ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนว่า
:
โอ้สัตว์น้ำ ต้องเวียนว่าย ทะเลทุกข์
ลมหนาวบุก โบกพัดสัตว์ ทั้งปีก - บก
เนื่องปางก่อน รื่นหรรษา กามลามก
ตื่นภวังค์ จึงได้พบ ทุกข์อย่างสูญ
อรหันต์จี้กง
: ถนนหนทางในแดนนรกขมุกขมัวนัก แต่ละวันมีแต่เสียงร่ำไห้โอดครวญ
คนตายก็โศกเศร้าร่ำไห้ สัตว์ตายครวญครางไม่หยุดหย่อน สัตว์สี่ชนิดที่ไปเกิดในแดนมนุษย์ส่วนมากถูกชาวโลกเฉือนฆ่า
เมื่อชีวิตถูกคมมีดเฉือนเอาขณะนั้นตกใจกลัวจนตะลึงพรึงเพริดขวัญหนีดีฝ่อ
อยากจะหาทางเอาชีวิตรอด แต่ด้วยเหตุที่มีกำลังอ่อนแอกว่าจึงไม่สามารถดิ้นหลุด
จึงได้แต่แหกเสียงหวีดร้อง ราวกลับว่าถูกนำส่งตะแลงแกงทำการประหาร
ดวงวิญญาณจุดนั้นล่องลอยไปยังใต้บาดาล "ตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ"
กำลังทำการรับเอาดวงจิตวิญญาณ เพื่อคืนชีพให้อยู่ในร่างมนุษย์
แล้วก็ตามุญตามกรรมที่ตนก่อไว้สนองรับไปเพื่อที่จะได้ชำระล้างบาปจากเหตุซึ่งสร้างไว้แต่ปางก่อน
ศิษย์ทั้งหลายถ้าไม่ตั้งตนอยู่ในทางธรรม จิตใจโหดร้าย ทำสิ่งไร้ศีลธรรม
ขัดหลักธรรมแห่งสวรรค์และไม่กลัวความตายนั้น เมื่อตัวตายแล้วถูกหมุนเวียนไปเกิดเป็นสัตว์พวก
รก ไข่ น้ำ แยกกายเกิดเป็นสัตว์สี่ชนิดนั้นอย่างแน่นอน เจ้าหยางเซิงเตรียมตัวท่องนรก
หยางเซิง : ท่านอาจารย์ครับ
ขณะนี้เนื่องจากบิดาของศิษย์นักทรงผู้หนึ่งในสำนักเสียชีวิตไป
ในใจเจ็บปวดโศกเศร้าไม่รู้คลาย ไฉนสวรรค์ท่านจึงไม่ละเว้นคนดีใจบุญไว้ให้มากๆ
เพื่อช่วยกันอุ้มชูรักษากิจการธรรมที่ศักดิ์สิทธิ์ ไฉนจึงรีบเอาคนดีกลับคืนสู่สวรรค์เล่า
?
อรหันต์จี้กง : การเกิดแก่เจ็บตายนั้น
แม้จะเป็นถึงรัฐมนตรี นายพลผู้มียศศักดิ์สูงส่ง ความหวังเพื่ออุทิศตัวเพื่อแผ่นดินแม้ว่างานการนั้นยังมิทันลุล่วงสำเร็จ
ยังต้องวางมือคืนสู่สวรรค์เช่นเดียวกัน สำมะหาอะไรกับผู้คนธรรมดาเล่า
ขอเพียงแต่ว่าตอนมีชีวิตอยู่ รู้จักบำเพ็ญสร้างบุญแม้ตนจะตาย
ตัวจะสูญแต่วิญญาณนั้นจะคงอยู่ในแดนมนุษย์ที่เรียกว่าวิญญาณนักปราชญ์ไม่มีวันดับสูญในโลกนี้
ไม่มีผู้ใดไม่ตาย เจ้าอย่าไปเสียใจสะเทือนจนเกินไป
หยางเซิง : กระผมคิดจะพบหน้าแกเหลือเกิน
เพื่อที่จะสอบถามถึงสภาพการณ์ เมื่อขึ้นสวรรค์ไปแล้ว ได้ยินลูกหลานแกเล่าว่า
ก่อนที่แกจะคืนสู่สวรรค์ก่อน 2 วัน แกรู้ตัวว่าความเป็นมนุษยภาพนั้นหมดลงแล้ว
จะต้องคืนสู่สวรรค์แล้ว มิทราบการบำเพ็ญธรรมต้องถึงขั้นตอนไหน
จึงสามารถบรรลุถึงเขตแดนนี้ ?
