อจะตอบรับ "อือม์" ในลำคอแล้วก้าวขึ้นหลังม้าตัวใหญ่ ที่มีผู้จูงมารอรับอยู่ก่อนแล้ว
ม้าทั้งสองตัวเดินตามกันไปช้า ๆ ออกจากประตูเมืองไปอีกห้าลี้มุ่งสู่แดนประหาร
พ่อไม่เคยอนุญาตให้ข้าฯ ติดตามไปดูการประหารที่แดนประหารเลย
สำหรับเรื่องราวความเป็นไปต่าง ๆ เกี่ยวกับแดนประหาร ข้าฯ เพิ่งได้รู้ได้รับฟังเอาเมื่ออายุ
19 ปีนั้น ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ข้าฯ เข้าคุก และได้ยินเอ้อปังจื่อเพื่อนร่วมคุกเล่าให้ฟัง
เหตุที่ต้องเข้าคุกครั้งนั้น เป็นเหตุบังเอิญจริง ๆ คืนนั้นข้าฯ
กับเฉินจิ้นเพื่อนนักเรียนร่วมรุ่นที่รักสนิท ร่วมดื่มกันตามลำพังสองคน
ตกดึกเราแยกย้ายกันกลับบ้าน เช้าวันรุ่งขึ้น ปรากฎว่าเฉินจิ้นเป็นผีเฝ้าคูน้ำอยู่ตรงประตูเมืองทางทิศตะวันตกเสียแล้ว
เด็กบริการที่ร้านเหล้า เป็นพยานรู้เห็นว่า ก่อนตายเฉินจิ้นดื่มอยู่กับข้าฯ
ตามลำพังเพียง 2 คน ข้าฯ ไม่มีพยานหลักฐานอะไรมาเป็นข้อแก้ตัวได้เลย
จึงต้องรับโทษไปทั้ง ๆ ที่ไม่ผิด เคราะห์ดีที่พ่อได้รับการยกย่องจากท่านข้าหลวงอำเภอ
โทษที่ตัดสินจึงไม่หนัก อีกทั้งตัดสินบนหัวหน้าผู้คุมบ้าง วันเวลาสองปีจึงผ่านไปไม่สู้ลำบากนัก
แต่ผลที่ได้คือ ข้าฯ ได้รู้จักคบหากับเพื่อนร่วมคุกหลายจำพวก
มีทั้งพวกงัดแงะขโมยเล็กขโมยน้อย ตัดช่องย่องเบา ดักปล้น ดักจี้
ทั้งปล้นปล้อนทรัพย์ ปล้นสวาท อีกครั้งหนึ่งที่ข้าฯ ต้องเข้าคุก
ก็คือผลพลอยได้จากการติดคุกครั้งแรกนี่เอง เรื่องราวทั้งหลายจะว่าไปยืดยาว
เอาเป็นว่าเมื่อออกจากคุกแล้ว พ่อก็ไม่ต้องตั้งความหวังว่าข้าฯ
จะเป็นนักศึกษาที่ดี เป็นบัณฑิตในอนาคตได้ เพียงแต่หวังว่าข้าฯ
จะได้เรียนหมัดมวยวิทยายุทธ เพื่อสืบทอดตำแหน่งการงานของพ่อ
วันหนึ่งในฤดูร้อนปีนี้ ข้าฯ รับคำสั่งของพ่อให้นำบัตรเชิญไปมอบให้อดีตที่ปรึกษาท่านข้าหลวงอำเภอ
ขณะที่ข้าณ เดินผ่านร้านน้ำชาอวี้หลี่พอ ก็ได้พบกับเอ้อปังจื่อ
เพื่อนร่วมคุกครั้งแรก เราจึงชวนกันไปนั่งที่อวี้อิงเหลาในเมืองระหว่างเสพสุราอาหารอยู่นั้น
เอ้อปังจื่อเกิดสายตาไม่กินกันกับหนุ่มโต๊ะถัดไป หนุ่มนั้นบังเอิญเป็นลูกเขยของขุนนางองครักษ์ฝ่ายวังพูดจาแขวะกันไปแขวะกันมาก็ลุกขึ้นลงไม้ลงมือ
ทั้งสองคนคะนองกำลังพอกันจึงไม่ยอมลดราแก่กัน โต๊ะเก้าอี้ถ้วยชามในร้านเสียหายนับไม่ถ้วน
ข้าฯ เกรงว่าเพื่อนจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ จึงคว้าม้านั่งข้างตัวขึ้นตั้งท่าเหมือนพ่อจะบั่นคอนักโทษ
แล้วข้าฯ ก็ฟาดม้านั่งตัวนั้นลงไปบนก้านคอคู่ต่อสู้ของเพื่อนทันที
เขายืนโงนเงนแล้วก็ล้มฟาดลง เสียงคนที่มองดูร้องเอะอะโวยวาย
ข้าฯ กับเอ้อปังจื่อยืนตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง พอได้สติก็กระโจนพรวดจะหลบหนีไป
เอ้อปังจื่อฝีเท้าว่องไวหลบแผล็บเดียวก็หายไป ส่วนข้าฯ นั้นยังคงละล้าละลังจึงถูกกลุ่มชนรุมจับ
และชี้ตัวว่าเป็นผู้ลงมือสังหาร กว่าข้าฯ จะรู้ว่าผู้ตายเป็นใคร
คำพิพากษาโทษก็ตกลงมาพอดี อักษรตัวใหญ่สีแดงที่เขียนอยู่บนหัวกระดาษเหมือนรูปมังกรเพลิงที่กางเขี้ยวเล็บอย่างดุร้าย
คือคำว่า "ประหาร" แต่ละขีดเส้นของตัวอักษร เหมือนฆ้อนเหล็กที่กระหน่ำลงมาบนจิตวิญญาณอันเปราะบางของข้าฯ
สามเดือนที่ผ่านมา ข้าฯกินไม่ได้นอนไม่หลับจนร่างกายซูบผอมไม่เป็นสารรูป
ถังสงคนรับใช้ที่บ้านมาเยี่ยมข้าฯ หลายครั้ง ได้เล่าเรื่องราวของโลกภายนอกให้ฟังบ้าง
พ่อสวดมนต์ภาวนาทุกวัน ไม่มีแก่ใจปฏิบัติงานราชการได้แต่รอวันที่จะมาถึง
หลังจากที่บั่นคอข้าฯ แล้ว พ่อก็จะเก็บดาบคืนไปสู่ความสันโดษในป่า
น่าสงสารครอบครัวสกุลถังของเรา ที่ซื่อสัตย์สุจริตต่อแผ่นดินมาโดยตลอด
มาบัดนี้จะต้องสูญสิ้นผู้สืบสกุล ชาวบ้านร้านตลาดพากันโจษจันเรื่องนี้ด้วยความรู้สึกเสียดายแทน
หนึ่งนาฬิกาย่างเข้าวันใหม่ไม่นาน ถังสงคนใช้ที่บ้านก็มาหา เขาส่งเสื้อผ้าชุดสีขาวและอาหารมา
ข้าฯ ไม่รู้รสอาหารเหล่านั้นเลย ตักใส่ปากไปสองสามคำแล้วก็หยุด
ประมาณตีสามพ่อก็มาถึง แก้มทั้งสองของท่านผอมตอบ คิ้วขมวดเข้าหากันตลอดเวลา
ดวงตาทั้งสองข้างปราศจากประกายความมั่นใจเช่นวันก่อน ๆ เราพ่อลูกกอดกันร้องไห้
พ่อบอกว่า "ครอบครัวสกุลถังของเราคงด้อยบุญวาสนา กำหนดให้ต้องไร้ผู้สืบสกุล
เมื่อเป็นเจตนาของสวรรค์ จะโทษใครที่ไหนได้" ผู้คุมถือหนังสือคำสั่งมาเบิกตัวข้าฯ
ข้าฯ คุกเข่าลงกราบพ่อ แล้วค่อย ๆ เดินลากโซ่ตรวนอันหนักอึ้งไปสู่แดนประหาร
เมื่อข้าฯ ถูกคุมตัวมาถึงกลางลานประหาร ขอบฟ้าทางทิศตะวันออกเริ่มเป็นสีขาวเหมือนท้องปลา
แซมด้วยเมฆยามเช้าที่จับด้วยแสงอรุณประปราย น้ำค้างในยามเช้าซึมเข้าไปในเสื้อผ้าเนื้อหยาบตัวโคร่งของข้าฯ
จนเปียกชื้น ข้าฯ ก้มหน้า ได้กลิ่นกรุ่น ๆ ของต้นหญ้าและเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่
ซึ่งเพิ่งผ่านการซักมาใหม่ๆ ความเย็นยะเยือกเริ่มที่ปลายเท้า
แผ่ซ่านขึ้นมาทั่วตัว ข้าฯ ชนลุกสะท้าน คงเป็นฤดูใบไม้ร่วงแล้ว
ข้าฯ คิด ใช่แล้ว มันเป็นฤดูที่คาบเกี่ยวกันระหว่างความเป็นและความตาย
ความเงียบครอบคลุมอยู่ทั่วบริเวณจนดูเหมือนได้ยินเสียงใบหญ้าอ่อนผลิพ้นขึ้นมา
เสียงแมลงในฤดูใบไม้ร่วงกระซิบกระซาบพึมพำกัน งานประหารวันนี้เกรียวกราวไปทั่วเมืองเอี๋ยนอัน
ภายนอกรัศมี 30 ก้าวรอบลานประหารเบียดเสียดไปด้วยผู้คนแน่นขนัด
เชื่อว่าทุกคนรู้ว่าเช้าตรู่วันนี้เป็นการเงื้อดาบครั้งสุดท้ายในชีวิตของ
"พระยาถังดาบใหญ่" และผู้ที่จะสังเวยคมดาบครั้งสุดท้าย คือ ลูกชายคนเดียวของเขานั่นเอง
ถังสงคนรับใช้ที่บ้านเคยมาเล่าให้ฟังว่า ท่านข้าหลวงอำเภอเคยเสนอว่าจะเปลี่ยนมือเพชรฆาตใหม่
แต่พ่อยืนยันว่าท่านจะลงมือเอง พ่อเรียนท่านข้าหลวงอำเภอด้วยน้ำตาคลอว่า
"ลูกไม่รักดีถือกำเนิดจากข้าฯ ก็ควรจะจบลงด้วยข้าฯ' ขณะนี้พ่อได้ยืนอยู่เบื้องหน้าข้างซ้ายมือของข้าฯ
แล้ว ข้าฯ สามารถมองเห็นพ่อค่อย ๆ ยกมือที่พลิกจับด้ามดาบเงื้อขึ้นไปทางด้านหลัง
ดาบซึ่งข้าฯ ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ชื่อว่า "ดาบฟ้าดินพระยาถัง"
พู่ห้อยสีแดงของมันทิ้งตัวลงแกว่งไกว ช่างเหมือนกับพู่ที่คล้องอยู่บนคอด้านหน้าของม้าที่พ่อขี่ยิ่งนัก
|