ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนความว่า
:
หัวมีเขา ตัวมีขน อมนุษย์
กรรมอุดหนุน นำเกิด ก่อหนทาง
สรรพสัตว์ หมุนตามกฎ สวรรค์ร่าง
สัตว์สี่อย่าง ฝ่าฝืนธรรม ไร้เมตตา
อรหันต์จี้กง
: วันนี้เตรียมท่องนรก เจ้าหยางเซิงรีบตามฉันขึ้นบนดอกบัวเร็ว
หยางเซิง : ขอรับคำบัญชา มิทราบว่าวันนี้จะท่องไปในทางใด
?
อรหันต์จี้กง : ที่จะท่องในวันนี้ผิดกับวันก่อนๆ
เป็นอย่างมากจะมีภาพวิวทิวทัศน์อีกแบบหนึ่ง จงตั้งใจตั้งสติให้ดี
อย่าได้หวาดหวั่น จนต้องกระทบงานแต่งหนังสือเลย
หยางเซิง : ขอรบกระผม กระผมได้นั่งบนดอกบัวแล้ว
เชิญท่านอาจารย์เริ่มเดินทางได้
.เอ๊ะ ! ไฉนเบื้องล่างมีแสงทองส่องระยิบระยับ
บนศีรษะของผู้คนในบ้านก็เกิดมีรัศมีพุ่งขึ้นสู่อากาศ
อรหันต์จี้กง : ใครใช้ให้เจ้ารีบลืมตาเล่า
? อันนี้แหละ คือรัศมีธรรมที่สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งเปล่งบานออก
และเรานั่งอยู่บนดอกบัวลอยกลางอากาศ เพราะเหตุว่าเทวดาทั้งหลายที่คุ้มครองศิษยานุศิษย์ที่ตั้งจิตสมาธิอยู่ในสำนักนั้น
เมื่อธาตุรับธาตุแจ้ง 2 สิ่งมาบรรจบรวมกันเข้าในจุดกลาง จึงเปล่งรัศมีออกโดยปริยาย
นั่นคือผลแห่งการตั้งใจมั่นคงปฏิบัติธรรมของศิษย์ทั้งหลายหละ
หยางเซิง : ขอเรียนถามท่านอาจารย์ว่า
รัศมีของศีรษะของผู้ร่วมบำเพ็ญทั้งหลายในสำนักจะคงอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปลงหรือไฉน
?
อรหันต์จี้กง : บรรดาผู้ที่ออกจากสำนักแล้ว
จิตใจในธรรมไม่เสื่อมคลาย ขยันหมั่นเพียรในการบำเพ็ญธรรม แสงรัศมีจะยิ่งเข้มขึ้น
ยิ่งโชติช่วงรุ่งเรือง หากว่าออกจากสำนักไปแล้วจิตใจธรรมเสื่อมลง
โดยทำตามใจตน แอบทำอกุศลรัศมีนั้นจะกลับมืดลงหมดแสงรุ่งโรจน์
เนื่องจากอยู่ในสำนักผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่ง 3 แดน จุติสถิตลง
รัศมีแห่งธรรมจึงเจิดจ้าโชติช่วงเป็นพิเศษ ดังนั้นถ้ามนุษย์ได้ใกล้ชิดผู้ทรงธรรมหรือเข้าวัดโบสถ์เสมอๆ
ปีศาจยักษ์มารภายนอกก็ไม่กล้ามารุกรานทำร้าย เมื่อออกจากสำนักแล้วหากทำความชั่วร้ายเสื่อมศีลธรรม
แสงแห่งดวงจิตก็จะดับลงทันทีทันใด ภูตผีนั้นกลัวความสว่างชอบความมืด
ดังนั้นจึงง่ายที่จะเข้าสิงสู่ในกายมนุษย์ เหมือนกับเมื่อแสงรุ่งอรุณเริ่มส่อง
ผีก็ถอยร่นไปชาวโลกตะหนักระวังให้ดี เจ้าหยางเซิงรีบปิดตาเร็ว
เพื่อไปท่องชมเมืองนรก
หยางเซิง : ขอรับกระผม ได้ปิดตาทั้งสองข้างแล้ว
เชิญท่านอาจารย์เริ่มเดินทางได้
.