อรหันต์จี้กง : เนื่องจากโอกาสยังไม่อำนวย
ดังนั้นการพบปะนั้นจึงไม่สามารถจัดการให้ได้ ส่วนที่บำเพ็ญธรรมจนสามารถรู้ถึงวันตายของตัวเองนั้น
เป็นที่จิตใจแน่วแน่สัตย์ซื่อ จนไปดลจิตใจภูติผีเทวดาฟ้าดิน
เลยแสดงปรากฏเป็นลางให้ทราบก่อนและก็จะอาศัยใน (โอกาส) ครั้งนี้พิสูจน์ได้ว่าผีสางเทวดานั้นมิใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระ
หากได้ตั้งใจจริงปฏิบัติธรรมแล้วการเกิดการตายได้กุมอยู่ในอุ้งมือแล้ว
เพียงงอนิ้วเท่านั้นก็รู้ได้ทันทีโดยหาใช่เรื่องแปลกประหลาดไม่
นี่แหละเป็นการดลบันดาลใจกันละ อย่าได้คุยต่อเถอะ เพื่อไม่ให้เสียเวลาท่องนรกรีบขึ้นดอกบัวเร็ว
หยางเซิง : ขอรับคำบัญชา กระผมนั่งเรียบร้อยแล้วครับท่านอาจารย์
อรหันต์จี้กง : ถึงแล้วละ รีบลงจากดอกบัวเร็ว
หยางเซิง : เบื้องหน้าพระพันปีกับเทวทูตใน
"ตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ" ได้ออกมาแล้ว
อรหันต์จี้กง : รีบเข้าไปแสดงความเคารพเร็ว
หยางเซิง : ขอแสดงความเคารพพระพันปี
และเทวทูตทั้งหลายการมารบกวนท่านในวันนี้อีกครั้ง ขอให้ท่านได้โปรดแนะนำด้วย
พระพันปี : มิต้อง ! ท่านศิษย์อาจารย์คงไม่รังเกียจที่มีสัตว์เต็มไปทั่วพื้นที่แห่งนี้
ได้อุตส่าห์มาเยี่ยมเป็นครั้งที่ 3 ข้าพเจ้าปลื้มปิติยิ่งนักด้วย
เชิญท่านทั้งสองตามข้าพเจ้าเข้าไปในตำหนักเถิด
อรหันต์จี้กง : ขอบคุณมาก เพราะเวลาน้อยมาก
ขอพระพันปีพาเจ้าหยางเซิงเที่ยวชมตามสำนักงานต่างๆ เล่าสภาพการณ์ของวิญญาณสี่ชนิดคืนชีพให้ทราบ
เพื่อลงพิมพ์ในหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก"
พระพันปี : ถ้าเช่นนั้นแล้ว เชิญตามข้าพเจ้าไปข้างหน้า
ตรวจชมสถานที่ต่างๆ เถิด
.!!
หยางเซิง : กลไกตกแต่งของสถานที่นี้รู้สึกพิสดารแยบยลมากคล้ายกับเครื่องดูดฝุ่นในเมืองมนุษย์
ยุงแต่ละตัว มิทราบว่าถูกดูดมาจากที่ใด เมื่อรวมเป็นกลุ่มแล้วก็ตกลงมา
ประหนึ่งว่าดอกหิมะที่รวมตัวเป็นก้อนเดียวกัน แล้วยังกระดุกกระดิกไม่หยุดยั้ง
พระพันปี : นั่นคือพวกยุงโดนคนตบตาย
หรือถูกยาพ่นฆ่า ถูกธาตุธรณี (ดิน) ดูดมายังตำหนักนี้ กลุ่มนี้มีประมาณห้าร้อยตัวดังนั้นจากวิญญาณแยกมารวมเป็นวิญญาณที่สมบูรณ์
จึงตกอยู่ข้างหน้าโดยปริยาย เมื่อรด "น้ำคืนชีพ"
ให้อีก ก็จะสามารถคืนสู่ร่างมนุษย์
หยางเซิง : กลไกชนิดนี้ตกแต่งทั่วไปหมด
พื้นที่สร้างด้วยวิธีพิสดารอันไหนหนอ ?
พระพันปี : นั่นคือความพิสดารจากแรงดึงดูดแห่งโลก
จากการดูดของธาตุธรณี เพราะเหตุว่า ยุง หนอน เหล่านี้เป็นวิญญาณแยก
ธาตุแท้นั้นอับทึบ เมื่อตายลงแล้วต้องถูกดูดมาที่นี่โดยปริยาย
วิญญาณแยกนั้นอุปมารวมทรายสร้างเป็นเจดีย์ ความพิสดารแยบยลของการคืนชีพก็คืออย่างนี้แหละ
เราไปชมดูที่อื่นๆ กันอีกเถอะ!
หยางเซิง : สนามกว้างใหญ่นี้เต็มไปด้วยสัตว์ต่างๆ
มีสัตว์ที่แปลกประหลาดจำนวนมากล้วนไม่เคยพบเห็นในชีวิตมีทั้ง
เสือ สิงโต เสมือนหนึ่งสวนสัตว์อย่างนั้น ยิ่งพวกเป็ดไก่หมู
แล้วยิ่งนับไม่ถ้วนใหญ่ ได้กลับเข้ามายังในตำหนักแล้วมิทราบว่าพระพันปีมีคำแนะนำประการใด
?
พระพันปี : ขณะนี้ข้าพเจ้ากำลังจัดการกับคดีเรื่องหนึ่ง
ไก่ตัวผู้ที่อยู่ตรงหน้านี้กำลังมาทำการร้องทุกข์ ข้าพเจ้าจะเปิดข้อมูลดั่งเดิมให้ท่านชม
ไก่ตัวนี้ชาติก่อนไปเกิดเป็นบุตรของครอบครัวคนรวยผู้หนึ่ง
เกิดที่แถบเหนือในไต้หวัน เนื่องจากอาศัยความมีเงินแล้วมักจะไปผิดกามกับลูกเขาเมียเขา
และใช้เงินทองซื้อหญิงสาวที่ร่างกายกำลังตูมๆ เพื่อทำการเสพสมหาความสนุกทางกาม
โดยเอาหญิงบริสุทธิ์นั้นเป็นที่เสพสุข สร้างเวรบาปอย่างมหันต์
จึงโดนหมุนเวียนไปเกิดเป็นไก่ห้าชาติ บัดนี้เวรกรรมนั้นได้ชดใช้ไปหมดแล้ว
วิญญาณกลับมาสู่ตำหนักนี้ วิงวอนร้องขอคืนชีพ
หยางเซิง : น่ากลัวเป็นที่สุด
ไก่แปลงสภาพมาจากมนุษย์แล้วผู้ที่กินเนื้อไก่น่ะ จะมีบาปเวรบ้างไหม
?
พระพันปี : แต่ละสิ่งล้วนมีวิญญาณสิงอยู่
เว้นเสียแต่ต่างกันในรูปร่างเท่านั้น มีวิญญาณที่ปราดเปรื่องเหมือนมนุษย์
ชาวโลกชอบกินอาหารพวกเนื้อ แน่นอนละ ต้องการบำรุงร่างกายให้แข็งแรง
แต่ไม่คิดว่าสัตว์สี่ชนิดล้วนเป็นการแปลงกายมาจากมนุษย์ที่มีบาปเวรชั่วร้าย
ร่างของมันมีธาตุแห่งไม่ซื่อสัตย์สุจริตชนิดหนึ่ง และตอนที่มนุษย์ฆ่ามันตายนั้น
มันก็ดิ้นรนเพื่อจะหนีเอาชีวิตรอดในใจหวาดกลัว การหมุนเวียนของโลหิตทั่วกายก็ผิดปรกติเครื่องในทุกส่วนเกิดมีสารพิษ
เมื่อมนุษย์ฆ่ามันตายแล้ว ดื่มกินเลือดเนื้อของมัน แม้จะมีประโยชน์
แต่ส่วนมีโทษได้หลบสิงอยู่ภายใน หากมนุษย์เกิดมีอาการเกร็งเครียดขณะหวาดหวั่นตกใจกลัว
โลหิตก็แปรสภาพ ถ้าประสบเหตุการณ์ชนิดนี้บ่อยๆ เข้า ร่างกายจะต้องเกิดเจ็บป่วยลง
นี่คือการเจ็บป่วยที่เกิดจากจิตใจ มนุษย์ที่แข็งแรง หน้าตามีน้ำมีนวล
ราศีเปล่งปลั่ง ถ้าหากตายลง ทั่วร่างกายก็ปรากฏสีเขียวดำ เรียกว่าศพ
เมื่อมนุษย์กินซากศพของพวกสัตว์ ก็มีสารที่ไม่สะอาดอยู่แล้ว
มีทั้งประโยชน์และให้โทษอยู่คู่กัน พวกนักวิทยาศาสตร์ก็เคยแนะนำให้กินแบบมังสวิรัติ
(กินเจ) เลี้ยงชีพ บรรดาผู้ที่บำเพ็ญธรรมแม้ว่าจะไม่สามารถตัดขาดการกินของมีชีวิต
ก็ควรที่กินน้อยลงจะดีกว่า เพื่อไม่ให้ธาตุสกปรกเต็มตามร่างกาย
มิเช่นนั้นแล้วจะชำระสะสางผลธรรมให้หมดจดบริสุทธิ์ก็ทำได้ยากมาก
การกล่าวถึงว่าจะบาปหรือไม่บาปนั้น ยังเป็นประเด็นที่รองลงมาเป็นอันดับสอง
หยางเซิง : คำพูดพระพันปีสมแก่หลักการของวิทยาศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง
จะกินหรือไม่ก็ตามแต่ใจของคน เมื่อรู้ชัดแล้วว่าคุณโทษนั้นต่างกัน
จะทำอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของตนเอง ขอเรียนถามพระพันปีอีกสักนิดว่า
เบื้องหน้ามีลิงและนกแก้ว ลิงนั้นการเดินเหินคล้ายมนุษย์ นกแก้วยังสามารถพูดจาได้
พวกนี้จะเป็นพวกชั้นสูงสักหน่อยหรือไฉน ?
พระพันปี : ลิงนั้นการเดินเหินคล้ายมนุษย์
สมองก็ฉลาดเฉลียวมาก ต้องโทษตัวเองเมื่อชาติก่อนเป็นผู้ที่หลงตัวเองในความฉลาดของตน
ดังนั้นชาตินี้จึงตกลงมาเกิดอยู่ในร่างของสัตว์ส่วนนกแก้วแม้จะสามารถเรียนคำพูดจากมนุษย์
แต่ชาติก่อนที่เป็นมนุษย์อยู่นั้นชอบเล่นลิ้นเปล่งวาจากล่าวร้ายทำให้ผู้อื่นล้มตาย
บ้านแตก ชาตินี้จึงต้องเข้าไปอยู่ในกรง ฟังคนอื่นเขาพูด เรียนคำพูดจากมนุษย์
มีแต่ปากอันคมคายเสียเปล่า ดังเช่นเสียดายที่วีรบุรุษไม่มีทางที่แสดงฝีไม้ลายมือ
บรรดาผู้คนในโลกที่ทำอะไรลงไปทุกอิริยาบถ ถ้าขัดต่อหลักกฎและหลักธรรมแล้วเมื่อตายลงต้องตกเป็นสัตว์บก
สัตว์ปีก ไม่มีวันสุดสิ้น สมควรจะตระหนักรู้ตัวให้ดี
อรหันต์จี้กง : เนื่องจากเวลาจำกัด
ฉันว่าการเยี่ยมชม "ตำหนักสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ" จะปิดฉากลงเพียงเท่านี้
ชาวโลกก็พอจะรับรู้เข้าใจเป็นสังเขปบ้างแล้ว ที่นี่เพียงแต่จัดการคืนชีพ
นอกนั้นที่โดนขุมที่สิบแห่งยมบาล "จ้วงลุ้งอ๊วง"
ตัดสินให้เวียนไปเกิดเป็นสัตว์สี่ชนิด วิญญาณที่ยังเวียนไม่ครบกำหนดไม่อยู่ในการจัดทำของตำหนักนี้
อันนี้ชาวโลกควรจะเข้าใจให้ถ่องแท้ไว้เจ้าหยางเซิงเราเตรียมการกลับสำนักกันเถิด
หยางเซิง : ขอขอบคุณพระพันปีและเทวทูตทั้งหลายที่ให้การแนะนำชี้แจง
เพราะได้เวลาแล้วเราศิษย์อาจารย์จะกลับเมืองมนุษย์ ขอลาทุกท่านแล้วละ
!
พระพันปี : ที่ไหนได้ ! สิ่งใดบกพร่องแล้ว
ขอได้อภัยด้วยนายทหารทั้งหลาย นมัสการส่งท่านอาจารย์กับท่านหยางเซิงกลับ
อรหันต์จี้กง : รีบออกจากตำหนัก เตรียมขึ้นบนดอกบัว
หยางเซิง : กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เชิญอาจารย์ท่านเดินทางกลับเถิด
อรหันต์จี้กง : ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม