ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จตรัสเป็นกลอนว่า
พระชีพราหมณ์ ลวงผู้คน หารายได้
ผลสุดท้าย ต้องรับกรรม ที่ทำชั่ว
ถูกลงโทษ ให้สวดมนต์ ในห้องมัว
ร้องเสียงขรัว ทั่วหน้ากัน ท่านจงฟัง
อรหันต์จี้กง
: วันนี้เตรียมเที่ยวเมืองนรก เจ้าหยางเซิงจงนั่งบนดอกบัวให้มั่นคง
ใจอย่าหวั่นไหว
หยางเซิง : ขอรับ กระผม ท่านอาจารย์ครับ
ความทารุณโหดร้ายในแดนนรกสุดที่จะทนดูได้
อรหันต์จี้กง : วิญญาณโทษเหล่านั้นสมควรแล้วที่จะต้องได้รับการตอบสนองอย่างนั้น
เจ้าอย่าได้เห็นใจสงสารเขาหรอก เริ่มเดินทางได้แล้ว
ถึงแล้วละ
ลงจากดอกบัวเร็ว
หยางเซิง : ห้องนี้เหตุใดจึงมืดมัว
ข้างในดูคล้ายมีเสียงคร่ำครวญรัญจวนจิต ?
อรหันต์จี้กง : ที่นี่คือโรงซ่อมพระสูตร
เราจะเข้าไปเยี่ยมชมสังเกตตรวจดูให้ละเอียด
หยางเซิง : ไปกันเถิดครับ
บนประตูห้องมีตัวอักษรว่า
"โรงซ่อมพระสูตร" ทางนั้นมีนายทหาร 2 นายกำลังเดินมามิทราบว่าเป็นผู้ใด
?
อรหันต์จี้กง : นั่นเป็นนายทหารผู้คุมประตู
นายทหาร : ขอน้อมรับท่านอาจารย์และคุณหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแห่งเมืองไถ่ตง
อรหันต์จี้กง : โปรดอย่าได้มีการคารวะเลย
วันนี้อาตมาพาหยางเซิงผู้มีสมญานามว่าพู่กันศักดิ์สิทธิ์มาเยี่ยมชมโรงซ่อมตำราท่านขอท่านได้โปรดนำพาเข้าไปด้วย
นายทหาร : เชิญครับ เชิญตามกระผมมา
ท่านทั้งสองเชิญเข้าประตูข้าง เพราะเหตุว่าประตูกลาง (ประตูใหญ่)
เปิดออกได้ต้องเป็นวันเริ่มต้นของวันแรกของแต่ละปักษ์แห่งเดือนเพราะว่าวันดังกล่าวจะมีพระอรหันต์จอมปราชญ์เทวดาเสด็จมาแสดงธรรมแก่พวกพระชีพราหมณ์ทั้งหลาย
หยางเซิง : สามารถเข้าได้ก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งแล้ว
จะเข้าทางประตูไหนหาได้เป็นปัญหาไม่ ในโรงซ่อมพระสูตรมัวมืดไร้แสงสว่าง
กระผมว่ายืนชมอยู่ที่นี่ก็พอแล้ว ไม่ต้องเข้าไปในห้องนะครับ
นายทหาร : หาเป็นไรมิได้ ข้าพเจ้าจะพาท่านไปเอง
ไม่ต้องหวั่นเกรง
หยางเซิง : ก็ได้ครับ ห้องนี้สร้างด้วยไม้กระดาน
รู้สึกว่าเก่าแก่มาก มีร่องรอยว่าผุกร่อนอยู่บ้างและมีรอยแตกเป็นรูอยู่ทั่วไปคล้ายใกล้จะทลาย
ภายในมีผู้แต่งกายเป็นพระชีพราหมณ์เป็นจำนวนหลายพันคน อาศัยตะเกียงน้ำมันดวงเดียวเปิดพระสูตรพร่ำท่องไปเรื่อยๆ
มีลักษณะระทมขมขื่นมาก
อรหันต์จี้กง : พวกพระชีพราหมณ์เหล่านี้เมื่อตอนอยู่ในแดนมนุษย์ล้วนรับอาสาไปสวดมนต์สะเดาะเคราะห์ให้แก่ชาวบ้าน
เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ แต่มิได้แสดงความจริงใจเพียงแต่ทำแบบซื้อขาย
บ้างก็สวดออกเสียงผิดไปจากตำรา เมื่อตายลงแล้วล้วนต้องมายังโรงซ่อมพระสูตรนี้
เพื่อสวดเพิ่มซ่อมให้ดีโดยอาศัยแสงไฟที่ริบหรี่ดังแสงหิ่งห้อยนี้สวดกัน
ที่สวดตกไปตัวเดียวต้องสวดชดเชยร้อยครั้ง เมื่อสวดชดเชยเสร็จแล้วจึงจะอาศัยผลงานนั้นเป็นการตัดสิน
หยางเซิง : ตมที่อาจารย์ท่านว่า
แล้วที่สำนักเราได้แต่งพระสูตรพระเจ้าเง็กเสียงอ๊วงตี่ ทรงโปรดสัตว์และพระสูตร
พระบุพวิสุทธิเทพ ไร้ขอบเขตจะมีใครกล้าอ่านเล่า ? ผู้มีจิตศรัทธามากหลายนำไปท่องอ่านแต่ออกเสียงผิดเพี้ยน
ต่อไปต้องตกเข้าไปอยู่ในโรงซ่อมพระสูตรด้วยหรือ ?
นายทหาร : มิใช่เช่นนั้น ผู้ที่มาซ่อมพระสูตรนี้
เป็นพวกที่อาศัยสวดมนต์ทำพิธีทางศาสนาหากินในเมืองมนุษย์ รับเอาเงินทองจากชาวบ้านสะเดาะเคราะห์ให้ชาวบ้าน
แต่ไม่ทำการสวดท่องตามตำราคัมภีร์อันศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาเต๋า
ศาสนาพุทธ พวกนี้จึงต้องตกมายังที่นี้ หากว่าเราสวดมนต์กันเองหรือสวดบริการให้แก่ผู้อื่น
จุดมุ่งหมายมันต่างกัน คือไม่มุ่งในทางรับทรัพย์หาเงิน ถึงแม้ว่ามีความผิดพลาดบ้างกฏสวรรค์ท่านได้กรุณายกให้เป็นพิเศษอยู่แล้ว
หยางเซิง : แสงไฟริบหรี่ดั่งแสงหิ่งห้อยเช่นนี้
และยังมีลมเย็นโบกโชยรำๆ จะดับมิดับแหล่ และพวกพระชีพราหมณ์เหล่านี้อายุก็มากเสียด้วย
นัยน์ตาฝ้าฟางเพ่งดูตัวหนังสือของตำราธรรมซึ่งตัวเล็กเท่าหัวแมลงวัน
รู้สึกน่าสงสารเป็นที่ยิ่ง แต่ละคนล้วนแสดงอาการอ่อนเพลียปวดเมื่อย
นายทหาร : ค่าของเงินต้องสมกับค่าสินค้า
เมื่อรับเอาเงินทอนของผู้จ้างไปแล้ว และไม่ทำงานให้เรียบร้อย
ก็สมควรแล้วต้องรับการสนองแบบนี้
อรหันต์จี้กง : ขอเตือนเหล่าพระชีพราหมณ์ในแดนมนุษย์
การสวดมนต์ท่องพระธรรมสามารถบำเพ็ญธรรมบรรลุธรรม แต่ว่าจะอาศัยสวดมนต์เพื่อยังชีพก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ
หนังสือตัวเดียวหรือประโยคเดียวจะลักตัดบทหรืออ่านผิดไม่ได้
มิเช่นนั้นแล้วไม่เพียงแต่ไม่สามารถสะเดาะเคราะห์กรรมให้ผู้อื่นตนเองนั่นแหละกลับจะได้รับเคราะห์กรรม
เมื่อตายลงแล้วก็ต้องตกเข้ามายังโรงซ่อมพระสูตรท่องเพิ่มเป็นร้อยตลบ
นายทหาร : เมื่อเป็นวันเริ่มต้นของปักษ์
(คือข้างขึ้น 1 ค่ำ) กับข้างแรม 1 ค่ำ พุทธ เต๋า สองจอมศาสดาได้นำลูกศิษย์เสด็จมาตรวจสอบและสั่งสอนให้ท่องอ่านให้ถูกต้องตามพระสูตรชาวโลกก่อเวร
พลอยพาให้เทพอรหันต์ต้องเสด็จลงสู่แดนนรกเพื่อช่วยกอบกู้ชักจูงท่านเทพยดาและอรหันต์มีความกรุณาปราณีเปี่ยมท้น
ชาวโลกทั้งหลายควรที่จะรู้สึกตัวบ้าง สิ่งละอันพันละน้อยของเมืองมนุษย์จะไม่สามารถรอดพ้นจากโทษทัณฑ์แห่งยมโลกไปได้
หยางเซิง : ข้าพเจ้าเข้าใจดีแล้ว
ขอบคุณมากที่ท่านได้ให้การแนะนำชี้แจง
อรหันต์จี้กง : เจ้าจะสอบถามจากนักบวชผู้นี้ได้
ว่าไฉนตนเองต้องมายังที่นี้ ?
หยางเซิง : ขอรับ กระผม ขอเรียนถามท่านนักธรรมผู้อาวุโสไฉนท่านจึงมายังที่นี้
?
นักบวช : โปรดอย่ากล่าวคำว่านักธรรมผู้อาวุโสเลย
ฉันเพียงแต่เป็นนักบวชผู้โพกผ้าแดงในแดนมนุษย์รับทำ "กงเต็ก"
ซึ่งเป็นอาชีพของฉันทำการนำส่งวิญญาณ หรือ "ตีเมือง"
(รบเร้าให้เปิดประตูเมืองผี) เช่นเมื่อผู้คนตายลงแล้ว เนื่องจากฉันมีพื้นความรู้ต่ำ
ดังนั้นตำราธรรมบางตอนอ่านไม่เข้าใจเลย เพียงแต่ส่งเสียงตามจังหวะฆ้อง
กลอง ชาวบ้านก็ไม่ทราบได้ว่าฉันสวดอะไรบ้าง บางครั้งก็รีบเร่งเพราะเวลาจำกัด
สวดทีเดียวควบสองหน้าไปเลย ให้พ้นจากหน้าที่ไป มีเงินเข้ากระเป๋าแล้วผู้ตายจะได้ขึ้นสวรรค์หรือไม่
ไม่เคยคำนึงถึง เมื่อฉันตายลงแล้วโดนยมทูตคุมเข้าไปขุมที่
1 ถูกตัดสินให้มาอยู่โรงซ่อมพระสูตร อยู่มาเป็นเวลา 1 ปี กับ
1 เดือนแล้ว ในชีวิตที่ผ่านมา ลักตัดบทคำสวดมากมาย ดังนั้นจึงต้องถูกทรมานจนถึงทุกวันนี้ยังไม่สามารถซ่อมสำเร็จ
นัยน์ตาก็เจ็บช้ำเหลือที่จะทน เมื่อซ่อมเพิ่มเติมชดเชยพระสูตรเสร็จแล้ว
อาจต้องถูกส่งไปยังขุมที่ 2 พิจารณาโทษก็เพราะว่าการกระทำเมื่อครั้งอยู่เมืองมนุษย์ให้โทษแก่ผู่อื่น
มาบัดนี้จะรู้สึกตัวก็สายไปเสียแล้ว ขอให้ท่านได้โปรดไปบอกเล่าต่อพวกอาจารย์เต๋าในเมืองมนุษย์ด้วยว่าควรปฏิบัติแต่ในทางที่ดีที่ชอบ
มิเช่นนั้นแล้วก็จะเหมือนตัวฉันเองนี้แหละที่ต้องอาศัยผู้อื่นกอบกู้ชักจูงให้พ้นทุกข์
หยางเซิง : พรหมณ์ผู้นี้น่าสงสารมาก
ท่านอาจารย์จะช่วยกอบกู้ให้พ้นทุกข์ได้ไหมครับ ?
อรหันต์จี้กง : ทำเองรับเอง
กรรมสนองกรรม ตอนอยู่แดนมนุษย์มันมีความสุขมาก เวลานี้ก็ให้มันได้รับความทุกข์บ้าง
อย่าได้ใส่ใจต่อเรื่องไร้สาระเลย เราได้รับเทวโองการมาท่องชมนรกเจ้ามิควรสอบถามเกี่ยวข้อง
นี่เป็นกฎแห่งยมโลก เวลาใกล้จะหมดลงแล้ว เตรียมตัวกลับสำนัก
ขอขอบคุณท่านนายทหารมาก
หยางเซิง : ขอบคุณท่านนายทหาร
ท่านพราหมณ์ทั้งหลายจงหมั่นอบรมฝึกฝนไว้เถิด !
อรหันต์จี้กง : รบขึ้นดอกบัวเร็ว
ถึงสำนักแล้ว
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าร่างดังเดิม