อรหันต์จี้กง :
.ถึงแล้วละ
เจ้าจงรีบลงเสีย
หยางเซิง : ไฉนเบื้องหน้าจึงมีสัตว์และพวกเป็ดไก่นกกาชุมนุมมุ่งเดินทางไปข้างหน้าตามทางเล็กนี้เล่า
?
อรหันต์จี้กง : นี่แหละคือหนทางสัตว์สี่ชนิด
เมื่อตายลงแล้วกลับคืนสู่นรกละ
หยางเซิง : วันก่อนมาที่นี่
เหตุใดจึงมองไม่เห็น สภาพการณ์เช่นนี้ ?
อรหันต์จี้กง : ก็เพราะว่าเจ้าเป็นปุถุชน
ฉันเกรงว่าเจ้าจะรู้อะไรมากเกินไป จะทำให้จิตใจอ่อนไหว จึงใช้ฤทธิ์เดชนิดหน่อยใช้
"เดชพลางตา" ปิดบังสภาพจริงของทางสัตว์สี่ชนิดที่กลับคืนสู่นรก
หยางเซิง : ที่แท้ท่านอาจารย์เล่นกลใน
3 ภพเสียแล้ว พวกสัตว์เหล่านี้สู่แดนนรกแล้ว ทำไมจึงต้องตกใจร้องวิ่งพล่านราวกับว่าถูกคนไล่ต้อนฉันนั้น
?
อรหันต์จี้กง : พวกสัตว์สี่ชนิดเหล่านี้เมื่อไปเกิดในแดนมนุษย์ตอนที่ตายนั้นส่วนมากถูกฆ่าตาย
ดังนั้นมันจึงหวาดกลัวแตกตื่นพอหมดธาตุแจ้งลงก็ถูกธาตุมืดดูดดึงเข้าไป
แต่ละตนต้องกลับคืนสู่นรก เพื่อเสร็จสิ้นเวรเหตุแห่งกรรมใน
3 ชาติแล้ว สัตว์สี่ชนิดมีเวรกรรมหนักหน่อย ดวงวิญญาณมืดมัว
พลกำลังอ่อนแอ เวลาตายลงไม่ต้องให้ยมทูตคุมส่ง ถูกธาตุธรณีดูดคืนโดยธรรมชาติอันนี้
ชนชาวโลกส่วนมากยังไม่เข้าใจ
หยางเซิง : จริงครับ เป็นเรื่องที่เพิ่งได้ยินในชีวิตนี้เป็นครั้งแรกเราจะเดินไปข้างหน้าหรือครับ
อรหันต์จี้กง : ใช่แล้ว เราจะเดินตามพวกหัวควาย
ม้า แพะ และสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ไป ส่วนมากที่แยกกลายเกิด เช่นสัตว์ที่เกิดในน้ำเน่าเกิดจากความชื้น
รูปร่างเล็กมาก เมื่อตายแล้วดวงวิญญาณคล้ายดินทรายถูกลมโชยจนปลิวว่อน
มีความรวดเร็วมากมองด้วยตาเปล่าจะเห็นไม่จะแจ้ง มันบินกลับโลกมาชุมนุมกันรอคอยจนเต็มดวงวิญญาณแล้ว
จะรับการตัดสินอีกที เพื่อชำระล้างเหตุแห่งกรรมในสามชาติให้เรียบร้อยไป
หยางเซิง : ขอขอบคุณท่านอาจารย์ที่ได้อธิบายสั่งสอน
มิเช่นนั้นกระผมจะไม่ทราบอะไรเอาเสียเลย ข้างหน้าก็คือประตูผีเหตุใดพวกวิญญาณสี่ชนิดเหล่านี้
จึงไม่เข้าไปทางประตูใหญ่ ?
