บ า ป ก ร ร ม
ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
ตอนที่ 17....เด็กข้างถนน
คืนวันหนึ่ง เมื่อ พ.ศ. 2504 ข้าพเจ้าได้ไปในงานศพภรรยาของเพื่อนที่คุ้นเคยรักใคร่นับถือกันมาก คืนนั้นมีสวดอภิธรรมหน้าศพ เจ้าภาพได้ตั้งศพไว้ที่บ้าน ข้าพเจ้าไปถึงก่อนพระสงฆ์จะมาสวดพระอภิธรรม หลังจากนำดอกไม้สดและธูปเทียนเข้าไปทำความเคารพศพตามประเพณีแล้ว ก็ออกมานั่งสนทนากับเจ้าภาพและเพื่อน ๆ ส่วนมากเป็นผู้ที่คุ้นเคยกันมาก่อนที่ชานบ้าน ซึ่งเจ้าภาพจัดเก้าอี้ไว้สำหรับแขก จากนั้นแขกซึ่งจะมาเยี่ยมศพ และฟังสวดพระอภิธรรมต่างก็แต่งกายไว้ทุกข์ ค่อยทยอยกันเข้ามาในบ้านทั้งชายและหญิง บ้างก็มีพวงหรีด บ้างก็มีช่อดอกไม้สด บางท่านก็มีพวงมาลัยมาด้วย เพื่อนข้าพเจ้าผู้เป็นเจ้าภาพกุลีกุจอออกไปต้อนรับและนำไปต้อนรับและนำไปห้องตั้งศพเพื่อทำความเคารพ ข้าพเจ้ากำลังนั่งคุยกับเพื่อนสามสี่คนด้วยเรื่องชีวิตเก่า ๆ พอดีเห็นเจ้าภาพนำชายผู้หนึ่ง อายุล่วงเข้าปัจฉิมวัยแล้ว แต่ยังแข็งแรงท่าทางสง่าและแสดงว่าเป็นผู้มีใจดีเดินเข้ามา ข้าพเจ้าได้ยินแต่หางเสียงเจ้าภาพแต่ไกลบอกว่า "โน่น เดี๋ยวผมจะแนะนำให้" ข้าพเจ้ามองดูด้วยความสงสัย ไม่ช้าเจ้าภาพได้นำชายผู้นั้นเดินเข้ามาที่ข้าพเจ้านั่งอยู่ และแนะนำขึ้นว่า "ท่านผู้นี้อยากพบอยากรู้จัก เพราะสนใจในหนังสือ" ข้าพเจ้ากล่าวขอบคุณท่านผู้นั้น เจ้าภาพได้แนะนำให้รู้จักทั่วกัน และเชิญให้ท่านนั่งร่วมสนทนากับข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ ถึงเรื่องต่าง ๆ รู้สึกว่าเราเข้าใจและสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว หลังจากได้สนทนากันนานพอควรแล้ว ท่านผู้นั้นก็เอ่ยขึ้นว่า "ผมมีเรื่องแปลกและเป็นคติอยู่เรื่องหนึ่ง แทบไม่น่าเชื่อแต่ผมได้ประสบมาด้วยตนเอง จึงอยากจะพบคุณเพื่อเล่าเรื่องนี้ให้คุณฟัง ครั้งแรกผมตั้งใจจดบันทึกแล้วส่งไปให้คุณ แต่พอจะเริ่มลงมือเขียนไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร บังเอิญได้พบคุณในงานนี้ผมดีใจมาก เพราะผมจะได้มีโอกาสถ่ายทอดเรื่องนี้ให้คุณไปเพราะมันอัดอยู่กับผมมานานแล้ว ตั้งแต่ได้อ่านหนังสือของคุณ ผมจึงคิดได้ว่า เรื่องของผมถ้าไม่มอบให้คุณมันจะไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้น" ความจริงเรื่องนี้มันเกิดขึ้นมานานแล้ว คือ วันหนึ่งผมไปหาเพื่อนที่บางลำภูประตูใหม่ ด้วยธุระบางอย่าง ขากลับเดินมาทางสะพานผ่านฟ้า พอขึ้นสะพานได้พบเด็กชายขายสลากกินแบ่งรัฐบาลกำลังชูสลากร้องขายว่า "เหลือใบเดียวครับ ใบเดียว ๆ ๆ ครับ" พอผมเห็นเด็กจึงเกิดนึกขึ้นได้ว่า ตอนจวนสว่างคืนนั้นผมเกิดฝันว่า ผมได้พบพระสงฆ์องค์หนึ่งขณะกำลังเดินไปที่แห่งหนึ่งพระองค์นั้นครองจีวรเรียบร้อยเป็นสง่าน่าเคารพนับถือ และมีเด็กคนหนึ่งเดินตามหลังมาด้วย ท่านเดินตรงเข้ามาหาผม ในฝันนั้นผมยกมือขึ้นไหว้ทำความเคารพตามมารยาทของชาวพุทธ เพราะในที่นั้นไม่มีคนอื่นนอกจากพระสงฆ์ ผมและเด็กอีกคนหนึ่งเท่านั้น ผมถามท่านว่า "ท่านจะไปไหนครับ" ท่านยิ้มแล้วตอบว่า "อาตมาจะมาหาคุณ" ผมสงสัยจึงถามท่านว่า "มีสิ่งใดที่กระผมพอจะรับใช้ท่านได้ผมยินดี" ก่อนที่จะพูดท่านได้เหลียวหลังไปดูเด็กแล้วหันมาพูดว่า "อาตมาเอาเด็กมาให้" พอท่านพูดจบเด็กก็เดินตรงมาหน้าผม แล้วทำท่าจะก้มลงกราบ ผมรีบกอดเด็กนั้นไว้ด้วยความเอ็นดูก่อนที่เด็กจะก้มลงแล้วพูดว่า "หนูมาอยู่กับฉันเถิด" ยังไม่ทันที่เด็กจะพูดอะไร ผมก็ตกใจตื่นเพราะนาฬิกาปลุกเกิดรัวดังขึ้น มองดูนาฬิกาตีห้าครึ่ง ผมตื่นขึ้นก็คิดว่าเป็นความฝันที่แปลกประหลาดมาก เป็นความฝันสั้น ๆ ที่จำได้ติดหูติดตา ถ้าหากผมมีภรรยา ไม่ต้องสงสัยว่าความฝันนี้ต้องมีความหมายว่า ผมจะได้บุตรเป็นชายแน่ แต่ภรรยาผมได้ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว และผมก็ได้รับสัญญากับเธอก่อนที่เธอจะหมดลม ด้วยความรักและสงสารในความเป็นห่วงของเธอกลัวทรัพย์สินที่ตกทอดมางผมจะถูกภรรยาใหม่ผลาญ ผมจึงรับปากว่า ผมจะไม่มีภรรยาใหม่อีกในชาตินี้ เพื่อเธอจะได้หมดความเป็นห่วง ฉะนั้น การที่จะได้บุตรชายตามความฝันเป็นอันหมดหวัง ไม่ต้องคิดต่อไป แต่พอเห็นเด็กชายขายสลากกินแบ่งจึงนึกได้ ผมจึงตกลงใจซื้อสลากใบนั้นแล้วเขียนลงไปในต้นขั้วว่า "เด็กให้ลาภ" เมื่อผมฉีกสลากออกจากต้นขั้วแล้วก็หยิบเงินให้เด็กคนขาย เมื่อเด็กรับเงินแล้วก็พูดว่า "ขอให้คุณโชคดีนะครับ" ผมนึกเอ็นดูจึงพูดขึ้นมาว่า "ถ้าฉันถูกจะให้รางวัลเธอ แต่จะพบเธอได้ที่ไหนล่ะ" เด็กยิ้มแล้วก็ตอบว่า "ผมอยู่แถวบางลำภูและสะพานผ่านฟ้านี่แหล่ะครับ" ต่อจากนั้นผมไม่ได้สนใจอีก เพราะตามปกตินาน ๆ ผมจึงจะได้ซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาลสักครั้งหนึ่ง บางครั้งเมื่อออกสลากแล้วผมก็ลืมตรวจ ทิ้งไว้ตั้งสองเดือนจึงได้ตรวจแต่ไม่เคยถูกเลย ครั้งนั้นในวันออกสลากผมได้ยินข้างบ้านเขาเปิดวิทยุฟังผลการออกสลาก ผู้อ่านประกาศตัวเลขเสร็จแล้วก็ประกาศชื่อผู้ถูก บังเอิญผมได้ยินแต่ชื่อผู้ถูกว่า "เด็กให้ลาภ" ผมก็เกิดดีใจขึ้นมา แต่เลขที่ออกนั้นผมไม่ได้สนใจฟังแต่แรก จึงไม่ทราบว่าตรงกันกับเลขหมายฉบับของผมหรือไม่ เกรงว่าต้นขั้วจะไปลงพ้องกับใครเข้า เพราะไม่ได้ลงชื่อจริง ต่อมาเมื้อได้สอบกับหนังสือพิมพ์อีกครั้งหนึ่ง จึงได้แน่ใจว่าได้ถูกรางวัลที่สามในงวดนั้น ผมรู้สึกตื่นเต้นและดีใจมากเพราะยังไม่เคยถูกมาก่อน เวลานั้นการออกสลากยังทำกันที่ศาลากลางข้างกระทรวงมหาดไทยและเดือนหนึ่งออกเพียงสามครั้ง หลังจากได้รับเงินรางวัลตามสลากที่ถูกต้องแล้ว ผมก็เที่ยวตามหาเด็กขายสลากกินแบ่งคนนั้น ซึ่งผมได้สัญญาไว้ว่าจะให้รางวัล แต่ผมยังสงสัยว่าจะจำเค้าหน้าเด็กนั้นได้แม่นยำหรือไม่คิดว่าหากได้เห็นหน้าอีกครั้งหนึ่งคงจำได้ เดินหาแถวบางลำภูและสะพานผ่านฟ้าหลายเที่ยวก็ไม่พบเด็กคนนั้น ต่อมาอีกสองวันผมได้ไปหาอีกก็คงไม่พบเด็กอีกตามเคย วันหลังนี้ผมได้ตั้งใจไว้ว่าจะไปเที่ยวค้นหาทางเขาดินบ้าง หลังจากเมื่อหาทางบางลำภูและผ่านฟ้าไม่พบแล้ว ผมจึงเดินไปทางลานพระบรมรูปทรงม้าหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม พอถึงสี่แยกมุมขวาที่จะเข้าสวนสัตว์เขาดินวนา ก็ได้พบเด็กชายอายุประมาณคงไม่เกิน 10 ขวบยืนร้องไห้ ยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมา ห่างออกไปมีเด็กชายอายุประมาณ 12 - 13 ขวบ ใช้เท้าเขี่ยกระติกที่กลิ้งอยู่ตรงหน้าไปมา เสียงที่พูดอะไรกันผมอยู่ห่างไม่ทันได้ยิน เมื่อเข้าไปใกล้จึงได้ยินแต่เสียงของเด็กที่เล็กกว่าร้องไห้พลางพูดว่า "ถือว่าโตกว่าชอบรังแกเด็ก แล้วยังไม่พอ ยังเตะกระติกหวานเย็นเขาแตก" แล้วส่งเสียงร้องไห้ ห่างออกไปมีกรรมกรสองสามคนทำความสะอาดสถานที่แถวนั้น หยุดมองดูเพราะเสียงร้องไห้ของเด็ก ผมจึงเดินไปดูแล้วถามว่า "เกิดเรื่องอะไรขึ้น หนูถึงได้ร้องไห้เสียอกเสียใจอย่างนี้" เด็กร้องไห้พลางบอกว่า "เขารังแกผมครับ เขาถือว่าตัวโตกว่า" สิ่งที่ทำให้เกิดเอ็นดูเด็กคนนั้น ก็เพราะแม้แกจะโกรธแค้นถึงกับร้องไห้ แกก็ไม่กล่าวคำหยาบออกมาจากปาก ซึ่งผิดกับเด็กบางคน ถ้าโกรธถึงกับร้องไห้ก็มักจะใช้วาจาหยาบด่าออกมาเพื่อให้แค้น ผมจึงถามว่า "ใครทำกระติกแตกล่ะหนู" เด็กคนเล็กชี้มือไปทางเด็กที่โตกว่า ซึ่งกำลังจะเดินออกจากที่นั้นไปด้วยท่าทางหยิ่งยะโสตามนิสัยคนพาล "เขาถือว่าตัวโตกว่า รังแกผมยังไม่พอ ยังเตะกระติกน้ำแข็งใส่หวานเย็นของผมแตกแล้วยังเอาตีนเขี่ยเล่น ผมจึงแค้นใจ เสียใจ เพราะผมไม่รู้ว่าจะไปพูดกับเจ้าของกระติกหวานเย็นเขาว่างอย่างไรดี เขาเคยชมว่าผมเป็นคนดี ไม่เกเรเหมือนเด็กอื่น ผมอายเขา ไม่รู้จะมองหน้าเขาอย่างไร จะซื้อกระติกใช้เขาก็ไม่มีเงิน ผมรับหวานเย็นเขามายังขายไม่ได้ถึงบาทกระติกก็แตก หวานเย็นก็เสียหมด นี่ผมก็คงต้องถูกดุด่าที่ทำให้เขาขาดทุน และเขาคงไม่ว่าผมเป็นคนดีอีกแล้ว คงไม่ให้ผมรับมาขายต่อไป เขาคงไม่รู้หรอกครับว่าผมไม่ได้ทำ ผมบอกเขาคงไม่เชื่อ" ผมได้ยินเด็กพูดแล้วก็ให้นึกสงสาร เพราะแกพูดอย่างซื่อ ๆ มองดุหน้าก็รู้สึกว่าจะเคยเห็นมาก่อน ผมจึงถามแกว่า "หนูไปทำอะไรให้เขาโกรธล่ะ เขาจึงได้รังแกถึงกับเตะกระติกหวานเย็นของหนูแตก" เด็กใช้หลังมือปาดน้ำตาจนแห้งแล้วจึงพูดว่า "ผมไม่ได้ทำไมเขาหรอก ผมก็ไม่เคยรู้จักเขามาก่อนทีแรกเขาเข้ามาชวนผมเล่นทายหัวทายก้อนเอาตังกัน ผมบอกว่า ผมไม่มีตัง เขาบอกว่าตังขายหวานเย็นไงล่ะ ผมก็บอกว่าตังขายหวานเย็นไม่ใช่ของผม เป็นเจ้าของหวานเย็นเขา ถ้าขายหมดก็เอาไปส่งเขา แล้วเขาก็คิดเปอร์เซ็นต์ให้ทีหลัง เขาว่าผมไอ้โง่หักค่าเปอร์เซ็นต์ไว้ก่อนซีวะ ถ้าเอ็งไม่อยากเล่นปั่นแปะหัวก้อนก็มาเล่นทายเลขท้ายรถยนต์ก็ได้ เอาไหมล่ะ ผมบอกว่าผมเล่นไม่เป็นและไม่อยากเล่น เพราะยายผมสอนไว้ว่า อย่าเล่นการพนันเพราะการพนันทุกอย่างมันไม่ดี มันเป็นของชั่วร้าย ถ้าใครเห็นเขาเล่นกันที่ไหนก็อย่าไปดูเขา หลีกไปให้ไกล มันมีแต่โทษไม่มีคุณ ถ้าตำรวจมาจับก็จะพลอยถูกจับไปด้วย เขาเห็นว่าผมไม่ยอมเล่นด้วยก็โกรธ พูดว่าอ้ายนี่ยายสอนนัก กูจะเตะมึง ดูซิว่ายายมึงจะสอนว่ายังไงอีก ว่าแล้วเขาก็เตะผม ผมกังถือกระติกน้ำแข็งใส่หวานเย็นอยู่ ผมก็ยกขึ้นรับปิดป้องกันแต่แล้วกระติกในมือผมก็กระเด็นหลุดจากมือเพราะถูกเท้าเขาเตะระเบิดแตกกระจายและเขาก็ใช้เท้าเตะเขี่ยเล่นแล้วก็หัวเราะอย่างชอบใจ ส่วนผมตกใจผมมีสตางค์เอาไปให้ยายใช้ก็เพราะอาศัยที่ผมได้ขายหวานเย็น เด็กพูดแล้วก็น้ำตาไหลออกมาอีก ผมนึกสงสารจึงถามว่า" "บ้านหนูอยู่ที่ไหนล่ะ เห็นหนูพูดถึงแต่ยาย ไม่เห็นพูดถึงพ่อแม่" เด็กตอบว่า "ผมไม่มีบ้าน พ่อแม่ก็ตายหมด ผมอยู่กับยาย ๆ ผมถือศีล อาศัยอยู่กับแม่ชีในวัด" ผมได้ยินเช่นนั้นก็เกิดนึกได้ว่าความฝันของผม บังเอิญเด็กมีรูปร่างสูงต่ำ ท่าทางมาตรงกันกับเด็กคนนี้ จึงคิดว่าเด็กคนที่ผมฝันก็มีส่วนช่วยให้ถูกรางวัล เพราะถ้าผมไม่ฝันก็คงไม่ซื้อสลากกินแบ่ง ฉะนั้น เด็กคนนี้สมควรมีส่วนรับรางวัลด้วย ส่วนเด็กคนขายที่ผมสัญญาจะให้รางวัลนั้น เมื่อตามตัวพบค่อยให้คราวหลัง เมื่อคิดเช่นนั้นผมก็หยิบเงินออกมาจากกระเป๋า พลางพูดว่า "หนูไม่ต้องเสียใจ หยุดร้องไห้ได้แล้ว ฉันจะช่วย เอานี่หนูฉันให้เงินเธอแปดสิบบาท เอาไปซื้อกระติกให้เขา" พูดแล้วก็ยื่นธนบัตรให้เด็กผู้นั้น แล้วพูดต่อไปว่า "เอาแก้วใส่ในกระติกที่แตกนั่นไปทิ้งเสียในที่ที่ปลอดภัย ถ้าทิ้งไว้จะไปตำเท้าคนอื่นเข้า แล้วเอาเปลือกนอกไปซื้อแก้ไส้ในใส่ใหม่คงไม่แพงนัก ไม่เกิน 2 - 3 บาท แล้วเอาไปคืนให้เจ้าของหวานเย็น พร้อมทั้งจ่ายค่าหวานเย็นให้เรียบร้อย แล้วเธอก็เป็นคนดีต่อไป ส่วนเงินที่เหลือเก็บไว้ใช้หรือให้ยายก็ได้ตามใจเธอ" เด็กน้อยมองดูธนบัตรใบละยี่สิบเป็นจำนวนสี่ใบด้วยสายตาและกิริยาไม่เชื่อตาและไม่เชื่อหู แล้วก็ยื่นมืออกมารับอย่างงง ๆ เพราะไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าจะได้เงินมากเช่นนี้ แกหยิบธนบัตรไปดูและลูบคลำ พอได้สติดวงตาก็แจ่มใสขึ้น แกยิ้มแล้วก็ยกมือขึ้นไหว้ผมแล้วร้องว่า "โอ ! นี่ผมได้เงินแปดสิบบาทจริง ๆ หรือครับ แทบไม่น่าเชื่อเลย ท่านทำไมถึงได้ให้ผมมากเช่นนี้ ตั้งแต่เกิดมาผมยังไม่เคยมีเงินถึงสิบบาทเลยครับ" แกมองดูธนบัตรที่กำไว้ในมือ แล้วก็พูดกับตัวเองว่า "ยายเราคงดีใจมากเมื่อรู้ว่าเราได้เงินตั้งแปดสิบบาท" ผมเองเมื่อเห็นกิริยาตื่นเต้นของเด็กก็พลอยปลื้มใจ เกิดมีความสุขเกินค่าของน้ำเงินที่ผมมอบให้แก คล้ายกับความดีใจที่ได้ช่วยชุบชีวิตคนไข้ให้ฟื้นจากความตาย เงินของผมได้ให้ถูกจุดของผู้ต้องการ แกกำลังปลื้มใจและฝันอะไรต่ออะไรตามนิสัยของเด็กพอสมควรแล้วก็หันมาทางผม พูดว่า "ท่านใจดีเหลือเกิน ผมคิดว่าคงไม่มีใครให้เงินเด็กมาก ๆ อย่างนี้นะครับ" ผมยิ้มปลอบใจแกแล้วว่า "คนอื่นเขาอาจให้มากกว่านี้ก็ได้ ถ้าเด็กคนนั้นเป็นเด็กดีมีความซื่อสัตย์ มีความกตัญญูเคารพผู้ใหญ่ ทำให้ผู้ใหญ่มีความรักใคร่เอ็นดูขึ้น" เด็กยิ้มอย่างดีใจแล้วว่า "จริงครับ ยายเคยสอนผมอยู่เสมอ ในเรื่องให้ทำความดี อ้อท่านอยู่ที่ไหนครับ และท่านชื่ออะไรผมเพียงขอทราบเท่านั้น ผมไม่รบกวนท่านอีก ผมอยากรู้จะได้ไปบอกกับยายว่า ท่านเป็นผู้มีบุญคุณให้เงินกับผมมาก เดี๋ยวยายจะสงสัยและเสียใจ นึกว่าผมได้เงินมาโดยทางไม่ดี แต่ผมก็ไม่เคยโกหก ยายไม่ชอบคนทุจริต ยายเคยเล่าให้ผมฟังถึง เสียเปีย และเสืออ้น ที่ถูกแทงตาย และถูกยิงตาย อายุสั้นเพราะหากินในทางทุจริต ยายบอกว่าคนทุจริตตายเร็วกว่าคนธรรมดา" ผมได้ฟังเด็กพูดเช่นนั้นก็เกิดสงสารและเอ็นดูมากขึ้นจึงบอกว่า "ชื่อ……………..อยู่ที่ถนน…………….ซอย………….. บ้านเลขที่…………ถ้าหนูเข้าไปในซอย ถามชื่อฉันคนในซอยนั้นเขาจะชี้บ้านให้ ถ้ามีเรื่องเดือดร้อนไปหาฉันซินะ ถ้าช่วยได้ฉันยินดีช่วย" ผมเห็นกรรมกรทำความสะอาดนั้น มองดูผมอย่างสงสัยคงคิดว่า ทำไมผมจึงให้เงินเด็กขายหวานเย็นมากถึงเพียงนั้น และคงนึกว่าผมอวดเบ่งอวดเป็นเศรษฐี แต่ถ้าเขารู้ว่าผมถูกสลากกินแบ่ง รัฐบาลรางวัลที่สาม เขาคงหมดสงสัย เหตุการณ์ครั้งนั้น เมื่อทบทวนถึงความฝันแล้วก็คิดว่าเป็นเพียงเหตุบังเอิญเท่านั้น และเด็กคนนั้นก็ไม่ได้ติตามมาขออยู่ด้วย แม้ว่าผมจะรู้สึกเอ็นดูรักใคร่สงสารเพราะผมเห็นว่าเป็นเด็กดีมีนิสัยดี มีความซื่อสัตย์กตัญญูผิดกับเด็กคนอื่นที่วิ่งเล่นแถวท้องถนนทั่ว ๆ ไปก็ตาม แต่ในไม่ช้าผมก็ลืมเหตุการณ์ในครั้งนี้เสียสนิท