ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จมาแล้วตรัสในบทกลอนความว่า
อันสวรรค์ นรกนั้น อยู่ในใจ
บุญบาปใคร ล้อมจิตตน มุ่งใฝ่หา
ค่ำคืนนี้ พระจี้กง จะนำพา
ให้หยางเซิง เที่ยวลอยไป บนดอกบัว
อรหันต์จี้กง
: เจ้าหยางเซิง คืนนี้เราจะไปเที่ยวเมืองนรก เจ้ามี
ความรู้สึกอย่างไร ?
หยางเซิง :
กระผมต้องขอกราบขอบพระคุณในความมหากรุณา
จากสวรรค์ก่อนใดๆ ทั้งสิ้น ที่ท่านได้กรุณาให้โอกาสกระผมไปเที่ยวชมเมืองนรก
กระผมมีความรู้สึกปรีดาอันหาที่เปรียบมิได้
อรหันต์จี้กง
: สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง อันขึ้นต่อสวรรค์ทักษิณ
ซึ่งมีศิษย์สาวทั้งหลายต่างบำเพ็ญตนพากเพียรในการสร้างบุญกุศล
ชักจูงผู้ลุ่มหลง จำหน่ายแจกจ่ายตำรับการกุศลอย่างมากมายมหาศาล
เพื่อให้มวลมนุษย์ท่องอ่าน กุศลบุญแผ่คลุมทั่วพิภพ ดังนั้นท่านเง็กเสียงอ๊วง
จึงได้ประทานบัญชาให้แต่งหนังสือเรื่อง "เที่ยวเมืองนรก"
เพื่อที่จะเปิดเผยความจริงแห่งขุมนรก อันที่จะไปเที่ยวในครั้งนี้
ศิษย์ผู้ร่วมสำนักคนอื่นยังมิได้เคยเที่ยวชมมาก่อน เมื่อเจ้าได้ไปเห็นมาแล้วจงนำไปเผยแพร่อบรมแก่ชาวโลกทั้งหลาย
เมื่อก่อนเจ้าก็เคยฝึกฝนในเรื่องการประทับทรง ขณะนั้นอาตมาได้จุติลงสั่งสอน
เลยทำให้เราทั้งสองได้กลายเป็นอาจารย์กับลูกศิษย์จนกระทั่งถึงทุกวันนี้และวันนี้สวรรค์ท่านได้โปรดให้เราแต่งหนังสือ
"เที่ยวเมืองนรก" ก็เพราะรู้ว่าท่านมีอุปนิสัยใจคอที่สัตย์ซื่อเที่ยงตรงของอาตมาสามารถชักนำชาวโลกไปในทางที่ถูกที่ชอบยิ่งนัก
และกระตุ้นเตือนให้สร้างแต่บุญกุศล เอาละ
. บัดนี้เราเริ่มออกเดินทางได้แล้ว
หยางเซิง : ขอขอบพระคุณ
น้อมรับคำสั่งสอนของท่านอาจารย์ กระผมเคยได้ยินมาว่าการท่อง
เที่ยวเมืองนรกนั้นต่างก็ขี่เทพอาชาหรือโดยสารในดอกบัว แล้วไฉนท่านอาจารย์จึงสั่งให้เดินเท้าเล่า
?
อรหันต์จี้กง
: ช่างไร้เดียงสาเสียจริงๆ เจ้าหยางเซิงเอ๋ย อันทางไปนรกนั้นน่ะจะเป็นดีได้อย่างไรๆ
แล้วคิดจะห่อเหินเดินอากาศด้วยฤา ? ทุกวันนี้วิทยาศาสตร์ก้าวหน้าไปไกลมาก
ไปไหนก็ต้องนั่งรถเก๋ง เจ้าคิดจะขับบ้างหรือ ? อันที่จริงนั้นนรกไม่มีทางเข้า
มนุษย์นั้นต่างหากที่พาตัวเข้าไปเอง อย่าเพ้อฝันไปเลยเมื่อผ่านพ้นทางทุรกันดารแล้วจึงสามารถขึ้นสู่สวรรค์
หยางเซิง : กระผมว่าอาจารย์ท่านคล้ายเมาเหล้าในยามนี้
อรหันต์จี้กง : ความจริงก็ดื่มมาบ้างแล้ว
ในเมื่อฉันรู้แจ้งเห็นจริงต่อสรรพสิ่งของมวลมนุษย์แล้ว ซึ่งจิตใจของคนน่าสะพรึงกลัวมากนัก
ยากที่จะชักจูงให้ตลอดรอดฝั่งได้ ทำให้ฉันเสียใจเป็นอย่างยิ่งก็เลยอาศัยสุรายาเมา
เพื่อกลบเกลื่อน ฉันว่าเจ้าก็ควรดื่มเสียบ้างให้รู้แล้วรู้รอดไป
ให้มันเมาดับจิตเสียเลย
หยางเซิง : กระผมดื่มเหล้าไม่เป็น
ท่านอาจารย์ล้อเล่นเก่งจังเลย
อรหันต์จี้กง : เอาละ เวลามีจำกัดฉันจะเสกบัวช่อหนึ่ง
เพื่อเป็นยานพาหนะเดินทางของเรา
หยางเซิง : ท่านอาจารย์มีอิทธิฤทธิ์ล้นฟ้า
พอเสกคาถาจบบัวขาวช่อหนึ่งก็โผล่ขึ้น แต่ว่าเท้ากระผมไม่สะอาดพอ
ไม่กล้าเหยียบย่ำขึ้นบนดอกบัว
อรหันต์จี้กง : หากว่าจิตใจเจ้าสะอาดพอแล้ว ก็ไม่เป็นปัญหาอันใด
คำสุภาษิตท่านกล่าวไว้ว่า "ดอกบัวนั้นเติบโตจากตมเลน
แต่ก็ไม่มีสิ่งเปรอะเปื้อนติดอยู่เลย"
หยางเซิง : ถ้างั้นกระผมก็ลองเสี่ยงดูสักครั้ง กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว
จะไปทางไหนกัน
อรหันต์จี้กง : ปิดตาของเจ้าทั้งสองเสีย
ฉันจะนำเที่ยวแล้วละ
หยางเซิง : ขอรับ กระผม
อรหันต์จี้กง : เจ้าลืมตาได้แล้ว
หยางเซิง : ที่นี้คือแห่งหนตำบลใด
? ทำไมตรงหน้ามีภูเขาสูงชันลูกหนึ่ง และบนผนังหินนั้นมีตัวอักษรว่า
"ภูเขาขั้วหัวใจ" ส่องแสงแพรวพราวตระการตา
อรหันต์จี้กง : ภูเขานั้นแหละชื่อ
"ภูเขาขั้วหัวใจ" เดินขึ้นไปบนภูเขาก็จะเป็นประตูสวรรค์
เจ้าเห็นไม่บ้างไหมข้างภูเขานั้นมีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่ง มองดูมืดมิดไม่จรดก้นถ้ำ
ถ้ำนี้แหละคือ ถ้ำนรกชาวโลกผู้มีจิตใจสุจริตซื่อตรง เมื่อสิ้นลมปราณแล้วก็จะได้ขึ้นสู่บนภูเขานี้
ถ้าหากเป็นคนจิตใจชั่วร้ายทำเวรสร้างบาปเมื่อตัวตายแล้ววิญญาณล่องลอยมาถึง
ณ ที่นี้ เมื่อเห็นตัวหนังสือ "ภูเขาขั้วหัวใจ"
ที่ส่องแสงระยิบระยับ นัยน์ตามักมักจะเบิกออกยาก ในขณะที่ไม่ทันจะตั้งตัว
ก็ต้องตกลงไปในถ้ำนรกอันลึกล้ำนั้น ดังนั้นนักปราชญ์โบราณ
ท่านจึงกล่าวไว้ว่า "จิตเป็นทั้งสวรรค์และเป็นทั้งนรก"
ล้วนขึ้นอยู่กับความรู้สึกผิดชอบบุญบาปวูบหนึ่งเท่านั้นเอง
หยางเซิง : ที่แท้เป็นอย่างนี้เอง
คนเราจะเลือกทางไปสวรรค์หรือนรกก็ย่อมจะได้ คนจะเป็นเทวดาก็ได้
เป็นผีก็ได้
อรหันต์จี้กง : คืนนี้เวลาจำกัดมาก
เราเที่ยวชมเท่านี้ก่อนเถิด รีบขึ้นนั่งบนดอกบัวเสีย
หยางเซิง : ขอรับ กระผม
อรหันต์จี้กง : ปิดตาเร็ว มิฉะนั้นตาของสามัญปุถุชนจะทนต่อลมเย็นที่เชือดเฉือนโชยมาได้ยาก
หยางเซิง : ขอรับ กระผม ลมจัดมาก
กระผมทนไม่ไหวแล้ว
อรหันต์จี้กง : ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าร่างดังเดิม