อรหันต์จี้กง : เพราะเหตุว่าประตูผีให้วิญญาณมนุษย์เป็นหลักใหญ่พวกสี่ชนิดเหล่านี้มีกรรมเวรหนักหนา
จึงต้องเข้าไปทางประตูเล็กด้านสองข้าง
หยางเซิง : เข้าไปในประตูผีแล้ว
พวกมันเหตุใดจึงไม่ไปรายงานตัวที่หอทะเบียน ?
อรหันต์จี้กง : มีสถานที่แห่งอื่นจัดทำ
ห่างจากที่นี่ไม่ไกลนักเราเดินตามมันไปเถอะ ไปเร็วเข้า
.
หยางเซิง : โอ ! เบื้องหน้าพื้นที่เขียวขจีเหมือนสนามเลี้ยงสัตว์ด้านซ้ายมีปราสาทหลังหนึ่ง
ด้านบนเขียนไว้ว่า "ตำหนักวิญญาณสี่ชนิดคืนชีพ"
พวกสี่ชนิดเหล่านี้ล้วนร่ำไห้และมุ่งไปรวมกลุ่มอยู่ที่นั่น
สั่นหัวกราบไหว้ไปทางตำหนัก มีอาการคล้ายร้องทุกข์
อรหันต์จี้กง : ข้างหน้าคือ
"ตำหนักวิญญาณสี่ชนิดคืนชีพ" บรรดาสี่ชนิดหมุนเวียนไปเกิดเพื่อรับสนองเวรกรรมที่ก่อไว้
เมื่อรับตอบจนหมดเวร หมดกรรมแล้วต้องกลับตำหนักนี้ เพื่อส่งวิญญาณคืนกลับไปเป็นตัวมนุษย์
รีบมุ่งไปหน้าตำหนักเถิด
หยางเซิง : หน้าตำหนักมีข้าราชการเดินออกมา
3 คน มิรู้ว่าเป็นผู้ใด ?
อรหันต์จี้กง : เป็น พระพันปี
(ข้าราชการมีศักดิ์ถึงขั้นเจ้าหรือที่เรียกว่าอ๋อง) และข้าราชการบริพาร
จงรีบเข้าไปทำความเคารพ
หยางเซิง : ขอแสดงคารวะต่อพระพันปีและเทวทูตทั้งหลาย
พระพันปี : มิต้อง ลุกขึ้นเร็ว
ขอต้อนรับท่านอาจารย์กับหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งที่ได้มาเยี่ยมชมถึงตำหนักนี้
อรหันต์จี้กง : วันนี้อาตมาหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งจากเมืองไถ่ตง
ผู้เป็นศิษย์มาเยี่ยมชมถึงตำหนักของท่าน ขอให้พระพันปีได้โปรดให้คำแนะนำชี้แจงด้วยเถิด
พระพันปี : สมควรแล้ว สมควรแล้ว
เชิญทั้งสองตามข้าพเจ้าเข้ามานั่งพักสักครู่ในตำหนักเถิด
หยางเซิง : ขอขอบพระคุณพระพันปีที่ให้เกียรติเป็นอย่างสูง
พระพันปี : เชิญท่านทั้งสองนั่งตามสบาย
นายทหารรีบเสิร์ฟน้ำขาเร็ว
หยางเซิง : สถานที่นี้แปลก เปลี่ยวมาก
รู้สึกงงงันไปหมดขอพระพันปีได้โปรดอธิบายอย่างละเอียดด้วยขอรับ
พระพันปี : "ตำหนักวิญญาณสี่ชนิดคืนชีพ"
นี้ชาวโลกรู้กันน้อยมาก เนื่องจากสำนักของท่านมีพระราชโองการให้แต่งหนังสือ
"เที่ยวเมืองนรก" ท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่มีเทวโองการบัญชามาจึงได้เปิด
"ตำหนักวิญญาณสี่ชนิดคืนชีพ" รับท่านเข้ามาเยี่ยมชมเป็นกรณีพิเศษ
ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยมีมาก่อนเลย
หยางเซิง : ขอขอบคุณพระมหากรุณาธิคุณที่ได้โปรดประทานคุณธรรมอันศักดิ์สิทธิ์แห่งสวรรค์
ขอเชิญพระพันปีได้โปรดช่วยชี้แนะด้วย
พระพันปี : ข้าพเจ้าปกครอง "ตำหนักวิญญาณสี่ชนิดคืนชีพ"
อยู่ในตำแหน่งพระพันปี เพราะสี่ชนิดเช่นเต่ามีชีวิตยืนนานถึงพันปี
ดังนั้นข้าพเจ้าจึงขนานนามว่า พระพันปี ไม่เรียกว่ายมบาล บรรดาผู้ที่มีความชั่วร้ายอุบาทว์กรรมเวรเต็มตัวในเมืองมนุษย์
เมื่อผ่านการลงโทษจากสิบขุมแล้ว ก็ถูกตัดสินเข้าสู่หนทางเกิดของสัตว์
สัตว์สี่ชนิดคืนชีพในหกทางแห่งเวียนว่ายตายเกิด เมื่อไปเกิดยังโลกมนุษย์ก็ถูกเปลี่ยนหน้าเปลี่ยนหัว
สูญไปซึ่งร่างกายมนุษย์ที่มีค่ายิ่ง สัตว์สี่ชนิดแยกออกเป็นการเกิดจากรก
เกิดจากไข่ เกิดจากน้ำ และเกิดจากการแยกกายสี่จำพวก เกิดจากรกเป็นชั้นที่หนึ่ง
เกิดจากไข่เป็นชั้นที่สอง เกิดจากน้ำเป็นชั้นที่สาม เกิดจากการแยกกายเป็นชั้นที่สี่
เนื่องจากวิบากกรรมมาก จึงไปเกิดในแดนมนุษย์รับกรรมสนองตอบคืน
เมื่อสี่ชนิดตายลงแล้ว เพราะเหตุว่าเกิดจากรก เกิดจากไข่นั้นดวงวิญญาณเหมือนมนุษย์
เป็นดวงวิญญาณที่สมบูรณ์ พวกเกิดจากน้ำ เกิดจากการแยกกายนั้นมีเวรกรรมหนักมาก
ดวงวิญญาณถูกแยกออก ดังนั้นที่เกิดจากน้ำเกิดจากการแยกกายสองชนิดนี้
การคืนชีพจึงค่อนข้างยาก ต้องคอยดวงวิญญาณรวมตัวเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
วิญญาณนั้นจึงจะสมบูรณ์แบบ จึงสามารถคืนชีพเป็นตัวมนุษย์ได้
อรหันต์จี้กง : เวลาดึกมากแล้ว
เราศิษย์อาจารย์จะต้องกลับก่อนแล้ว วันหลังค่อยมารบกวนท่านใหม่
หยางเซิง : เสียใจเป็นที่ยิ่ง
ในระหว่างที่กำลังรับฟังคำสั่งสอนชี้แจงเกิดลาจากโดยฉับพลัน
ขอขอบคุณพระพันปีที่ได้ให้การแนะนำอธิบาย เราจะกลับสำนักแล้วละ
พระพันปี : ที่ไหนได้ สิ่งใดที่บกพร่อง
ขอโปรดให้อภัยด้วย คราวหน้าเชิญมาเที่ยวชมตำหนักนี้ใหม่เถิด
อรหันต์จี้กง : เจ้าหยางเซิงรีบออกจากตำหนัก
เตรียมตัวกลับสำนัก
พระพันปี : ขอนมัสการส่งท่านอาจารย์
อรหันต์จี้กง : การทำให้วาจาอันมีค่ายิ่งของพระพันปีขาดหายไปนั้นได้โปรดอภัยด้วย
พระพันปี : มิต้อง เพราะว่าเวลาที่จะต้องกลับสู่โลกมนุษย์ของท่านหยางเซิงมาถึงแล้ว
ข้าพเจ้าไม่สมควรที่จะเหนี่ยวรั้งให้อยู่ได้อีก
อรหันต์จี้กง : หยางเซิงรีบขึ้นดอกบัวเร็ว
หยางเซิง : กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เชิญท่านอาจารย์เริ่มเดินทางได้
.
อรหันต์จี้กง : ถึงแล้ว
สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม