|
ในรัชสมัยเสียนเฟิงแห่งราชวงศ์ชิง
ในเมืองหยังโจว ยังมีนายทวารผู้เฝ้าประตูจวนที่ว่าการคนหนึ่งชื่อหวังสี
เป็นคนชอบทำบุญให้ทานอยู่เสมอ คนที่รู้จักเขาจะกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่าหวังสีเป็นคนดี
แต่โดยไม่คาดฝัน วันหนึ่งเขากลับล้มเจ็บหนักโดยไม่รู้สาเหตุของโรค
ไม่ว่าจะหาหมอหรือหาพระหาเจ้าที่ไหนมารักษา อาการเจ็บป่วยก็ยังไม่ทุเลาลง
ซ้ำร้ายกลับทรุดหนักลงไปอีก จนในที่สุดก็เหลือแต่ลมหายใจแผ่ว
ๆ เท่านั้น วันหนึ่ง ในขณะที่หวังสีกำลังอยู่ในอาการครึ่งฟื้น
ครึ่งสลบอยู่นั้น พลันก็ปรากฎยมทูตหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวสองตนตรงเข้ามาหา
พร้อมกับกรรโชกว่า "ไป ไปกับข้า" แม้ว่าหวังสีจะหวาดกลัวยิ่งนัก
แต่ก็ไม่กล้าขัดขืน ได้แต่เดินตามไปโดยดี เดินไปเป็นหนทางไกลจนมาถึงประตูเมืองของหยังโจวทางด้านทิศตะวันตก
และพอมาถึงหน้าประตูศาลพระกาฬประจำเมือง ยมทูตก็ผลักหวังสีเข้าไปในศาล
เขาแลเห็นบรรยากาศภายในศาลอึมครึม น่ากลัวยิ่งนักสองฟากมียมทูตยืนเรียงรายอยู่
ด้วยอาการกระเหี้ยนกระหือเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ หวังสียิ่งกลัวหนักเข้าจนแทบสิ้นสติ
ทันใดนั้น ยมทูตก็ลากตัวหวังสีมาแล้วร้องตวาดด้วยเสียงอันดังว่า
"เบื้องหน้าองค์พระกาฬทำไมไม่กราบ" หวังสีเข่าอ่อนทรุดฮวบลงกับพื้นดังโครม
เสียงผู้พิพากษาโทษรายงานต่อพระกาฬว่า "อันที่จริงชายผู้นี้หมดอายุแล้ว
แต่เมื่อยี่สิบปีก่อนเขาเคยช่วยชีวิตคนไว้สองคน ตามหลักแล้วควรจะให้เขาต่ออายุไปได้อีกสิบสองปี
ไม่ทราบว่าท่านพระกาฬจะโปรดประการใด" พระกาฬมองดูหวังสีอยู่ครูหนึ่ง
แล้วจึงหันไปถามผู้พิพากษาโทษว่า "เมื่อยี่สิบปีก่อนเขาช่วยชีวิตคนไว้อย่างไร"
ผู้พิพากษาโทษทูลตอบว่า "ครั้งนั้น ขณะที่กองกำลังของไท่ผิงเทียนกั๋ว
(ชาวจีนที่มีอุดมการณ์จะสร้างประเทศจีนขึ้นใหม่ ให้เป็นเมืองสวรรค์สันติ
โดยโค่นล้มราชวงศ์ชิงของชาวแมนจูเสียก่อน) ยาตราทัพถึงแม่น้ำเจียงอิน
วันหนึ่ง หวังสีเดินทางมาถึงริมฝั่งน้ำ ก็แลเห็นหญิงชราและสาวน้อยนางหนึ่งนั่งร้องไห้อยู่ริมทาง
หวังสีจึงเดินเข้าไปถาม ถึงสาเหตุที่นางทั้งสองต้องมานั่งร้องไห้ด้วยความเศร้าโศกเสียใจอย่างนี้
