|
แต่ก่อนยังมีเศรษฐีคนหนึ่ง
มีข้าทาสบริวารหลายสิบคน คอยช่วยเหลือรับใช้กิจการต่าง ๆ เศรษฐีเคยบอกกับบริวารทั้งหลายว่า
"ขอเพียงแต่พวกเจ้าตั้งใจทำงาน รับผิดชอบในหน้าที่ภายหน้าเราจะไม่ดูดายพวกเจ้าเป็นแน่"
ในเหล่าข้าทาสบริวารนั้น มีบางคนก็ขยันขันแข็งเสมอต้นเสมอปลาย
บางคนก็ขยันบ้างขี้เกียจบ้างสลับกันไป ส่วนบางก็คนก็ตามอารมณ์
เขาเหล่านั้นนั้นต่างคิดว่า "เราทำงานให้มากเท่าไร เราก็ได้เงินเดือนเท่านั้น
เราหวังแค่ทำเท่าไรได้เท่านั้น เราไม่สนใจว่าภายหน้าเศรษฐีจะตกรางวัลเท่าไร"
แต่มีอยู่คนหนึ่งกลับคิดว่า "เราทำงานให้เศรษฐีเพื่อปากเพื่อท้อง
ความสัมพันธ์ระหว่างเรา เปรียบได้ดังฮ่องเต้กับขุนนาง หากฮ่องเต้มีคุณธรรม
ขุนนางย่อมซื่อสัตย์ ซึ่งเป็นหลักของกฎคุณธรรม สัมพันธ์ ทุกวันนี้เศรษฐีตอบแทนเราไม่เบา
ถือว่ามีคุณธรรมครบถ้วนแล้ว แม้หากเราจะเห็นแก่ได้ ไม่คำนึงถึงคุณธรรมของเศรษฐีช่วยกิจการงานโดยขาดความจงรักภักดี
เราก็จะขาดคุณสมบัติเบื้องต้นของความเป็นคนไปสิ้น" ด้วยเหตุที่เขาผู้นั้นรู้จักคิดดังนี้
ทุกขณะเวลาเขาจึงทำการงานด้วยความขยันหมั่นเพียร นอกจากเงินค่าตอบแทนแรงงานที่เขาควรได้รับจากเศรษฐีแล้ว
ในความรู้สึกของเขา ๆ คิดว่าได้รับสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดทั้งสิ้น
นั่นคือคำว่า "ซื่อสัตย์จงรักภักดี" เวลาผ่านไปหลายปี ความประพฤติปฏิบัติของเขาก็เป็นที่ชื่นชมของเศรษฐี
เนื่องด้วยเศรษฐีมีอายุย่างเข้าวัยชรา และยังไม่มีลูกไว้สืบสกุล
จึงรับเขาไว้เป็นบุตรบุญธรรม ทั้งยังยกธิดาสาวคนเดียวของตนให้เป็นคู่ครอง
และยกทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ให้ครอบครองอีกด้วย เขาผู้นั้นจากฐานะอันต่ำต้อยยากไร้
กลับกลายเป็นเจ้าของสมบัติมหาศาล ได้รับความสุขสมบูรณ์ชั่วชีวิต
เรื่องนี้หากประเมินกันทางโลกก็จะคิดว่า คนผู้นั้นบังเอิญบุญพาวาสนาช่วย
รวยเพราะบังเอิญ หากจะพิจารณาให้ดีแล้ว ผลนั้นเกิดแต่การกระทำ
แล้วส่งเสริมด้วยเจตนาแห่งสวรรค์ เหตุเพราะเขาผู้นั้นมีความซื่อสัตย์จงรักเป็นคุณสมบัติ
สวรรค์จึงประทาน
|