ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า
:
กฎแห่งกรรม ปรากฏชัด ใครใคร่เถียง
มิอาจเลี่ยง กรรมต่างกัน ร่างต่างไป
หกช่องเกิด ย่อมมีแน่ ทางสายใหม่
จงอย่าไพล่ เหมือนแมงมุม ใต้ชายคา
อรหันต์จี้กง : ใครหนอว่าหลักธรรมแห่งสากลโลก
(หรือที่ทุกวันนี้คนทั้งหลายนิยมเรียกว่า "กฎแห่งกรรม")
ไม่มีการตอบสนองนะก็ดูพวกสัตว์สี่ชนิดนั้นเถิด วัว ม้า ไก่สัตว์ปีก
ปลา แมลง ยุง ตัวหนอนนั้น ชาติก่อนต่างก็สร้างเหตุต่างๆ ซึ่งไม่เหมือนกันดังนั้นชาตินี้จึงมีรูปร่างลักษณะแตกต่างกันไป
คนเป็นสิ่งที่มีค่าสูงยิ่งในบรรดาสรรพสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายในแดนมนุษย์ที่เรียกว่า
"บ่วง" (สัตว์ประเสริฐ หรือสิ่งประเสริฐแห่งนานาพันธุ์)
ต้องถนอมรักที่เกิดมาเป็นมนุษย์ จงรีบแสวงหาธรรมบำเพ็ญศีลและก็ปลอบเตือนสัตว์สี่ชนิดที่เรียกอยู่ในมวลสรรพชีวิตทั้งหลายต่างเจียมตัวเจียมกาย
เพื่อลบล้างบาปเวรเปิดทางเดินที่สว่างไสวจากช่องทางของสัตว์ขึ้น
มุ่งหวังที่จะกลับคืนสู่ร่างมนุษย์โดยเร็ว อย่าให้เหมือนแมงมุมที่ใต้ชายคาบ้านทอใยสร้างข่ายพรางตา
ขลุกตัวเองอยู่ในนั้นตลอดชาติไม่สามารถหลุดพ้นออกจากร่างแหเจ้าหยางเซิงเตรียมตัวท่องนรกได้แล้ว
หยางเซิง : ขอรับคำบัญชา กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้วครับ
อรหันต์จี้กง : ถึงแล้วหละ เบื้องหน้านี้คือ
"ตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ" พระพันปีและข้าราชบริพารได้ออกมาต้อนรับเราแล้ว
หยางเซิง : ขอแสดงความคารวะต่อพระพันปีกับเทวทูตทั้งหลายวันนี้เราศิษย์อาจารย์ได้มารบกวนท่านอีกครั้ง
ขอได้โปรดให้การแนะนำอย่างมากด้วยครับ
พระพันปี : มิต้อง วันก่อนคุยกันไม่มาก
วันนี้ขอต้อนรับท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงที่อุตส่าห์มาเยี่ยมอีก
เชิญพักข้างในสักครู่คงจะเหนื่อยอ่อนในการเดินทางนะครับ ?
หยางเซิง : ไม่รู้สึกยากลำบากแต่อย่างไร
เพราะว่านั่งบนดอกบัวเพียงแต่ได้ยินเสียงลมเท่านั้น
อรหันต์จี้กง : เราตามพระพันปีเข้าไปพักในตำหนักเถิด
หยางเซิง : ขอขอบคุณที่พระพันปีให้เกียรติต้อนรับเป็นอย่างยิ่ง
พระพันปี : มิต้องเกรงใจ เชิญดื่มน้ำชา
หยางเซิง : สำนักของกระผมรับเทวโองการแต่งหนังสือ
"เที่ยวเมืองนรก" ให้กระผมรับหน้าที่เที่ยวชมยมโลก
รู้สึกเป็นเกียรติเป็นหนักหนา แต่วิชาความรู้ทางธรรมของกระผมผิวเผินตื้นเขินมาก
เหตุการณ์หลายสิ่งหลายอย่างของยมโลกกระผมมิอาจเข้าใจกระจ่างแจ้ง
ขอให้พระพันปีโปรดอธิบายรายละเอียดสภาพการณ์ใน "ตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ"
ให้ทราบอีกครั้งเพื่อที่จะให้ชาวมนุษย์เข้าใจแจ่มแจ้งปฏิบัติตามจะได้ไม่หลงไปในทางผิดอีก
พระพันปี : ข้าพเจ้าจะพาท่านเข้าไปตรวจชมรายละเอียดถึงที่สถานที่ปัจจุบัน
และจะอธิบายเสริมให้ด้วยดังนี้จะค่อยเข้าใจง่ายขึ้น
หยางเซิง : ขอขอบพระคุณพระพันปีมาก
พระพันปี : ท่านตามข้าพเจ้าไปยังห้องโถงกลางของตำหนัก
หยางเซิง : ขอรับกระผม โอ !
กวางตัวนี้ไฉนจึงสั่นหัวมายังท่านที่หน้าโต๊ะ คล้ายกับจะพูดอะไรกับท่านด้วยอย่างนั้น
?
พระพันปี : ใช่แล้ว กวางตัวนี้ชาติก่อนเป็นลูกศิษย์ของพระสงฆ์เกิดป่วยไข้อย่างหนัก
ในใจจึงโกรธแค้นพระพุทธองค์ว่าไม่ช่วยคุ้มครองรักษาให้ ก็เลยแหกศีลกินของคาว
(พระจีนถือนิกายมหายานห้ามฉันของมีชีวิต) สึกออกไปมีลูกมีเมีย
และพูดให้ร้ายบริภาษพระพุทธเทพยดาเป็นประจำ เมื่อตายแล้วไปเกิดเป็นกวาง
เกิดรอบนี้เวียนว่ายมาเป็นครั้งที่สามแล้ว กวางนั้นเกิดในภูผาเปลี่ยวลึก
กินหญ้าสีเขียว ดื่มน้ำในลำธาร ตรากตรำรับทุกข์จากลมฟ้ามาตลอดชีวิต
ก็เพื่อสนองรับเหตุที่ก่อไว้ในปางก่อน อยู่ในป่าเขาเปลี่ยวลึก
กินแต่หญ้าดื่มแต่น้ำค้างเสมือนหนึ่งผู้บำเพ็ญธรรมคนหนึ่ง
นี่แหละที่ว่าการตอบสนองเหตุแห่งกรรม เวลานี้กวางตัวนี้ได้รับกรรมตอบสนองมาหมดแล้วถูกธาตุมืดดูดมายังยมโลก
สั่นหัวเหมือนดังแสดงความคารวะนั่นคือขอให้ข้าพเจ้าช่วยกอบกู้แก้ไขเพื่อให้กลับร่างเป็นมนุษย์
หยางเซิง : น่าสะพรึงกลัวเสียจริงๆ
ความคิดผิดๆ ชั่ววูบเดียวได้รับการตอบสนองร้ายถึงเพียงนี้
ยมกฎรอดยากนัก แต่ว่ากระผมก็ยังไม่สู้จะเข้าใจถ่องแท้นักว่า
ไฉนสัตว์สี่เท้าตายลงแล้ว ธาตุมืดจะดูดดึงมันเข้ามาในยมโลกโดยอัตโนมัติได้อย่างไร
นั้นเป็นเหตุผลจากอะไร ?
พระพันปี : ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ฟัง
ความเป็นอยู่ทั่วพิภพนั้นล้วนอาศัยอากาศธาตุศักดิ์สิทธิ์เป็นพลังโคจรหมุนเวียน
ดังนั้นศาสนาเต๋าจึงมีสิ่งที่เรียกว่า อากาศธาตุศักดิ์สิทธิ์
(หรือธาตุอันดับ 1) นี้แปลงออกเป็น 3 ภาค (หรือ 3 ภพ) ซึ่งความจริงแล้วธาตุอันดับ
1 นี้แปลงได้ไม่ ใช้แค่สามภาค (ภพ) เท่านั้น แต่สามารถแปลงได้เป็นหมื่นภาค
เช่นนี้แล้วฟ้าก็มีธาตุฟ้า ธรณีก็มรธาตุธรณี มนุษย์ก็มีธาตุมนุษย์
ฟ้าธรณีมนุษย์มีการหายใจเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ถ้าหากธาตุฟ้าขาดลง
ฟ้าก็ถล่มลง ธาตุธรณีขาดลง ธรณีก็จะทลายลง ธาตุมนุษย์ขาดลงมนุษย์ก็จะวายปราณ
อากาศธาตุแท้อันนี้ก็คือธาตุจิต ก่อนหน้านี้ไม่นาน นักวิทยาศาสตร์เมืองมนุษย์ได้พิสูจน์แล้วปรากฏว่ามี
"แรงดึงดูดของโลก" แต่ยังไม่ทราบว่ามี "แรงดึงดูดของฟ้า"
"แรงดึงดูดของมนุษย์" สิ่งใดที่ลอยขึ้นฟ้านั้นก็คือเป็นผลแห่งแรงดึงดูดของฟ้า
สิ่งทึบที่ถ่วงลงนั้นก็คือดินเป็นผลแห่งแรงดึงดูดของธรณี เกิดความอยากความใคร่เป็นผลแห่งแรงดึงดูดของมนุษย์
เมื่อมีแรงดึงดูดสามประเภทนี้แล้ว จึงร่วมกันสร้างให้มีสัตว์โลกทุกชนิด
เพราะเหตุว่าในจำพวกสัตว์สี่ชนิด ทางเกิดของสัตว์ล้วนแล้วแต่มีกรรมเวรหนักหนาในชาติก่อนทั้งนั้นเมื่อตายลงก็ถูกความแรงแห่งธรณีดูดดึงเอา
จึงต้องตกลงยมโลกรับการพิจารณาโดยอัตโนมัติ หากว่าผู้ที่ได้บำเพ็ญธรรม
ดวงวิญญาณเบาและแจ่มใสเปล่งปลั่งก็ลอยขึ้นบนฟ้าโดยอัตโนมัติถึงยมทูตจะคุมตัวมาแดนนรกก็ไม่สามารถทำได้
ประหนึ่งว่าลูกโปร่งขนาดใหญ่ซึ่งมีแก๊สอัดเต็มอยู่ภายใน ลอยอยู่บนอากาศคนจะดึงมันไว้
แต่กลับถูกมันดึงลอยไป ดังนั้นชาวมนุษย์จะเป็นพระอรหันต์เทวดา
เป็นภูตผี ล้วนต้องอาศัยธรรมที่ตนบำเพ็ญในมนุษยโลก ส่วนที่จะช่วยกู้วิญญาณบิดามารดานั้นต้องอาศัยบุญกุศล
มิเช่นนั้นแล้วจะจ่ายเงินเป็นพันๆ ก็ช่วยอะไรไม่ได้ ผู้ที่จะช่วยเหลือกอบกู้บรรพบุรุษนั้น
เจ้าตัวต้องประพฤติดี บำเพ็ญธรรมในตัวเอง แล้วยังจะต้องมีการสร้างพิมพ์แจกหนังสือธรรมด้วย
เป็นงานกุศลใหญ่ยิ่งอันดับหนึ่ง ดังนั้นพระอรหันต์เทวดาจุติสู่โลก
จุดประสงค์ที่จะช่วยกู้มวลมนุษย์เป็นจุดใหญ่อันดับแรก และคัมภีร์หนังสือธรรมก็คือเสียงสวรรค์อรหันต์จากเทวดา
เป็นหลักแก่นสำคัญในการประพฤติบำเพ็ญทางจิตใจ ฉะนั้นการเผยแพร่ตำราคัมภีร์พิมพ์หนังสือธรรมนั้น
จึงเหมาะสมตรงต่อความมุ่งหมายของพระอรหันต์เทวดา มีความดีความชอบที่ยิ่งใหญ่โดยอาศัยความดี
กุศลกรรมนี้ส่งย้อนไปยังวิญญาณของบรรพบุรุษ เป็นทางเดินที่สะดวกในการพ้นทุกข์
ถ้าหากจะสวดมนต์กอบกู้ชักนำต้องมีตำราหนังสือธรรมเป็นที่พึ่งเสียก่อน
จุดนี้แหละชาวโลกควรจะรู้ไว้ นอกนั้นเช่นช่วยเหลือจุนเจือคนยากคนจน
ส่วนสาธารณกุศลก็เป็นสิ่งที่สมควรกระทำอีกอย่างหนึ่ง
หยางเซิง : พระพันปีมีเหตุผลอย่างยิ่ง
อรหันต์เทวดาประกาศธรรมล้วนได้จดบันทึกลงในหนังสือ พิมพ์แจกหนังสือธรรมจึงสมดังความประสงค์แห่งสวรรค์
เป็นกุศลที่ยิ่งใหญ่ไพศาลวิญญาณของบรรพบุรุษนั้น โดยแรงธรรมชาติดึงดูดจากฟ้าจึงขึ้นสู่สวรรค์ได้
อรหันต์จี้กง : เจ้าหยางเซิงพูดเข้าหลักธรรมเป็นอย่างยิ่ง
"ตำราสวรรค์" ก็คือ "ความอารีแห่งธรณี"
เมื่อมนุษย์สามารถใช้ความเมตตาอารีอารอบโดยหมดสิ้น ความประพฤติดีแห่งมนุษยชาติก็สมบูรณ์
ก็มีส่วนเป็นเทวดาแล้ว
พระพันปี : กวางตัวนี้เวียนมาเกิดสามชาติได้หมดเหตุปางก่อนลงแล้ว
ข้าพเจ้าจะล้างโทษให้มัน ให้นายทหารนำกวางตัวนี้ไปยัง "ศาลาคืนชีพ"
ให้ "น้ำคืนชีพ" มันดื่มเสีย
นายทหาร : ขอรับคำบัญชา ! เชิญท่านหยางเซิงตามข้าพเจ้าไปสังเกตดูรายละเอียด
หยางเซิง : ครับผม ขอบคุณท่านนายทหารมากด้านนี้มีศาลาอยู่ศาลาหนึ่งจริงอย่างว่า
ด้านบนเขียนไว้ว่า "ศาลาคืนชีพ" ภายในศาลามีผู้เฒ่าอยู่คนหนึ่ง
