ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า
:
อันความรัก โลภโกรธหลง ชีวิตหมอง
แม้นป้ายทอง ยอดบัณฑิต ก็ไร้ค่า
แดนสงบ ดีเยี่ยม ผิดธรรมดา
ดั่งเทวา เพลิดเพลิน ไร้กังวล
อรหันต์จี้กง : วันนี้เตรียมท่องเมืองนรก
หยางเซิงไฉนเจ้าจึงมีจิตใจไม่อยู่ในสมาธิ
หยางเซิง
: มีเรื่องวุ่นๆ อยู่รอบกาย จิตใจถูกแบ่งแยกไปหลายทางจึงทำให้ความสมาธิถูกทำลายไปสิ้น
อรหันต์จี้กง : การท่องเมืองนรกมิใช่เรื่องเล็กดังเด็กเล่นขายของหากว่าใจไม่สงบวิญญาณของมนุษย์ก็ยากที่จะเข้าสู่แดนนรกได้แต่ว่าถ้าคืนนี้ไม่สามารถไปท่องชมยมโลก
ก็จะทำให้เสียเวลาในการแต่งหนังสืออาตมาจะให้ยาบังคับจิตใจให้สงบเม็ดหนึ่งรีบกินเข้า
เตรียมท่องนรกได้แล้ว
หยางเซิง : ขอบพระคุณท่านอาจารย์มาก
กระผมกลืนยาลงแล้วรู้สึกใจคอกระปี้กระเปร่า ความวุ่นๆ อันตรธารหมดไปแล้ว
อรหันต์จี้กง : รีบขึ้นดอกบัวเร็ว
เริ่มเดินทางได้แล้ว
เอ้าถึงแล้วละ
หยางเซิง : ที่นี้คือแห่งหนตำบลใด
? ข้างหน้ามีปราสาทอยู่หลังหนึ่ง เงาผู้คนขวักไขว่สับสน มองดูแล้วไม่สู้จะแจ้งชัดนัก
อรหันต์จี้กง : ข้างหน้านั้นคือ
"แดนนรกขุมที่ 1" เรารีบเข้าไปคำนับท่านยมบาลกันเถิด
ยมบาล : ขอต้อนรับท่านอรหันต์จี้กงกับคุณหยางเซิงผู้ทรงพู่กันศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง
เมืองไถ่ตง
หยางเซิง : ขอแสดงความคารวะท่านยมบาลชิ่งก้วงอ๊วง
คืนนี้กระผมตามท่านอาจารย์มารบกวนถึงที่ปราสาทของท่าน ขอได้โปรดอภัยให้ด้วย
ยมบาล : ไม่ต้องเกรงใจ เชิญตามฉันเข้ามายังในปราสาทเชิญนั่งพักที่ห้องรับแขกสักครู่จะสั่งให้นายพลนำชาทิพย์มาเสิร์ฟ
นายพล : ขอรับคำบัญชาจากท่าน
ยมบาล : ท่านอาจารย์ และท่านหยางเซิง
เชิญดื่มน้ำชา
อรหันต์จี้กง : หยางเซิง รีบดื่มเร็ว
ไม่เป็นไรหรอกน่า ไม่ต้องลังเลใจ
หยางเซิง : กระผมมิกล้าดื่ม
ได้ยินคนเขาพูดว่าหากคนในโลกมนุษย์มายังยมโลก เมื่อรับประทานอาหาร
ของกินของยมโลกแล้วก็จะไม่สามารถกลับคืนสู่แดนมนุษย์โลก ดังนั้นเชิญท่านรับประทานตามอัธยาศัยกันเถิด
ยมบาล : หยางเซิงท่านสำคัญผิดเสียแล้วละ
ที่ชาวโลกเล่าลือกันว่ามนุษย์ห้ามรับประทานของยมโลกนั้น เพียงแต่พูดในทางที่เกี่ยวกับคนธรรมดาสามัญเท่านั้น
ยมโลกกับมนุษย์โลกนั้นนะต่างก็มีเจ้าผู้ปกครองกันทั้งนั้น
ก็ควรที่จะไม่ปะปนยุ่งเกี่ยวกัน แต่ว่าท่านรับเทวโองการมายังที่นี่
อยู่ในฐานะแขกผู้มีเกียรติและยังมีท่านอาจารย์นำมาด้วย ไฉนจึงไม่สามารถกลับคืนสู่แดนมนุษย์
?
อรหันต์จี้กง : หยางเซิง เจ้าวางใจเถิด
มีเทวโองการอยู่ในตัวแล้วภูตผีตนใดกล้ามาขวางทางล่วงเกิน ใครมาละเมิดอำนาจของพระบรมราชโองการ
ล้วนต้องถูกทำโทษอย่างหนัก อย่าหวั่นดื่มเร็วๆ
ยมบาล : ชาวโลกล้วนแต่รักชีวิตกลัวความตาย
แต่ท่านหยางเซิงกลัวตายโดยไม่กล้าดื่มน้ำชาอย่างนี้ยังพอที่จะให้อภัยได้
ชาวโลกโดยทั่วไปนั้นรู้ก็รู้อยู่ว่า การก่อกรรมทำเข็ญนั้น
จะต้องตกอยู่ในทางหายนะ แต่ก็ยังมิยอมหยุดยั้ง กลับมุ่งไปข้างหน้า
ก้าวเข้าไปในหลุมฝังศพเป็นสิ่งที่น่าอนาถใจยิ่งนัก
หยางเซิง
: กระผมดื่มแล้วละ คอกำลังแห้งอยู่ด้วย ขอเรียนถามว่าข้างนอกมีผู้คนมากมาย
เรียงแถวกันมานั้น เพื่อการใดมิทราบ ?
ยมบาล : ฉันควบคุมขุมที่ 1 เมื่อชาวโลกตายลงแล้ว
ต้องไปรายงานตัวต่อหอทะเบียนก่อน และยมทูตก็จะคุมตัววิญญาณนั้นมายังที่นี้
และเก็บทะเบียนรายงานเข้าสู่ในแฟ้มของยมโลก ฉันก็จะตรวจดูความดีความชั่ว
ผู้ที่กระทำความดีไว้มาก ก็จะพาเข้าไปเยี่ยมชมนรกแต่ละขุม
หรือให้อาจารย์ผู้มีพระคุณเคยร่วมสร้างบุญต่อกันพากลับไปอบรมฝึกฝนใใหม่
หรือส่งไปยังกรมสมนาคุณผู้ทำความดี หรือที่โรงผู้ทำความดี
ผู้ที่ทำความชั่วมากกว่าทำความดี ก็จะสั่งคุมตัวไปยังขุมที่สองรับการพิจารณาโทษ
หรือคุมตัวส่งไปยังกรมลงทัณฑ์ผู้กระทำชั่ว ถ้าหากมีโทษสถานหนักก็ต้องคุมไปหอกระจกวิเศษ
(คือกระจกที่สามารถสะท้อนตัวจริงในครั้งที่มีชีวิตอยู่ของวิญญาณ)
เพื่อฉายตัวจริงให้เห็นกระจ่างต่อสายตา ทำให้ต้องก้มกราบรับสารภาพโทษทัณฑ์ครั้นแล้วจริงส่งไปยังขุมที่สอง
หยางเซิง : ข้างนอกพวกวิญญาณของผู้ตายส่งเสียงร้องไห้ไม่ขาดระยะ
ท่าทีน่าอนาถใจมาก มีทั้งผู้เฒ่าผู้เยาว์ทั้งหญิงชายมิทราบร้องไห้เพื่อการใด
?
ยมบาล : ชาวโลกเมื่อมาสู่ขุมนี้
เข้าใจแล้วว่าตนเองหลุดพ้นจากมนุษยโลก แต่ขณะที่มีชีวิตอยู่ไม่เชื่อในเรื่องผีสางบาปบุญกรรมตามสนอง
เมื่อตกลงมาถึงที่นี่ จึงรู้ว่าไม่ใช่ พอตนตายแล้วทุกอย่างก็จะสูญสิ้นไป
ที่สุภาษิตว่า "เมื่อสิ้นลมปราณทุกสิ่งก็หมดลง มีแต่กรรมติดตามตนในทางนรก"
วิญญาณนั้นตระหนักดีว่าจะต้องถูกพิจารณาโทษจากกฎยมโลก ทุกวิญญาณใจสั่นขวัญแขวนร่ำร้องคร่ำครวญ
พรรณนาถึงความหลัง ซ้ำพลัดพรากจากญาติมิตรแห่งแดนมนุษย์ ลูกแก้วเมียขวัญเงินทองห้องหอ
ความรักอาลัยยากที่จะตัดออกได้ เมื่อนึกถึงเวลานี้มีแต่ตัวคนเดียวหลุดลอยอยู่ในแดนนรก
จึงนึกอาลัยอาวรณ์เกิดความรัญจวนร่ำไห้
หยางเซิง : เหตุใดพวกยมทูตจึงไม่สู้นับถือต่อพวกวิญญาณนั้นต้อนด้วยง่ามเหล็ก
เฆี่ยนด้วยแส้ ทุกวิญญาณต่างก็เงียบหงอยไม่ส่งเสียง น่าสมเพชเป็นอย่างยิ่ง
ยมบาล : วิญญาณเหล่านี้ เมื่ออยู่ในแดนมนุษย์ไม่มีศีลธรรมดังนั้นยมทูตจึงไม่มีการเกรงใจต่อมัน
อันเป็นโทษทัณฑ์ที่สมควรสนองรับ ดังคำกล่าวว่า "หนามยอกต้องใช้หนามบ่ง
มิควรฉวยโอกาสข้ามแม่น้ำ" หากว่าเมื่อตอนมีชีวิตอยู่มีใจเป็นธรรมกรุณา
เมื่อวายปราณแล้ว ยมทูต เทพทูต ก็จะต้องให้ความเคารพ ซึ่งชาวโลกเป็นผู้กระทำเองจึงได้รับผลตอบแทนแห่งกรรมนั้น
ท่านมิควรให้การเห็นใจสงสารด้วย
หยางเซิง : มนุษย์เราถ้าหากไม่ประกอบกรรมดี
ตั้งอยู่ในคุณธรรมบำเพ็ญประพฤติแต่ความดีแล้ว เมื่อตายลงก็จะน่าสมเพชเป็นที่ยิ่ง
บุตรหลานของผู้ล่วงลับไปแล้วหารู้ไม่ว่าบรรพบุรุษของตนถูกทรมานในยมโลก
ถูกพวกยมทูตเฆี่ยนตีก็คงจะอดสูใจเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นชาวโลกที่จะหาวิธีตอบสนองบุญคุณของบรรพบุรุษก็เพียงแต่บำเพ็ญธรรมและสร้างความดีเพื่อนำเอาความดีนี้ไปช่วยกอบกู้วิญญาณของผู้ล่วงลับ
เพื่อที่จะได้หลุดพ้นจากแดนนรกโดยเร็ว
อรหันต์จี้กง : ชาวโลกผู้ที่ไม่ตั้งตนรักษากฎระเบียบทางบ้านเมืองและทำแต่ความชั่วไม่อยู่ในขอบข่ายของกฏหมาย
จะต้องทำให้บรรพบุรุษผู้ล่วงลับได้รับความกระทบกระเทือนด้วย
ที่เรียกว่า "เจ็ดชั่วโคตร" เลือดเนื้อสืบต่อกัน
เวียนว่ายสนองรับกันไปจงสำเหนียกให้หนัก คืนนี้เวลาหมดลงแล้ว
เตรียมกลับสำนัก
ยมบาล : ขอนมัสการส่งท่านอาจารย์ด้วย
อรหันต์จี้กง : หยางเซิงรีบขึ้นบนดอกบัวเร็ว
เตรียมกลับได้
.ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม