คำนำ
(ในการพิมพ์ครั้งที่ 5)
หนังสือเที่ยวเมืองนรกเล่มนี้ จัดพิมพ์โดยสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งเมือไถ่ตง
ไต้หวัน ประเทศจีน ขั้นตอนการทำหนังสือเล่มนี้ก็คือลักษณะของสำนักเซี้ยเฉี้ยงตึ้งก็เหมือนๆ
กับโรงเจในเมืองไทย มีการอัญเชิญเทพ เทวดา ให้มาเข้าทรงอยู่เป็นเนืองนิจ
ทุกครั้งที่มีการทรง เทพต่างๆ ที่มาก็มักจะสอนธรรมะ โดยใช้หลักของเต๋าบ้างของพุทธบ้าง
แล้วแต่วิสัยของเทพแต่ละองค์
การจัดทำหนังสือเที่ยวเมืองนรกครั้งนี้ ก็ได้รับเทวโองการจากท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่
(เง็กเซียนฮ่องเต้) โดยขอให้ท่านอรหันต์จี้กงนำเอาวิญญาณนายหยางเซิงไปเที่ยวเมืองนรก
เยี่ยมชมเหตุการณ์ของชาวโลกที่ตายลงแล้ว และได้ก่อกรรมต่างๆ เอาไว้ในโลกจะได้รับโทษอย่างไรบ้างในขุมนรก
โดยให้เทพเง็กฮือท่งจื้อ ใช้ตาทิพย์ถ่ายทอดสดเอาภาพเหตุการณ์ ที่เห็นจริงในระหว่างเดินทางในแดนนรก
โดยให้นายหยางเซิงซึ่งมือถือพู่กันอยู่ เขียนออกมาทันทีและคณะกรรมการของสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งก็ได้รวบรวมมาเป็นรูปเล่มการไปเที่ยวเมืองนรกนี้
ได้ไปมาทั้งหมด 62 ครั้ง โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2519
ครั้งสุดท้ายวันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2521 ใช้เวลาประมาณ 2 ปี หนังสือเล่มนี้จึงสำเร็จลง
หนังสือเที่ยวเมืองนรกนี้ เป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นหลักฐาน
มิใช่หนังสือที่แต่งขึ้นด้วยความสามารถของมนุษย์แน่นอน สำหรับความเชื่อถือเรื่องนรกหรือสวรรค์
ก็สุดแท้แต่ละบุคคล ศาสนา นิกาย และลัทธิต่างๆ กัน
สำหรับพุทธศาสนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนิกายเถรวาท หรือมหายาน ต่างก็ยืนยันกันว่า
นรกและสวรรค์มีจริง ซึ่งจะพบได้จากพระสูตรต่างๆ กัน หากท่านเชื่อถือพระพุทธเจ้าแล้ว
ท่านต้องเชื่อเรื่อง "กฎแห่งกรรม" ทั้งนรกและสวรรค์ก็เป็นผลจากกรรมอันเป็นเหตุปัจจัยทั้งสิ้น
หลายๆ ท่านก็เข้าใจว่านรกและสวรรค์อยู่ที่ใจเท่านั้นอันนั้นก็เป็นเหตุผลอันหนึ่ง
อันเนื่องด้วย ทุกข์ ซึ่งไม่เป็นที่พึงปรารถนาของคน ก็บอกว่ามันเป็นนรก
และเมื่อไรมีความสุขก็บอกว่ามันเป็นสวรรค์
หลายๆ ท่านก็พูดว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่าอนัตตา ก็เข้าใจว่าเมื่อคนตายแล้วย่อมดับสูญ
เมื่อดับสูญแล้วจะเอาวิญญาณอะไรไปตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ อันนี้คิดว่า
เขาเข้าใจผิดเพี้ยนไป คำว่าอนัตตาแปลว่า ไม่มีอัตตาที่เที่ยงแท้ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่สามารถคงทนอยู่ได้
คำว่าอัตตามีอยู่ แต่ความมีอยู่ของอัตตา ไม่ใช่อัตตาที่แท้จริงคล้ายๆ
ก้อนน้ำแข็ง ก้อนน้ำแข็งมีอยู่ใช่ไหม แต่มีอยู่ไม่นานก็ละลายไป มีอยู่อย่างไม่เที่ยง
ดังนั้นจึงใช้คำว่าอนัตตา
ตอนนี้ย้อนมาถึงวิญญาณ เมื่อคนยังไม่ตายวิญญาณย่อมมีอยู่เมื่อคนตายลงวิญญาณย่อมดับลง
แต่ก่อนที่มันจะดับมันได้ส่งพลังงานออกไป และมี กรรมเป็นเพราะเหตุปัจจัย
ให้เกิดวิญญาณดวงใหม่ขึ้นทำนองพ่อส่งให้ลูก ลูกส่งให้หลาน เป็น กรรมพันธุ์สืบต่อกันเพราะฉะนั้นดวงวิญญาณเก่าก็ดับไป
แต่ก่อนจะดับมันจะส่งผลของพลังงานไปไว้ กับวิญญาณดวงใหม่ที่จะเกิดขึ้น
ดังนั้นดวงใหม่เกิดขึ้น ก็ต้องอาศัยดวงเก่าเป็นสมุฏฐาน คล้ายๆ ไฟ เราจุดเทียนไว้เล่มหนึ่ง
แล้วมีคนเอาเทียนอีกเล่มหนึ่งมาต่อ ไฟจากเทียนเล่มหนึ่งกับไฟจากเทียนเล่มที่มาต่อ
เป็นไฟคนละเล่ม แต่ไฟเล่มใหม่ก็มาจากไฟเล่มเก่าฉันใด
วิญญาณดวงเก่าที่ดับไปก็เป็นเชื้อให้เกิดวิญญาณดวงใหม่ในภพใหม่ จะเป็นวิญญาณในนรกภูมิ
หรือมนุษยภูมิ หรือ สวรรคภูมิที่สุดแท้แต่กรรมที่เราได้ทำไว้ในชาติที่แล้ว
ลักษณะอีกอย่างหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ก็คือ เป็นลักษณะแบบเทวนิยม ซึ่งต่างจากศาสนาพุทธ
เพราะศาสนาพุทธขึ้นต้นตั้งปัญหาว่า ทุกข์นี่มาแต่ไหน จะดับทุกข์ด้วยประการใด
ซึ่งต่างจากศาสนาอื่น ก็คือว่า เขาถามว่าโลกมาแต่ไหน วิญญาณที่สืบมาจากใคร
ใครเป็นผู้สร้างวิญญาณ ปัญหาเพ่งออกไปข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นเทวนิยม
หรือไม่เป็นเทวนิยม ก็ตาม หนังสือเล่มนี้ไม่ทำให้โลกยุ่งไม่ทำให้ท่านทุกข์
แม้นพระพุทธเจ้าเองเคยตรัสถามแก่พระสาวกว่า ใบไม้ในป่าประดู่ลาย กับ
ใบไม้ในกำพระหัตถ์นี่ ใครจะมากกว่ากัน พระสาวกก็ทูลบอกว่า ใบไม้ในป่าประดู่ลายมีมากกว่าพระเจ้าข้า
จะเห็นได้ว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้นำมาสอนมีมากมายเหลือเกิน และที่สอนให้ก็จำนวนน้อย
ทำไมจึงไม่สอนเล่า ก็เพราะว่าสิ่งเหล่านั้น ไม่เป็นเบื้องต้นของพรหมจรรย์
ไม่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อละกิเลส ไม่เป็นไปเพื่อนิพพิทา
เพื่อวิราคะเพื่อนิโรธะ เพื่อนิพานะ เพราะปัญหาเหล่านั้นเป็นอจินไต
โลกจินตาถือเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะคิด คิดแล้วมีส่วนแห่งความเป็นคนบ้าหาทางที่จะอันติมา
(ทางสูงสุด) ไม่ได้
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่สุด ถ้าท่านได้พิจารณาคำพูดของพระอรหันต์จี้กง
ที่พูดในตอนต้นๆ ของทุกๆ ตอน ท่านจะได้รับความรู้จากธรรมะ อันเป็นแก่นสาร
สำหรับการดำรงชีวิตที่ดี อีกทั้งสอนให้ เลิก ละ ลด และเลิกจาก อบายมุข
กิเลส ทั้งปวงได้เพื่อให้มนุษย์พ้นจากอบายมุข ขุมนรก เป็นอย่างน้อย
สำหรับท่านที่มีบารมีสูง ท่านก็อาจเป็นพระอริยเจ้า บรรลุโสดาบัน สกินาคามี
อนาคามี และอรหันต์ เป็นที่สุดไปสู่ พระนิพพาน
ที่กล่าวเสียยืดยาว ก็เพื่อประโยชน์ที่ท่านผู้อ่าน จะได้รับเป็นที่ตั้ง
ส่วนใครจะปฏิเสธก็ไม่ถือเพราะทุกคนเป็นผู้สร้าง วิถีแห่งตน
สุดท้าย ขออวยพรให้ ท่านทั้งหลายจงปราศจากทุกข์ ภัยอันตราย ทั้งปวง
ส่วนท่านที่สร้างกุศล ก็ขอให้กุศลผลบุญ จงเป็นพลวปัจจัยให้ท่านได้บรรลุนิพพานเทอญ
สวัสดี
ท.พ. บัญชา ศิริไกร
23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2529