|
ในรัชสมัยเฉียนหลง
แห่งราชวงศ์ชิง ที่มณฑลเจียงซู อำเภออู๋สี ยังมีชายสูงอายุผู้หนึ่งแซ่กู้
แกมีลูกชายคนหนึ่งชื่อว่าเหลียนฝั่ง แต่น่าเสียดายที่ลูกชายคนนี้หัวทึบโง่เง่า
แม้ว่าจะมีความมานะหมั่นเพียรศึกษาอย่างไร พอเรียนผ่านไปก็ลืมหมด
จนอายุได้สิบสี่ปีแล้วก็ยังเรียนอะไรไม่ได้ผล เมื่อบิดาเห็นว่าเข็นไม่ไหวจริง
ๆ แล้ว ก็ส่งตัวลูกชายให้ไปหัดค้าขายที่ข้านของญาติผู้หนึ่ง
ที่เมืองเจียงซู มีธรรมเนียมแปลกกว่าเมืองอื่นอยู่อย่าง คือ
ใครก็ตามที่มาหัดงานค้าขายจะต้องทำหน้าที่กวาดบ้าน เช็ดโต๊ะ
หุงข้าว งานจิปาถะ และข้อสำคัญคือต้องล้างถังส้วมทุกวัน (คนสมัยนั้นไม่ใช้ส้วมขุดแต่งใช้ถังรองรับ)
เด็กหนุ่มเหลียนฝั่งเคยมีแต่ความสะดวกสบายทุกอย่างที่บ้าน ดังนั้นพอทำงานได้วันเดียวก็หนีกลับบ้าน
พอบิดารู้เข้าก็โกรธเรียกตัวมทาอบรมสั่งสอน และถามว่า "ให้เรียนหนังสือก็เรียนไม่ได้ดี
งานหนักก็ไม่เอา งานเบาก็ไม่สู้ แล้วจะเอาอย่างไรกันแน่" "พ่อครับ
ผมไม่อยากล้างถังส้วม" เหลียนฝั่งพูดพร้อมกับคุกเข่าลงไป "ผมจะพยายามเรียนใหม่
จะขยันเรียนยิ่งขึ้นอีก ผมจะสอบให้ได้ จะตอบแทนพระคุณของพ่อแม่ให้ได้
"
เมื่อบิดาเห็นบุตรชายมีความมุ่งมั่นจริงจัง และมีจิตสำนึกกตัญญูเช่นนี้
จึงไม่ส่งตัวลูกกลับไปหัดงาน และได้เชิญอาจารย์มาสอนหนังสือใหม่แก่ลูกอีก
จากนั้นเป็นต้นมา เด็กหนุ่มเหลียนฝั่งก็ตั้งหน้าตั้งตาเรียนอย่างหามรุ่งหามค่ำ
ดึกดื่นเที่ยงคืนก็ยังคงนั่งท่องตำราอยู่ใต้แสงตะเกียง พอง่วงก็รีบลุกไปใช้น้ำเย็นล้างหน้า
ใช้เหล็กแหลมทิ่มหน้าขาของตัวเองให้เจ็บ ตาสว่างแล้วก็อ่านต่อไป
ทำเช่นนี้อยู่ทุกคืน แต่พอเช้าวันรุ่งขึ้น อาจารย์ให้ท่องให้ฟัง
เหลียนฝั่งก็จำอะไรไม่ได้เลย จนอาจารย์อยากจะร้องไห้ เพราะสอนหนังสือมานานยังไม่เคยพบลูกศิษย์ที่หัวทึบอย่างนี้มาก่อน
วันหนึ่ง อาจารย์จึงเข้าไปพบชายสูงอายุ บิดาของเด็กหนุ่ม แล้วกล่าวว่า
"ข้าพเจ้าได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่แล้ว บุตรชายของท่านก็มีความตั้งใจดีเป็นที่สุด
แต่การสอนการเรียนก็ยังไม่เป็นผล จะพยายามต่อไปก็ไร้ประโยชน์
."
เมื่อชายชรารู้ว่า อาจารย์จะละทิ้งการสอนบุตรชายของแกไป น้ำตาก็ร่วงพรู
แกคุกเข่าลงอ้อนวอนอาจารย์ขอให้อดทนต่อไป เป็นภาพที่น่าสงสารจับใจยิ่งนัก
เพราะนั่นคือการแสดงออกของพ่อที่มีความรักและความปรารถนาดีต่อลูกอย่างจริงใจ
เป็นอันว่าอาจารย์ก็ต้องใช้ความพยายามสอนต่อไป ในปีที่นั้นฝนฟ้าไม่ตก
เมืองเจียงซูเกิดภาวะแห้งแล้ง ข้าวยากหมากแพง มีคนอดตายกลาดเกลื่น
ชายชรารู้สึกเวทนาสงสารคนยากจนทั้งหลายยิ่งนัก อยากจะซื้อข้าวมาแจกจ่ายช่วยเหลือ
แต่ฐานะของตนเองก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักของมีค่าต่าง ๆ ก็ค่อย
ๆ ขายไปเป็นค่าเล่าเรียนของบุตรชายแทบหมดสิ้นแล้ว จะยังเหลืออยู่ก็แต่ภาพวาด
ซึ่งเป็นของเก่าแก่ภาพหนึ่ง บังเอิญชายชรารู้มาว่า เศรษฐีคนหนึ่งในเมืองชอบสะสมภาพวาด
จึงอยากจะขายภาพให้แก่เศรษฐีเพื่อนำเงินที่ขายได้มาช่วยเหลือคนยากจน
ครั้นจะนำไปขายเองก็กระอักกระอ่วนใจ อีกทั้งไม่รู้จักเศรษฐีผุ้นั้นเป็นการส่วนตัวด้วย
จะทำบุ่มบ่ามเข้าไปได้อย่างไร ระหว่างกำลังคิดไม่ตกอยู่นั้น
เฉาจั้วเอ้อชายเพื่อนบ้านมีอาชีพขายภาพเขียนรู้เรื่องเข้า ก็เข้ามาขันอาสาจะช่วยนำไปขายให้
ชายชราจึงบอกแก่ชายเพื่อนบ้านว่า "ภาพเขียนเก่าแก่ภาพนี้ ควรจะขายได้พันหนึ่งหรือสองพันตำลึง
แต่เพื่อที่จะนำเงินมาช่วยเหลือคนยากจน หากผู้ซื้อจะเกี่ยงราคาให้เพียงสองร้อยตำลึง
ข้าพเจ้าก็จำเป็นจะต้องขาย" ชายเพื่อนบ้านรับภาพเขียนเก่าแก่นั้น
แล้วรีบตรงไปหาเศรษฐี เขาบอกแก่เศรษฐีว่า "ภาพนี้เจ้าของเขาเสียดายมาก
แต่อยากได้เงินไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย จึงต้องตัดสินใจขาย หวังว่าเศรษฐีจะได้ร่วมกันทำบุญให้ราคาดีสักหน่อย
"
เศรษฐีรู้สึกซาบซึ้ง ในการกระทำของเจ้าของภาพมาก อีกทั้งภาพนั้นก็งดงามล้ำค่าเป็นที่ถูกใจยิ่งนัก
จึงรับไว้ทันทีแล้วกล่าวว่า "อันที่จริงภาพนี้มีค่าเพียงหนึ่งพันตำลึง
แต่เพื่อการบุญการกุศลเราจะเพิ่มให้อีกเท่าตัวเป็นสองพันตำลึง
เอ้า นี่เงินสองพันตำลึงท่านนับดู" เฉาจั้วเอ้อรับเงินสองพันตำลึงมานับด้วยความดีใจ
ระหว่างทางที่เดินกลับบ้าน เฉาจั้วเอ้อเกิดความคิดขึ้นวูบหนึ่งว่า
ชายชราบอกไว้ว่าถ้าจำเป็นสองร้อยก็ยอมขาย นี่เราขายได้ตั้งสองพัน
ฉะนั้นส่วนที่เกินออกมาน่าจะเป็นของเราจึงจะถูกต้อง เรื่องอะไรจะต้องคืนให้เต็มจำนวน
คิดดังนั้นแล้วพอกลับมาพบชายชรา เฉาจั้วเอ้อก็แสร้างทำท่าฮึดฮัดไม่พอใจ
หาว่าเศรษฐีขี้เหนียว จะซื้อไว้ในราคาเพียงร้อยตำลึงเท่านั้น
เขาต้องขอร้องอยู่นานจึงจะได้มาสองร้อยตำลึง ซ้ำยืนยันว่าเขาไม่ได้หักไว้เป็นส่วนตัวเลย
แม้แต่น้อย แม้ชายชราจะรู้สึกว่าขายได้ไม่สมราคา แต่เหตุการณ์เฉพาะหน้าบังคับเช่นนี้ก็ต้องตัดใจ
พอรับเงินแล้วก็รีบไปซื้อหาข้าวสารมาแจกจ่ายให้คนยากคนจนทันที
อีกทั้งชักชวนให้คนมีเงินร่วมกันทำบุญด้วย การกระทำของชายชราในครั้งนั้น
ช่วยให้คนพ้นจากการอดตายมากมาย ส่วนเฉาจั้วเอ้อชายเพื่อนบ้าน
เมื่อยักยอกเงินจำนวนนั้นไปแล้วก็กินไม่ได้นอนไม่หลับ อึดอัดละอายใจ
แต่ก็ไม่กล้าพอที่จะไปรับสารภาพต่อชายชรา ในที่สุดก็ล้มเจ็บ
และตายไปในเวลาต่อมา ภรรยาของเขาได้แต่ร้องห่มร้องไห้ ข้าวปลาอาหารก็กินไม่ลง
บางครั้งก็นั่งเหม่อเลื่อนลอย นางได้รับความทุกข์เป็นอย่างยิ่ง
คืนหนึ่ง นางก็ฝันไปว่า เฉาจั้วเอ้อกลับมาที่บ้าน ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล
เขาบอกแก่นางว่า "ข้าถูกยมบาลทุบตีด้วยไม้พลองอย่างสาหัส เพราะยักยอกเงินหนึ่งพันแปดร้อยตำลึงของชายชราแซ่กู้
ที่ตั้งใจจะให้เป็นทานแก่คนอดอยาก นับเป็นบาปอันมหันต์ พญายมไม่เพียงแต่จะส่งข้าไปสู่นรกอเวจี
(ชั้นที่ 18 ที่เป็นชุมลึกที่สุด มือที่สุดและทารุณที่สุด) ทั้งยังสาปให้ตระกูลเฉาของเราขาดสิ้นเชื้อสาย
เมียเอ๋ยข้าต้องขอโทษเจ้า หากไม่ใช่เพราะความโลภของข้า เราก็คงไม่ต้องรับกรรมอย่างนี้
ท่านยมบาลยังบอกอีกว่า ชายชราใจดีขายทรัพย์สมบัติมาช่วยเหลือคนยากจน
ต่อไปลูกชายของแกจะสอบได้เป็นนักศึกษาหลวง ตอนมีชีวิตอยู่จงจำไว้อย่าทำความชั่วร้าย
ขาดสิ้นเชื้อสายอย่างเรา จะเอาอะไรไปกราบขอโทษบรรพบุรุณได้"
พอพูดจบก็มีลมยะเยือกวูบหนึ่งพัดมา เฉาจั้วเอ้อก็จากไปพร้อมกับเสียงร้องไห้
ภรรยาของเฉาจั้วเอ้อเล่าความฝันนี้ให้ใครต่อใครฟัง ผู้ฟังบางคนกลับหัวเราะแล้วแย้งว่า
"เป็นไปได้ยังไง ลูกชายตาเฒ่ากู้น่ะโง่จะตาย ไม่มีวันเสียหรอกที่จะสอบได้
ส่วนเจ้านั้นมีลูกชายอยู่แล้วถึงสองคน จะขาดสิ้นเชื้อสายได้อย่างไร"
แต่ว่าใครจะเชื่อหรือไม่เชื่ออย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นอีกไม่ถึงหนึ่งปี
ภรรยาและบุตรชายทั้งสองของเฉาจั้วเอ้อก็มีอันเป็นล้มตายไปจนหมดสิ้น
ทุกคนจึงเริ่มจะเชื่อว่าความฝันนั้นมีทางเป็นไปได้ แต่สำหรับเรื่องบุตรชายของชายชรา
จะสอบเป็นนักศึกษาหลวงได้นั้นยังเป็นเรื่องเหลือเชื่ออยู่ ในปีนั้น
เด็กหนุ่มเหลียนฝั่งอายุได้สิบเจ็ดปีแล้ว เขาถูกเปลี่ยนครูสอนมาแล้วนับไม่ถ้วน
แต่การเรียนก็ยังไม่ดีขึ้นเลย ทุกครั้งที่ครูตั้งหัวข้อวิทยานิพนธ์ให้เขาลองเขียน
สมองของเขาก็จะตื้อตันไปหมด คืนวันนั้นก็เช่นกัน เขานั่งอยู่ที่โต๊ะเขียนหนังสือใต้แสงไฟ
พยายามบีบเค้นมันสมองเท่าไรก็ไม่ได้ผล ความง่วงวูบหนึ่งผ่านเข้ามา
เขาจึงฟุบลงกับโต๊ะแล้วเคลิ้มไป ในความเลือนลางนั้น เขาเห็นใครคนหนึ่งถือถาดใส่หัวใจสด
ๆ ที่เต้นตุ้บ ๆ ตรงเข้ามา ส่วนมือขาถือมีดปลายแหลม เหลียนฝั่งคลับคล้ายคลับคลาว่า
เคยเห็นท่านผู้นี้ที่ไหนมาก่อน แล้วก็นึกได้ว่าเคยเห็นในหนังสือนั่นเอง
ท่านคือเหงินขุย เทพเจ้าประจำดาวธง ซึ่งทำหน้าที่กำหนดวิทยะฐานะของคนทั้งหลาย
แต่ท่านมาทำอะไรข้างล่างนี่ ขณะที่เหลียนฝั่งกำลังฉงนสนเท่ห์อยู่นั้น
โดยไม่ทันตั้งตัวท่านเทพเจ้าเหวินขุยก็เสียบมีดกลางอกของเขา
เหลียนฝั่งตกใจสุดขีดร้องลั่น กลางอกของเขาถูกแหวะออกเป็นโพรงแต่แปลกที่ไม่เจ็บเลย
ท่านเทพเจ้าเหวินขุยล้วงมือลงไปในช่องอก ควักเอาหัวใจของเขาออกมา
แล้วนำหัวใจที่ใส่มาในถาดบรรจุเข้าไปแทนที่ ลูบมือไปมาปิดปากแผลให้
แล้วทุกอย่างก็เป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาก่อน เสร็จแล้วท่านก็หายออกไปทางประตูโดยมิได้กล่าวว่าอะไร
เหลียนฝั่งรู้สึกตัวตื่นขึ้น ตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะยังคงส่องสว่างอยู่
ไม่เห็นท่านเทพเจ้าเหวินขุย แต่ได้ยินเสียฝีเท้าที่ไกลออกไป
เขายกมือขึ้นทาบอก หัวใจยังคงเต้นเหมือนเดิม แต่ที่ประหลาดก็คือ
เขาเหลือบเห็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ที่วางกางอยู่บนโต๊ะ พลันก็เกิดความรู้สึกว่าช่างง่ายดายเหลือเกิน
ยกภู่กันขึ้นได้ก็เขียนเอาเขียนเอาจนจบชั่วเวลาไม่นาน วันรุ่งขึ้น
อาจารย์ได้เรียกตัวเขามาอบรมหลังจากอ่านวิทยานิพนธ์ของเขาจบลง
"การเขียนวิทยานิพนธ์ จะต้องมีแนวความคิดของตัวเอง ไม่ใช่คัดลอกเขามาอย่างนี้"
"กระผมเขียนเองจริง ๆ ขอรีบ
" เหลียนฝั่งยืนยันและพยายามจะชี้แจงต่อ
"ยังจะโกหกอีก" อาจารย์โกรธจนยกไม้บรรทัดขึ้นจะตี เพราะวิทยานิพนธ์บทนั้น
จะเป็นเชิงวิเคราะห์หรือโวหารก็ดี ล้วนอยู่ในขั้นของผู้ทรงคุณวุฒิเท่านั้นที่จะเขียนได้
เด็กโง่อย่างเหลียนฝั่งจะทำได้อย่างไร เหลียนฝั่งคุกเข่าลงกับพื้นขอให้อาจารย์อย่าโกรธ
"ถ้าอาจารย์ไม่เชื่อ ก็ลองตั้งหัวข้อวิทยานิพนธ์ให้กระผมเขียนใหม่ซิขอรับ"
เหลียนฝั่งเสนอ อาจารย์ก็เห็นด้วย เมื่อวิทยานิพนธ์ฉบับที่สองเขียนจบลง
อาจารย์ถึงกับอ้าปากตาค้างทั้งตื่นเต้นและยินดีระคนกัน อาจารย์พูดกับเหลียนฝั่งว่า
"อาจารย์ไม่อาจจะสอนเธอได้อีกต่อไปแล้ว เพราะปัญญาความรู้ของเธอเลิศล้ำ
จนอยู่ในขั้นที่จะเป็นอาจารย์ของอาจารย์ได้ทีเดียว" จากวันนั้นมาปัญญาของเหลียนฝั่งก็แตกฉานยิ่งขึ้น
ตำราทุกเล่มเพียงอ่านผ่านตาก็จำได้แม่นยำ ชายชราเห็นบุตรชายเปลี่ยนไปเช่นนั้น
ก็ปลื้มปิติยิ่งนัก เชิญอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิยิ่งขึ้นมาแนะนำการเรียน
อีกทั้งส่งเสริมให้บุตรชายไปร่วมสอบ ไม่กี่ปีต่อมาเหลียนฝั่งก็สอบได้เป็นนักศึกษาหลวง
ทั้งที่อายุยังไม่ครบยี่สิบปี เมื่อสอบได้เป็นนักศึกษาหลวงแล้ว
ยังได้รับตำแหน่งเป็นราชเลขาอีกด้วย เนื่องด้วยเขาเป็นขุนนางยุติธรรมมือสะอาด
ต่อมาจึงได้เดินทางไปรับตำแหน่งผู้ตรวจการมณฑลกันซู่ ชีวิตราชการของเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อย
ๆ เป็นที่อบอุ่นร่มเย็นแก่ประชาชนทั่วหน้ากัน ในวัยชรา เขาก็ได้ลาออกจากราชการกลับมาสู่บ้านเกิด
ใช้ชีวิตสงบสบายกับเรือกสวนไร่นา เนื่องจากเขาเป็นคนมีความรู้และสูงส่งด้วยเกียรติคุณ
คนที่เคารพนับถือเขาจึงมีมากมาย เป็นบัณฑิตชราที่น่านับถือที่สุดในมณฑลเจียงซู
ชั่วชีวิตของเขารุ่งเรืองราบรื่น เป็นศรีแก่วงศ์ตระกูลตลอดมา
จนตราบเท่าทุกวันนี้ บ้านใดสร้างสมความดี ย่อมมีเหตุมงคลเกินประมาณ
บ้านใดสร้างสมความไม่ดี ย่อมมีเหตุวิบัติเกินประมาณ ข้อความนี้เป็นสัจธรรมที่จารึกไว้ในคัมภีร์อี้จิง
นับพัน ๆ ปีมาแล้ว กรรมดีกรรมชั่วที่ตัวทำไว้ ไม่เพียงแต่จะให้ผลดีผลชั่วแก่ตัวเท่านั้น
แต่จะมีผลไปถึงลูกหลานด้วย ดังตัวอย่างเรื่องนี้
|