หญิงชราจึงตอบพลางสะอื้นพลางว่า นางเป็นแม่นมของหญิงสาว หญิงสาวเป็นธิดาของนายอำเภอ
แต่เนื่องด้วยบ้านเมืองเกิดการจราจล จากกองทัพอุดมการณ์ไท่ผิงเทียนกั๋ว
นายอำเภอผู้เป็นบิดาของหญิงสาวถูกหัวหน้าอุดมการณ์คือหงซิ่วเฉวียนฆ่าตาย
นางทั้งสองหนีรอดมาได้ระหกระเหินมาถึงที่นี่ แต่ไร้ญาติขาดมิตรไม่มีบ้านที่อาศัยพักพิง
ฉะนั้นจึงรู้สึกเศร้าโศกเสียใจเช่นนี้" หวังสีได้ฟังเรื่องราวแล้วรู้สึกเห็นใจสงสาร
จึงซักไซ้ต่อไปจนได้รู้ว่า นายกองภาษีแห่งเมืองนี้เป็นเพื่อนของนายอำเภอผู้ตาย
ซึ่งเป็นบิดาของหญิงสาว หวังสีจึงนำนางทั้งสองเดินทางไปทีที่ทำการกองภาษี
นายกองภาษีก็รับนางทั้งสองไว้ในความอุปการะด้วยความเต็มใจ เท่ากับหวังสีได้ช่วยชีวิตของนางทั้งสองไว้
เมื่อพระกาฬฟังความจบลง ก็ตรวจสอบดูสมุดบัญชี คนเป็นคนตายเพื่อดูความถูกต้อง
แล้วจึงพยักหน้าลงบัญชาตัดสินว่า "ปล่อยหวังสีกลับไป" พอสิ้นคำบัญชา
ยมทูตก็นำหวังสีออกจากบัลลังก์ศาลพระกาฬย้อนกลับทางเดิมมา พอเดินมาได้ครึ่งทางทันใดนั้น
ท้องฟ้าก็ครืนครันลมฝนกระหน่ำอย่างแรง จนหวังสีตัวเปียกปอนหนาวสั่น
หวังสีรู้สึกตัวตื่นขึ้นด้วยความหนาว พอลืมตาก็เห็นตัวเองนอนอยู่บนเตียงในบ้านของตนอย่างเดิม
ไม่เห็นมีศาลพระกาฬหรือยมทูตที่ไหนเลย แต่หลังจากนั้น อาการป่วยโดยไร้สาเหตุของเขาก็ทุเลาและหายเป็นปกติ
โดยไม่ต้องเยียวยารักษาแต่ประการใด หวังสีมานึกทบทวนดูเหตุการณ์เมื่อยี่สิบปีก่อน
เป็นความจริงที่เขาเคยช่วยเหลือหญิงสองคน มันเป็นเพียงเรื่องง่าย
ๆ ที่ไม่ได้ลงทุนลงแรงอะไรเลย มีเพียงเมตตาจิตอันแท้จริงเป็นที่ตั้งเท่านั้น
แต่ผลของกรรมดีกลับตอบแทนเขามากมายได้ถึงเพียงนี้ จากนั้นมาหวังสีผู้ชอบทำบุญให้ทานก็ยิ่งศรัทธากับการสร้างบุญกุศลยิ่งขึ้น
การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ผู้อื่น แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย
เช่นจูงคนตาบอดข้ามถนน เก็บเปลือกกล้วยบนพื้นซึ่งอาจจะทำให้ใครเหยียบลื่นล้ม
หรือเก็บเศษแก้วเก็บก้นบุหรี่ที่จะเป็นอันตรายต่อใครได้ด้วยเมตตาจิตเป็นที่ตั้งเหล่านี้ล้วนเป็นกรรมดีซึ่งมีให้ทำได้อยู่เสมอ
พระอริยเจ้าทั้งหลายตรัสไว้ว่า "อย่าเห็นว่ากุศลผลบุญนั้นเล็กน้อยจึงได้ทำ
และอย่าทำเพราะคิดว่าบาปกรรมนั้นเพียงนิดเดียว"
|