เอาน้ำที่อยู่ในแต่ละถ้วยให้พวกวิญญาณชีวิตดื่มกิน แต่ละคนปรากฏเป็นร่างของมนุษย์ขึ้นมามีทั้งหญิงชาย
แก่หนุ่ม
นายทหาร : ท่านหยางเซิงจึงยืนดูอยู่ทางนี้
ข้าพเจ้าจะไปรับเอา "น้ำคืนชีพ" จอกหนึ่งให้กวางตัวนี้ดื่ม
หยางเซิง : ได้ครับ เชิญตามสบาย
โอย ! คล้ายกับเล่นมายากลเสียจริง กวางป่าดื่มแล้วร่างกายเปลี่ยนแปลงขึ้นทันที
กลับกลายเป็นคนแก่อายุประมาณ 50 เศษ ผมก็ไม่ยาว บนศีรษะมีรอยจุดแห่งการรับศีลอย่างว่าด้วย
(การเป็นพระจีนนั้นต้องเข้าพิธีใช้ธูปจี้บนศีรษะ) นั่นเป็นรูปที่หลังจากสึกออกจากพระแล้วกระมัง
นายทหาร : ถูกต้อง ผู้นี้บวชแล้วสึก
กินของคาวทำลายศีล ก็เลยต้องโดน 3 รอบ กลายเป็นสัตว์เดียรัจฉาน
เพราะดื่มน้ำคืนชีพ เกิดการกลับกายแปรเปลี่ยน ถอดร่างลอกคราบทันทีคืนสู่ร่างเดิม
หยางเซิง : มิทราบว่าเวลานี้จะจัดการกับมนุษย์กวางผู้นี้อย่างไรบ้าง
?
นายทหาร : มนุษย์กวางผู้นี้อยู่มาจนได้คืนชีพในขณะนี้
เป็นหน้าที่รับผิดชอบของตำหนักนี้ เมื่อคืนชีพแล้วจะส่งขุมที่สิบให้พญายมบาล
"จวงลุ้งอ๊วง" ตรวจเหตุปางก่อน ให้ไปเกิดเป็นมนุษย์อีก
ตามที่ข้าพเจ้าทราบมา ผู้ที่ไปจากตำหนักเรานี้เมื่อหมุนเวียนไปเกิดแล้ว
ล้วนเกิดในบ้านยากจนทั้งสิ้น หรือมีร่างกายพิการบางส่วน ต้องรับสนองทุกข์ยากอีก
ถ้ารู้ตัวบำเพ็ญธรรมแล้วก็จะค่อยๆ เข้าสู่แดนสุขสบายขึ้น
อรหันต์จี้กง : เพราะเหตุเวลาจำกัด
เราขอลาท่านนายทหารและจะไปลาพระพันปีในตำหนักด้วย
หยางเซิง : ขอบคุณที่ท่านนายทหารให้คำแนะนำ
เพราะได้เวลาที่จะต้องกลับสู่แดนมนุษย์ อยู่ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว
พบกันใหม่ในวันอื่นนะครับ
อรหันต์จี้กง : ขอขอบคุณพระพันปีที่ให้การชี้แจง
เนื่องจากเวลาดึกมากแล้ว เราเตรียมจะกลับสำนัก วันอื่นค่อยมาเยี่ยมคารวะใหม่
พระพันปี : มิต้อง ข้าพเจ้าก็ไม่ถ่วงเวลาของท่านละ
ยินดีต้อนรับที่จะมาเยือนตำหนักใหม่
อรหันต์จี้กง : "วิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ"
มวลมนุษย์ส่วนใหญ่ไม่รู้จัก ฉันวางแผนให้หยางเซิงตรวจเยี่ยมสังเกตการณ์ให้ละเอียดเพื่อที่จะเผยให้ชาวโลกเข้าใจ
ฉะนั้นจึงขอมารบกวนอีกครั้งหนึ่ง
พระพันปี : ยินดีต้อนรับด้วย
นายทหารตั้งแถวนมัสการส่งท่านอาจารย์กับท่านหยางเซิง
หยางเซิง : ท่านให้เกียรติมากเกินแล้ว
ขอขอบคุณท่านและเทวทูตทั้งหลาย เราลาละครับ
อรหันต์จี้กง : รีบขึ้นดอกบัวเร็ว เตรียมกลับสำนัก
หยางเซิง : กระผมนั่งเรียบร้อยแล้ว
ท่านอาจารย์เชิญเริ่มได้
..
อรหันต์จี้กง : ถึงแล้ว
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม