ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนว่า
:
ทั่วปฐพี เกลื่อนตลบ ซากศพเลือด
ไหลนองกลบ จับเกาะ หญ้ามากมาย
ศีลธรรม ในครอบครัว ถูกทำลาย
เวรกรรมร้าย ตกทอด สู่ลูกหลาน
อรหันต์จี้กง
: กระแสลมหนาวโชยมา รู้สึกหนาวเป็นระลอกๆ พวกผู้ดีมีเงิน ในบ้านพร้อมด้วยเครื่องทำความอบอุ่น
บนกายก็ประดับแต่งด้วยเสื้อหนังขนสัตว์ รับประทานอาหารร้อนๆ
ในหม้อ กลับมาดูในบ้านของคนจน ทั้งครอบครัวสวมใส่เสื้อผ้ากันหนาวที่แนบบาง
หนาวจนกรามกระทบเสียงดังกึกๆ แสนที่จะอนาถใจ ชาติก่อนไม่เคยสร้างบุญไว้
ชาตินี้เลยต้องเดียวดายเมื่อถึงหน้าหนาว ก็ขาดความอบอุ่น จึงหวังให้ชาวโลกผู้มีอันจะกินมีความสุขสบาย
จงมีเมตตาธรรมเหมือนส่งถ่านให้ในยามหิมะตก ช่วยเหลือผู้ยากจน
สร้างบุญก่อกุศลไว้ให้มากๆ ชาติหน้าจะได้รับสนองตอบด้วยโชคลาภต่างๆ
นานา มิเช่นนั้นแล้วเมื่อโชควาสนาหมดลง ชาติหน้าจะหมุนเวียนมาเกิดในครอบครัวยากจน
ผู้มีสติปัญญาปราดเปรื่องแลเห็นการณ์ไกล ไม่ควรที่จะไม่เตรียมการเอาไว้แต่เนิ่นๆ
วันนี้เตรียมท่องนรกเจ้าหยางเซิงรีบขึ้นบนดอกบัวเร็ว
หยางเซิง : กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เชิญท่านอาจารย์เริ่มออกเดินทางเถิด
.
อรหันต์จี้กง : ถึงแล้วละ เจ้าหยางเซิงลงไปเร็ว
หยางเซิง : อื้อฮือ !! ข้างหน้าแว่วเสียงถวิลให้ราวกับเพชฒฆาตกำลังมัดหมู
เตรียมจะนำส่งส่งไปโรงฆ่าในชนบทอย่างนั้นแหละ
อรหันต์จี้กง : อย่าพูดมากไปเลย
พัศดีและนายทหารได้มาแล้วรีบเข้าไปทำความเคารพเถิด
หยางเซิง : ขอแสดงความคารสะต่อท่านพัศดีและนายทหารข้าพเจ้ากับท่านอาจารย์มีพระราชโองการให้มาท่องนรก
แต่งหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก" เพื่อเตือนชาวโลก
ขอได้โปรดชี้แจงให้ละเอียดด้วย
พัศดี : มิกล้า ได้ยินและเลื่อมใสชื่อเสียงของสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งมานานหนักหนาแล้ว
สำนักของท่านประทับทรงบรรยายธรรมพิมพ์แจกหนังสือธรรม
คัมภีร์ โปรดเวไนยสัตว์ ช่วยกอบกู้ชาวโลก น้ำใจอันประเสริฐที่กล่อมเกลาอบรมผู้คนนั้นสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งสามแดน
ได้ช่วยปลอบกล่อมจนพวกที่ประพฤติเหลวไหล ผู้ลุ่มหลงกลับตัวเป็นคนดีก็ไม่น้อย
ความชอบที่ช่วยเสริมกฎหมายแห่งแดนมนุษย์ที่ปกคลุมไปทั่วถึงนั้นได้ผลเป็นอย่างมาก
วันนี้มีบุญวาสนามาพบท่าน เชิญท่านอาจารย์และหยางเซิงตามข้าพเจ้าเข้าไปเยี่ยมชมภายในคุกเถิด
หยางเซิง : ขอบคุณครับ ที่แท้ที่นี่ก็คือ
"นรกแขวนหัวทิ่ม" (คือแขวนหัวลงตีนชี้ฟ้า) บนประตูได้เขียนบอกไว้แล้ว
อรหันต์จี้กง : ใช่แล้ว เราจะเยี่ยมชม
"นรกแขวนหัวทิ่ม" รีบตามพัศดีกับนายทหารเข้าไปในคุกเร็ว
หยางเซิง : เสียงคร่ำครวญเป็นทอดๆ
ราวกับว่าบิดามารดาตายฉันนั้น ในนั้นมีสนามกว้างบนพื้นสนามต้นหญ้าสีแดงงอกเต็มไปหมด
พัศดี :
นี่แหละคือ "นรกแขวนหัวทิ่ม" อยู่ในความปกครองของขุมที่
3
หยางเซิง : เบื้องหน้าปรากฏภาพเป็นสนามลงโทษที่มองเห็นอย่างชัดแจ้ง
ในสนามกว้างติดตั้งเสาเหล็กเป็นแถวๆ ด้านบนร้อยเอาเส้นเหล็กกล้าเต็มไปหมด
วิญญาณโทษแต่ละตนถูกแขวนเอาหัวทิ่มลงพื้นดิน เส้นเหล็กกล้าร้อยเจาะอุ้งตีนทั้งสองข้าง
หัวคนทิ่มลง บริเวณตีนเลือดสดๆ ไหลพราก บ้างก็ร้องด้วยความเจ็บปวด
บ้างก็ดิ้นรน แต่ยิ่งดิ้นก็ยิ่งเจ็บ บ้างก็มีเลือดไหลออกทางหูตาปากจมูก
หยุดนิ่งไม่ไหวติง วิญญาณโทษแขวนอยู่บนราวสูง คล้ายกับตากเส้นหมี่อย่างนั้น
ขอเรียนถามท่านพัศดี ไฉนจึงมีวิญญาณโทษจำนวนมากถูกลงโทษเช่นนี้
?
พัศดี : มนุษย์ชาวโลก ทำเอาอันดับศักดิ์ศรีต่ำสูงของสังคมกลับตาลปัตร
ศีลธรรมเสื่อมสลาย ดูหมิ่นกร้าวร้าวครูบาอาจารย์ไม่รู้จักสัมมาคารวะ
(ไม่รู้จักที่สูงที่ต่ำ) ดังนั้นวิญญาณโทษที่ถูกจำขังในคุกนี้จึงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
วิญญาณโทษที่ถูกลงโทษเลือดสดๆ ไหลลงหยดอยู่บนพื้นดิน ก็เลยงอกต้นหญ้าสีแดง
เพราะเหตุว่าเลือดนั้นสีแดงสด เมื่อนอนแช่พื้นดินเป็นเวลานานๆ
ก็เลยงอกต้นหญ้าสีแดงขึ้นโดยธรรมชาติ เหมือนดังที่โลกมนุษย์เพาะปลูกเห็ดฟางในทุกวันนี้
เลือดของวิญญาณโทษไม่สะอาดพอ เมื่อบ่มแล้วก็เกิดงอกของชนิดนี้ขึ้น
หยางเซิง : กลิ่นคาวเลือดตลบกลบจมูกไปหมด
ยากที่จะทนทานได้ คิดจะอาเจียนเสียเหลือเกิน
อรหันต์จี้กง : ทำจิตใจให้สงบ
เพื่อไม่ให้กระทบต่อหน้าที่การแต่งหนังสือ
พัศดี : ข้าพเจ้าจะเรียกวิญญาณโทษบางตนลงมา
ให้มันเล่าความเป็นมาในการทำผิดว่าสภาพอย่างไรให้ท่านฟัง
หยางเซิง : ขอขอบคุณท่านพัศดีมาก
พัศดี : นายทหารเอาวิญญาณโทษที่แขวนอยู่ข้างหน้าปลดลงมาตนหนึ่ง
เพื่อสะดวกในการบอกเล่าด้วยตนเองถึงเหตุการณ์ที่ได้ทำผิดต่อหน้าหยางเซิงเอง
นายทหาร : ขอรับคำบัญชา
ปลดลงมาแล้ว
หยางเซิง : ขอถามบุรุษผู้นี้
ไฉนจึงมาถูกแขวนตากลมเย็น ณ ที่นี้ ?
วิญญาณโทษ : โฮ ! โฮ ! โฮ ! ฉันเจ็บปวดทรมานมาก เท้าทั้งสองข้างยืนไม่ค่อยติด
เจ็บเหลือหลายถูกแขวนหัวทิ่มจนท้องไส้ทั้งหมดจะอาเจียนออกหมด
ฉันอยู่เมืองไถ่หน้ำ ตอนมีชีวิตอยู่ เพราะเหตุว่า อาฉันไม่มีลูก
ฉันเลยถูกอารับเอาไปเลี้ยงตั้งแต่วัยเยาว์ เรียกอาเป็นพ่อได้รับการชุบเลี้ยงจากท่าน
และได้รับการศึกษาถึงชั้นมัธยม ท่านเปิดร้านสรรพสินค้าอยู่ในบ้านท่านเอง
มีเด็กชายเพียงฉันคนเดียว อาจึงรักใคร่ฉันมาก ฉันมีอำนาจเต็มบริหารกิจการของบริษัททั้งหมด
ต่อมาเมื่อฉันมีอายุได้ 37 ปี มีเพื่อนบ้านคนหนึ่ง บอกฉันว่าตัวฉันมิใช่ลูกที่แท้จริงของอา
ในใจจึงเกิดความคิดไม่สุจริตขึ้นมาทันที ว่าถ้าได้กลับไปอยู่ข้างๆ
ตัวของบิดาบังเกิดเกล้า บิดาผู้บังเกิดเกล้าก็มิได้ห้ามปรามแต่อย่างไร
แล้วยังยุให้ขายเลหลังสินค้ามีค่าส่วนใหญ่ในบริษัทอีกด้วย
และให้เซ็นเช็คไปเป็นจำนวนมาก แล้วก็หลบหนีจากบ้านของอากลับไปอยู่กับบิดาบังเกิดเกล้าเสพสุขอย่างผู้ดีมีเงิน
เมื่ออาได้รู้เห็นเหตุการณ์นี้แล้ว ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเจ็บช้ำน้ำใจ
ด่าสะบั้นหั่นแหลก เมื่อเช็คครบกำหนดเวลาสั่งจ่ายจึงไม่สามารถจ่ายให้เขาไปแม้แต่ฉบับเดียว
เจ้าหนี้มาทวงถามหนี้ถึงบ้านกันชุลมุนกันหมดเพราะเช็คที่จ่ายไปอยู่ในนามของอา
อาถูกเร่งรัดไม่มีทางออกถึงกับฆ่าตัวตายด้วยความแค้น วิญญาณล่องไปแดนนรกไปฟ้องร้องต่อท่านยมบาล
กล่าวหาโทษฉันกับบิดา ท่านยมบาลรับเรื่องไว้พิจารณา หลังจากตายไปแล้วหนึ่งปี
ฉันและบิดาเกิดป่วยไข้ขึ้นพร้อมกัน ทรัพย์สมบัติใช้ได้หมดเกลี้ยง
อาการป่วยหนักจนถึงแก่ความตาย วิญญาณตกถึงยมโลก ฉันจึงรู้ว่าโดนหักอายุขัย
ยมบาลขุมที่ 3 พิโรธยิ่งนัก ตัดสินให้ฉันตกอยู่ใน "นรกแขวนหัวทิ่ม"
ได้ยินว่าบิดาบังเกิดเกล้าก็ถูกตัดสินให้เข้าไปรับโทษที่คุกอื่น
พัศดี : ไอ้สัตว์ทรยศ ! อาชุบเลี้ยงจนเติบใหญ่
ไม่รู้จักทดแทนบุญคุณ กลับมาเปลี่ยนใจในกลางทาง กลับตาลปัตรอันดับศักดิ์ศรีแห่งธรรมนองคลองธรรมของโลกมนุษย์
ดังนั้นจึงตัดสินให้มารับโทษที่นี่ แล้วจะพูดอะไรอีก ให้นายทหารคุมตัวกลับไปทำโทษ
ปลดวิญญาณโทษสองตนด้านซ้ายนั้นลงเสีย ให้สารภาพต่อท่านหยางเซิงเพื่อเขียนลง
"เที่ยวเมืองนรก"
นายทหาร : ขอรับคำบัญชา
.เอาตัววิญญาณโทษมาแล้ว
พัศดี : รีบบรรยายความชั่วที่ได้ก่อไว้ต่อท่านหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง
เมืองมนุษย์เสีย
วิญญาณโทษ : ขณะนี้ตัวข้าพเจ้าแสนที่จะเจ็บปวดทรมาน ถูกทำโทษด้วยการแขวนเอาหัวทิ่มทุกๆ
วัน มีปากก็พูดไม่ออก นัยน์ตาทั้งสองข้างจวนจะถลนออกนอกเบ้าแล้ว
ข้าพเจ้าเกิดอยู่ที่เมืองไถ่ตง มีครอบครัวแล้ว ต่อมาได้รู้จักสนิทสนมกับหญิงสาวนางหนึ่ง
และเกิดมีการสมสู่ได้เสียกันขึ้น จากความลับกลายมาเป็นความเปิดเผย
เนื่องจากหญิงสาวผู้นั้นบิดาเสียชีวิตไปแล้ว มีเพียงมารดาที่มีอายุ
40 ปีเศษๆ อยู่เท่านั้น รูปร่างหน้าตาก็หมดจดพอไปวัดไปวาได้
ข้าพเจ้าคอยหาโอกาสไปบ้านของเธอ ใช้วาจาอันอ่อนหวานกล่อมเกี้ยว
เมื่อโดนข้าพเจ้าโน้มน้าวเร้าโลมต่างๆ นานา ก็เลยเสียความเป็นแม่หม้ายที่สงวนตัวสงวนใจ
ตกเป็นของข้าพเจ้าไป ไหนๆ มันก็เป็นไปแล้วก็เลยให้มันเลยไป
จึงค่อยๆ กลายเป็นเรื่องเปิดเผยขึ้น ได้เสพสุขสารพัดทุกอย่าง
เพราะการหลงใหลในทางคาวโลกีย์จนถอนตัวไม่ขึ้น หลังจากนั้นเกิดอุบัติเหตุทางรถขึ้น
จักรยานยนต์ที่ข้าพเจ้าขี่อยู่นั้นถูกชนจนแหลกละเอียด ตัวข้าพเจ้าสลบหมดสติไป
ระหว่างสลบไสลนั้นถูกทหารหัวควายหน้าม้าเอาโซ่เหล็กล่ามตัวคุมส่งยมโลกผ่านกระจก
(กรรม) วิเศษ ปรากฏร่างเดิมลักษณะอุบาทว์น่าเกลียดน่าอายเป็นยิ่งนัก
ท่านยมบาลพิโรธมากตัดสินให้ตกเข้า "นรกแขวนหัวทิ่ม"
30 ปี ขณะนี้รับโทษมาเพียง 2 ปีเศษ วันข้างหน้ายังยืดยาวมาก
ไม่รู้ว่าวันไหนจึงจะพ้นทุกข์
พัศดี : ไอ้สัตว์ ! คนกลายเป็นไก่เป็นหมา
ไม่รู้จักพ่อแม่เรื่องบ้ากามเป็นเรื่องสุดยอดแห่งความชั่วร้ายทั้งหมด
การไปมั่วหญิงสาวโทษนั้นก็ไม่ไปอยู่แล้ว ยังบังอาจล่วงล้ำคืบเข้าไปอีก
ทำลายแม่หม้ายที่รักษาเนื้อรักษาตัวอย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
ทำให้แม่ลูกร่วมกันมั่วกาม โทษนี้สมควรให้ตายเป็นพันครั้ง
เมื่อครบการลงโทษแล้วจะต้องตกเข้าไป "นรกโลกันตร์"
ไม่มีวันผุดวันเกิดตลอดไป
อรหันต์จี้กง : ไม่รักษาวัฒนธรรมอันดีงามของมนุษย์
5 ประการทำลายศีลธรรมของชาวโลก ถ้าไม่รู้จักเคารพครูบาอาจารย์
ใช้คำหยาบคายต่อผู้ใหญ่ หรืออกตัญญูต่อบิดามารดา หรือทำให้แม่ลูกมั่วในกามเดียวกัน
"นรกแขวนหัวทิ่ม" เพียงเป็นที่ลงทัณฑ์แห่งน้อยๆ
เท่านั้น "นรกอาปี" (นรกโลกันตร์) จึงจะเป็นที่ฝังตัวที่แท้จริง
ชาวโลกควรรู้สำนึกตัวโดยเร็วเพื่อที่จะไม่ต้องมาตกลงในนรกนี้
วันนี้หมดเวลาแล้ว เราศิษย์อาจารย์จะกลับละ
หยางเซิง : ขอขอบคุณที่ท่านพัศดีและนายทหารให้การแนะนำมาก
เราจะกลับสำนักกันแล้ว ขอลาท่านทั้งสองละ
พัศดี : มิกล้า สิ่งใดไม่รอบคอบ
ขอท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงโปรดอภัยด้วย
อรหันต์จี้กง : ไม่ต้องเกรงใจ
หยางเซิงรีบเตรียมตัวกันเถอะ
หยางเซิง : สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งถึงแล้ว
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าร่างดังเดิม