ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า
:
เพลงเสนาะ กล่อมรับ ใบไม้ผลิ
อุตริ ขยับสะโพก โยกย้ายส่าย
โลกสมัย เต็มไปด้วย หนทางร้าย
บ่วงกรรมข่าย ขึงพรืด ดักวิญญาณ
อรหันต์จี้กง
: เร่ร่อนตรากตรำเพื่อแต่งหนังสือ ลำบากยากเข็ญเพื่อใคร ?
วุ่นวายเพื่อใครในแดนมนุษย์ แม้จะมีผู้คนรถราแออัดบนถนน แต่ว่าศีลธรรมสูญหายไปเป็นลำดับ
เสียงร่ำร้องของวิญญาณผีในแดนนรก สั่นสะเทือนภูเขาเลากา สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งได้รับเทวโองการให้แต่งหนังสือ
"เที่ยวเมืองนรก" ตลอดทั้งเล่มนอกจากบรรยายถึงสภาพที่โหดร้ายทรมานของแดนนรกอย่างละเอียด
ยังใช้ภาพพจน์ปัจจุบันขยายความเป็นจริงให้ทราบด้วยเปิดทางให้มนุษย์ข้ามจากธารน้ำที่หลงใหล
ด้วยเหตุนี้แหละหนังสือเล่มนี้จึงไม่ใช่นวนิยายเพื่อการอ่านเล่นหย่อนอารมณ์หวังชาวโลกจงเข้าใจรู้สึกตัว
หยางเซิงเตรียมท่องนรกได้แล้ว
หยางเซิง ; กระผมเตรียมการเรียบร้อยแล้ว
เชิญท่านอาจารย์เริ่มเดินออกจากทางได้แล้วครับ
อรหันต์จี้กง : ปุถุชนที่ได้นั่งบนดอกบัว
ซึ่งเป็นการเอาใจเป็นพิเศษ หวังว่าเจ้าหยางเซิงจงรักถนอมไว้
ถึงแล้วละ
ลงจากดอกบัวเร็ว คืนนี้จะเยี่ยมชม "นรกแดนหิวโหย"
หยางเซิง : ที่แห่งนี้เสมือนหนึ่งป่าเปลี่ยว
ทุกแห่งหนไม่มีร่องรอยของผู้คนเลย เราจะไปทางทิศใดเล่า ?
อรหันต์จี้กง : ห่างจากนี้ไม่ไกลนัก
ผ่านภูเขาน้อยลูกหนึ่งก็จะถึง "นรกแดนหิวโหย"
หยางเซิง : เมื่อไม่มีแม้แต่วี่แววของคน
แล้ววิญญาณผีจะเข้านรกในทางใดเล่า ?
อรหันต์จี้กง : เจ้ามองไปทางด้านซ้ายก็จะรู้สึกถึงแก่น
หยางเซิง : อ้อ ! ด้านซ้ายมีทางเล็กๆ
อยู่ทางหนึ่งจริงๆ ด้วยบนทางมียมทูตหัวควายหน้าม้า 2-3 ตนคุมวิญญาณโทษเดินอยู่
อรหันต์จี้กง : เราเดินไปทางซ้าย
เดินตามพวกเขาไป
ผู้คุมหัวควาย : ปุถุชนแห่งใด
! เข้ามานี้โดยพละการได้อย่างไร ?
อรหันต์จี้กง : เจ้าจงเปิดตาดูให้ชัดแจ้งก่อน
ค่อยตวาดยังไม่สายเกินการ !
หยางเซิง : ผู้คุมหัวควายผู้นี้
แลดูน่าเกลียดน่ากลัวซ้ำในมือถือโซ่เหล็กง่ามเหล็กอีกด้วย
ท่าทีดุดันเขาจะใช้กำลังกับเราหรือไฉน ?
อรหันต์จี้กง : มิต้องหวั่น
อาตมาจะอธิบายให้มันเข้าใจได้
ผู้คุมหัวควาย : ท่านทั้งสองคือผู้ใดบอกมาเร็ว
มิเช่นนั้นจะจับกุมตัวไปให้เจ้านายชำระโทษ
อรหันต์จี้กง : ผู้คุม ท่านเป็นยมทูตมานานเท่าไหร่แล้ว
ไฉนจึงไม่รู้จักฉัน ?
ผู้คุมหัวควาย : ข้าพเจ้าทำหน้าที่ยมทูตได้
2 เดือนเศษ ทุกสิ่งทุกอย่างทำตามหน้าที่ บรรดาผู้ที่ไม่มีป้ายอนุญาต
ล้วนต้องถูกจับกุม นี่แหละคือหน้าที่ของข้าพเจ้า
อรหันต์จี้กง : อาตมาคือพระอรหันต์จี้กง
ผู้นี้คือนักทรงเอกสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เมือไถ่ตงแห่งเมืองมนุษย์
เป็นศิษย์ของ พระเจ้ากวนอู ได้รับเทวโองการให้มาเที่ยวเมืองนรก
แต่งหนังสือเตือนชาวโลก คืนนี้จะไป "นรกแดนหิวโหย"
ผ่านมาทางนี้ ท่านผู้คุมควรทราบว่าเรามีพระบรมราชโองการติดตัวอยู่ห้ามการกีดขวาง
มิเช่นนั้นท่านจะต้องถูกลงโทษ
ผู้คุมหัวควาย : ต่อหน้าพระบรมราชโองการ ขอกราบไหว้คารวะที่แท้ท่านก็คือผู้ที่ชาวโลกร่ำลือกันว่าพระสติเฟื่อง
"จี้กง" นั่นเอง เพราะเหตุว่าข้าพเจ้าจากโลกมนุษย์ไปนาน
ไม่เคยเห็นท่านอรหันต์ ขอให้ท่านและท่านหยางเซิงอภัยให้ด้วย
ถ้าจะไป "นรกแดนหิวโหย" บุกผ่านภูเขาเล็กข้างหน้านี้ก็ถึงแล้ว
ข้าพเจ้าจะพาท่านทั้งสองไปเอง
หยางเซิง : ก็ดีอยู่ ! ทางเล็กนี้ล้วนปูด้วยเศษหินและเป็นหลุมอยู่ไม่น้อย
ทั้งยังมีน้ำขังอยู่ด้วย เวลาเดนผ่านทรมานยิ่งนักราวกับถูกแทงด้วยเข็มแหลมอย่างนั้น
ข้างหน้ามีนายทหารอีก 2 ท่านช่วยกันคุมผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงคนนี้แต่งตัวคล้ายเศรษฐีนี
แต่ถูกร้อยด้วยโซ่ตรวน หล่อนต้องโทษอันใดมิทราบ ?
อรหันต์จี้กง : เมื่อตอนอยู่แดนมนุษย์เป็นผู้ที่มั่งคั่งมียศศักดิ์ได้เสพสุขมากมาย
ไม่รักถนอมข้าวรักพืชธัญญาหาร ทิ้งขว้างอาหารต่างๆ นั่นคือกินอิ่มมากเกินไป
ดังนั้นจึงถูกคุมมายัง "นรกแดนหิวโหย" ให้มันอดเสียบ้าง
หยางเซิง : ภูเขาน้อยลูกนี้ไม่สูงนัก
ต้นไม้ต้นไร่ขึ้นเขียวชอุ่มและยังมีต้นอ้อกับพวกเถาวัลย์พืชผลมากมาย
เหมือนกับหุบเขาในแดนมนุษย์ไม่มีผิด ในภูเขามีทางเดินขนาด
3 คนผ่านได้อยู่ทางหนึ่ง
อรหันต็จี้กง : ผ่านภูเขาน้อยลูกนี้แล้ว
เจ้าจะมองเห็นข้างหน้านั้นคือ "นรกแดนหิวโหย" ตั้งอยู่ที่เชิงเขา
หยางเซิง : กระผมเห็นแล้ว ตลอดทั้งผืนล้วนสร้างขึ้นด้วยโครงเหล็กกล้า
และมีหลังคาออกสีดำคล้ำ มาถึงเชิงเขาแล้ว
ผู้คุมหัวควาย : พวกท่านรออยู่ที่นี่ก่อน
ข้าพเจ้าจะไปรายงานแจ้งให้เจ้านายทราบ
หยางเซิง : ตัวอักษร "นรกน้อยแดนหิวโหย"
ใช้ไม้กระดานแกะเป็นรอยบุ๋ม แต่ไม่สู้ชัดเจนนัก ข้างในมีทหารเฝ้ารักษาการณ์แข็งแรง
หญิงผู้ถูกคุมข้างหน้านั้นได้ผ่านเข้าไปด้วยใบเบิกทางแล้ว
ผู้คุมหัวควาย : ข้าพเจ้าได้เข้าไปในคุกรายงานต่อท่านพัศดี
(หัวหน้าผู้คุม) แล้ว ท่านทั้งสองเชิญตามข้าพเจ้าเข้าไปได้
พัศดี : ขอต้อนรับท่านอาจารย์และหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งทีให้เกียรติมายังที่นี้
ขออภัยในการต้อนรับล่าช้าเกินควร
อรหันต์จี้กง : พูดอะไรอย่างนั้น
การที่มารบกวนนี้เนื่องจากสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งได้รับเทวโองการให้แต่งหนังสือ
"เที่ยวเมืองนรก" อาตมาจึงนำพาวิญญาณของหยางเซิงล่องลงสู่ยมโลกตรวจชมรายละเอียดซึ่งเป็นกรณีพิเศษ
เพื่อที่เป็นข้อมูลสำหรับตักเตือนชาวโลก การมาในวันนี้ขอท่านพัศดีได้โปรดให้คำชี้แจงโดยละเอียดด้วย
พัศดี : คุกนี้ขึ้นกับขุมที่สอง
ในนรกแดนหิวโหย ข้าพเจ้าพาท่านหยางเซิงตรวจชมเอง ท่านอาจารย์เชิญพักจิบน้ำชาก่อนครับ
หยางเซิง : ตกลง ข้าพเจ้าจะตามพัศดีไป
.ห้องขังแถวนี้ห้องหนึ่งกว้างประมาณ
3 เมตร ผู้ที่อยู่ภายในนั้น แม้จะแต่งกายสวยงามโสภา แต่ไฉนจึงหน้าตาซีดเหลืองผอมแห้งครวญครางอยู่ร่ำไป
?
พัศดี : พวกนี้ส่วนมากเป็นพ่อค้าวานิชในแดนมนุษย์กินอยู่อย่างสมบูรณ์พูนสุขใช้เงินครั้งละเป็นพันไม่รู้สึกเสียดายเลย
แต่กับพวกคนจนหรือพวกขอทานยาจก กลับไม่มีความเมตตาแม้แต่นิดเดียว
เมื่อตายแล้ว ล้วนตกลงมาคุกนี้ ข้าพเจ้าจะเรียกวิญญาณโทษตนหนึ่งออกมา
ท่านจะซักถามเขาได้เลย
หยางเซิง : ขอถามท่านสุภาพบุรุษผู้นี้
ไฉนท่านจึงมารับโทษที่นี่ ?
วิญญาณโทษชาย : ผมทำกิจกรรมโรงงานในแดนมนุษย์
เพราะเหตุกิจการรุ่งเรืองตลอดมามีกำไรมหาศาล เนื่องจากการค้าขายต้องคบค้าสมาคมกันทุกวัน
ขึ้นภัตตาคารร้านอาหารต่างๆ กินดีสนุกเฮฮา โต๊ะหนึ่งๆ แม้จะมีค่าเป็นหมื่นเหรียญก็ไม่รู้สึกเสียดาย
แต่สวัสดิการของพนักงานคนทำงานกับยิวแสนยิวพวกพนักงานบ่นว่าผูกใจเจ็บอยู่เสมอ
หากพวกสมาคมมูลนิธิการกุศลมาเรี่ยไรเพื่อสาธารณกุศล อย่างมากที่สุดก็จะบริจาคเพียงห้าร้อยเหรียญ
ไม่มีน้ำใจในเรื่องกุศลเลย หากพวกขอทานหรือญาติมิตรผู้ยากจนมาขอหยิบยืมเงินทองก็สั่งคนใช้ให้บอกว่าไม้ำด้อยู่บ้าน
ไม่เพียงแต่เท่านี้ ในบ้านมีอาหารการกินชนิดราคาแพงๆ มากมายก่ายกอง
ไม่เคยจะประหยัดเลย และนอกบ้านนั้นยังเลี้ยงเมียเก็บอีกหลายคน
สร้างหอรักให้ตัวน้อยๆ เก็บตัวอยู่อย่างสบาย แต่ละเดือนต้องสิ้นค่าใช้จ่ายหลายหมื่นให้พวกหญิงบำเรอเหล่านี้
เมื่อ 2 ปีก่อนตายลงด้วยโรคความดันโลหิตสูง จึงถูกตัดสินให้มายัง
"นรกแดนหิวโหย" แม้จะแต่งกายแบบสากล แต่ไม่มีอาหารชั้นสูงเลิศรสกิน
ในสัปดาห์หนึ่งได้กินข้าวต้มกับผักเพียงมื้อเดียวประมาณ 3
วันก็หิวจนสลบไสลหัวควายหน้าม้าก็ใช้น้ำคืนวิญญาณสาดให้ฟื้น
เป็นที่ทรมานยิ่งนัก หิวโหยเสียจนแสนที่จะทนทานได้ ท่านมีของกินกินอะไรบ้างไหม
? ขอให้ทานผมด้วยเพื่อบรรเทาความหิวโหย
พัศดี : ไอ้เวร !! เข้าไปเร็ว
! อย่าละเมิดนะ แกทำเองรับสนองเอง เสพสุขมากไปแล้ว อย่ามาคร่ำครวญสะอื้นไห้สั่งให้วิญญาณโทษหญิงผู้นั้นออกมา
แล้วรีบรายงานตัวต่อหยางเซิงผู้นี้ว่า เมื่ออยู่แดนมนุษย์นั้นทำผิดประการใดบ้าง
?
วิญญาณโทษหญิง : ดิฉันเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่เป็นเมียของคนรวยเพราะว่าสามีทำกิจการงานก่อสร้าง
รับก่อสร้างบ้านเรือนต่างๆ โดยเฉพาะ ร่ำรวยมหาศาล จากการอยู่บ้านหลังเล็กๆ
ไปอยู่ในอาคารใหญ่โตมโหฬารเพราะเหตุว่ามีเงินมาก เลยติดนิสัยไม่ดีฝึกการเล่นไพ่นกกระจอก
ลุ่มหลงในการเล่นการพนันทั้งวันทั้งคืน ไม่ใส่ใจดูแลบ้านช่องการงาน
และนัดเพื่อนฝูงไปที่ฟลอร์เต้นรำเป็นประจำ หรือกินอาหารโต้รุ่ง
ในชีวิตดื่มกินอย่างฟุ่มเฟือยทั้งสิ้น ไม่เคยประหยัดเงินทองเลย
แต่กับการให้ทานผู้ยากจนหรือกิจกรรมการกุศลก็เหนียวจนไม่ยอมบริจาคแม้สตางค์แดงเดียว
เสพสุขตลอดชีพ เมื่อตายลงท่านยมบาลไม่มีการปราณี ตัดสินให้ดิฉันมารับโทษที่คุกนี้
ขณะน้หิวโหยเหลือที่จะทนได้
หยางเซิง : วิญญาณโทษหญิงผู้นี้
บนใบหน้าแสดงถึงความทุกข์ทรมาน เอามือยัดเข้าในปากขบกัด ราวกับว่าหิวจนไม่สามารถทนอยู่ต่อไป
พัศดี : กลับเข้าคุกเร็ว !
หยางเซิง : ขอให้ท่านพัศดีอธิบาย
บรรดาวิญญาณโทษที่ถูกขังไว้แต่ละห้องที่ข้าพเจ้าเห็นไม่ว่าหญิงชาย
แม้การแต่งกายจะไม่เลว แต่ไฉนจึงเหมือนพวกขอทานริมถนนนอนกลิ้งครวญครางอยู่บนพื้น
ผมเผ้ายุ่งเหยิงรุงรัง แบมือขอกิน ?
พัศดี : ชาวโลกที่ล้างผลาญข้าวของ
ไม่ถนอมรักพืชพันธุ์ธัญญาหาร สุรุ่ยสุร่ายไม่ประหยัด มีเงินใช้ในทางเสพสุขเพื่อตนเอง
ไม่ยอมบริจาคแก่คนยากจนหรือทางกิจการสาธารณะการกุศล หรือผู้ชายที่มีเงินร่ำรวยแล้วก็ทิ้งเมียแล้วไปสร้างหอรักใหม่
หรือผู้หญิงที่มีชื่อเสียงขึ้นมา เช่น นักร้องในปัจจุบันเมื่อดังแล้ว
ก็เกิดดูหมิ่นสามีตนเอง อยากจะหย่าจากไปรับความมีเกียรติทางลมๆ
แล้งๆ ต่างๆ นานา บรรดาผู้ที่พอร่ำรวยมียศศักดิ์แล้วก็เกิดแปรเปลี่ยนความนึกคิดความตั้งใจนั้น
จึงเป็นการประพฤติที่ต่ำช้าเลวทราม เมื่อตายลงแล้วล้วนต้องตกมาอยู่นรกนี้
รับความทรมาน ใคร่จะหวังว่าผู้ร่ำรวยมีเกียรติสูงส่งในแดนมนุษย์
ควรบริจาคเงินทองส่วนหนึ่งช่วยเหลือผู้อื่น ตัวเองอย่าใช้จ่ายฟุ่มเฟือยเกินควร
มิเช่นนั้นแล้ว เพียงเอาแต่ดื่มกินเสพสุข โชคลาภจะหมดและเคราะห์กรรมจะถึงตัวในชีวิตนี้ที่ได้ยศศักดิ์และร่ำรวยให้เสพใช้อยู่นั้น
ก็เนื่องจากชาติก่อนได้สร้างบุญกุศลไว้ จึงได้รับตอบแทนด้วยบุญวาสนาในทางดี
ถ้าสามารถไม่หลงระเริงกับบุญวาสนาแล้วยังสร้างบุญสร้างกุศลอีก
ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยาก เหมือนส่งถ่านให้ในเวลาหิมะตก (หมายความว่าช่วยผู้อยู่ในความหนาวด้วนการให้ฟืนไฟ)
หรือหนังสือพิมพ์หรือธรรมเพื่อเตือนใจชาวโลก เมื่อสิ้นลมปราณแล้วไม่เพียงแต่มีชื่อเสียงที่ดีงามอยู่บนฝีปากชาวโลก
ยิ่งกว่านั้นวิญญาณยังได้ขึ้นสู่ที่สูงสุด (คือสวรรค์) รับการเซ่นไหว้จากผู้คนทั่วไป
อรหันต์จี้กง : เนื่องจากเวลาจำกัด
เราเตรียมตัวกลับสำนักเถิดเจ้าหยางเซิง
พัศดี : ก็ดีเหมือนกัน มีการขาดตกบกพร่องประการใดบ้าง
? ขอได้โปรดอภัยให้ด้วย
หยางเซิง : ขอขอบคุณที่ท่านพัศดีให้การชี้แจงแถลงไข
เราจะกลับสำนักแล้วละ
อรหันต์จี้กง : ขึ้นบนดอกบัวเร็ว
.ถึงแล้วสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม