เทพเจ้าหยางเจี่ยนเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า
:
หาความลับ ในนรก ถึงขุมห้า
ย่อมเป็นข้า แต่งหนังสือ ช่วยคนรั้น
ชูกิ่งท้อ เหล่าภูตผี สยบพลัน
เตือนกัน ด้วยระฆัง ก้องกังวาน
เทพเจ้า : เนื่องจากวันนี้ท่านอรหันต์จี้กงติดกิจธุระสำคัญไม่สามารถพาหยางเซิงไปท่องนรก
ข้าพเจ้าได้รับเทวโองการจากท่านเง๊กเสียงอ๊วงตี่ให้ลงสู่สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งพาหยางเซิงท่องแดนนรกด้วยเหตุว่าเลาน้อยมาก
เราเตรียมการท่องยมโลกกันเถิด
หยางเซิง : ท่านเทพเจ้าหยางเจี่ยน
ที่รบกวนท่านพาเที่ยวในวันนี้รู้สึกขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่ง
ท่านได้นำสุนัขฟ้าตัวหนึ่งติดตามไปด้วย เพื่ออะไรมิทราบ? ก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์จี้กงพากระผมไปด้วยการนั่งบนดอกบัว
มิทราบว่าใช้พาหนะอันใดที่ท่านจะพากระผมไปในวันนี้?
เทพเจ้า : ท่านอาจารย์มดอกบัวส่วนผมไม่มี
พุทธกับเทพต่างก็มีฤทธิ์เดชด้วยกัน วันนี้เจ้ากับฉันขี่สุนัขตัวนี้ไปด้วยกันเถิด
หยางเซิง : สุนัขเดินได้ช้ามาก
ยิ่งกว่านั้นแล้วสุนัขนี้ดุร้ายเหลือกำลัง คนแปลกหน้าเมื่อเข้าใกล้กลัวมันแผลงฤทธิ์จะโดนกัดช้ำไปทั้งตัว
เทพเจ้า : สุนัขนี้มิใช่สุนัขธรรมดา
แต่เป็นสุนัขฟ้า เป็นยานพาหนะของฉัน มีฤทธิ์เดชไม่เบาเสียด้วยจะไม่กัดเจ้าให้ช้ำ
หยางเซิง : แต่ว่าสุนัขเดินทางอยู่ในอัตราที่ช้ามาก
เกรงว่าจะกระทบต่อการเดินทาง
เทพเจ้า : เจ้าจงวางใจได้ เท้าทั้ง
4 ของสุนัขฟ้าเปรียบเสมือนล้อรถยนต์ 4 ล้อของแดนมนุษย์พอออกเดินอัตราความเร็วไม่แพ้ดอกบัว
รีบขึ้นมาเถิด
หยางเซิง : กระผมนั่งเรียบร้อยแล้ว
ท่านนั่งอยู่ข้างหน้าผม ต้องควบคุมให้ดี มิเช่นนั้นกระผมตกหล่นลงไปแล้ว
ก็จะแย่นะครับ
เทพเจ้า : เจ้ารีบหลับตาทั้งสองข้างเร็ว
ไม่มีการเกิดอุบัติเหตุหรอกเย็นใจได้
หยางเซิง : มิทราบว่าวันนี้จะไปยังแห่งใด?
เทพเจ้า : วันนี้จะท่อง "นรกขุมที่
5" เป็นครั้งแรกอย่าถามอะไรอีกเลย เวลามันน้อยมาก เราเริ่มเดินทางเถิด
ถึงแล้วละ
รีบลงมาเร็ว
หยางเซิง : หูทั้งสองข้างเพียงแต่ได้ยินเสียงอู้ๆ
พริบตาเดียวเท่านั้นก็ถึงยมโลกแล้ว ของเทวดาก็ไม่ผิดแผกแตกต่างจากของพระอรหันต์
เทพเจ้า : เทพกับพุทธที่แท้ก็อันหนึ่งอันเดียวกัน
เช่นเดียวกับผู้คนในแดนมนุษย์ ซื้อรถยนต์ 2 คัน มียี่ห้อต่างกัน
ล้วนพูดว่าของตนเป็นผลิตภัณฑ์ชั้นสูง แต่ไม่รู้เนื้อแท้ จึงไม่สามารถแบ่งแยกได้ว่าสิ่งใดดีสิ่งใดเลว
จิตใจคนก็เหมือนเครื่องยนต์ถ้าหากเครื่องยนต์ดีเลิศ บวกด้วยพื้นฐานที่เรียบร้อย
เมื่อเล่นไปบนถนนที่กว้างใหญ่ก็จะราบรื่นปลอดภัยไปเอง
หยางเซิง : เทพเจ้าท่านพูดสมเหตุสมผลมาก
เบื้องหน้าฝูงชนแออัดยัดเยียดน่าดู ล้วนแย่งกันขึ้นไปบนบันไดหอวิญญาณโทษหญิงชายถูกยมทูตคุมตัวรุดขึ้นหน้าไปแล้ว
ยังมีอีกพวกหนึ่งไม่มีใครคุม สีหน้าเบิกบานแย้มระรื่น ปรากฏออกนอกหน้า
มิทราบว่าที่นี้คือแห่งใด
เทพเจ้า : ที่นี้คือ "หอส่องบ้านเดิม"
วิญญาณโทษเหล่านี้เมื่อตกเข้านรกแล้วจะส่งมอบให้ขุมที่ 5 ในใจคิดว่าจะขึ้นบน
"หอส่องบ้านเดิม" ส่องมองดูลูกหลานที่อยู่ในเมืองมนุษย์มีสภาพเป็นอยู่อย่างไรบ้าง
จึงอดกลั้นในความเศร้าที่เกิดขึ้นไม่ได้ เลยร้องห่มร้องไห้ตามๆ
กัน วิญญาณโทษที่ไม่ได้โดนทำโทษนั้นก็มุ่งมาหอส่องบ้านเดิมด้วยความเบิกบานใจ
เพื่อมองดูลูกหลานในโลกมนุษย์เป็นอย่างไรบ้าง
หยางเซิง : ข้างหน้ามีผู้คนหมู่หนึ่งกำลังเดินมา
ท่าทีองอาจสง่างามน่าเกรงขาม มิทราบว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์จากแห่งใด?
เทพเจ้า : ยมบาลเซียมล้ออ๊วงแห่งขุมที่
5 และข้าราชการบริพารฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ (พลเรือนและทหาร) ทั้งหลาย
ได้ลงบันใดมาต้อนรับเราแล้วรีบเข้าไปแสดงความเคารพเถิด
หยางเซิง : กระผมนายหยางเซิง
ศิษย์ของท่านกวนอู แห่งสำนักเซี้ยงเฮี้ยงตึ้งเมืองไถ่ตง เนื่องด้วยได้รับเทวโองการให้แต่งหนังสือ
"เที่ยวเมืองนรก" เพื่อปลอบเตือนชาวโลก วันนี้โดยการนำของเทพเจ้าท่าน
หยางเจี่ยนเข้ามายังแดนนรก ยังขุมที่ 5 ขอท่าน เซียมล้ออ๊วง
โปรดให้ความสะดวก เพื่อที่การแต่งหนังสือนี้ได้ลุล่วงไปโดยสะดวกรวดเร็ว
เซียมล้ออ๊วง : สำนักเซี้ยงเฮี้ยงตึ้ง
สร้างธรรมในทางชอบไม่น้อยตั้งสำนักประกาศธรรม รับลงทรงแต่งหนังสือ
กล่อมเกลากอบกู้ผู้คนนับจำนวนไม่ถ้วน ข้าพเจ้าคุมอำนาจในขุมที่
5 มีวิญญาณผู้ตายหลายต่อหลายคนเคยได้อ่านหนังสือธรรมคัมภีร์จากสำนักของท่านในแดนมนุษย์
ความผิดพลาดมีน้อย สะสมความดีในแดนนรก ข้าพเจ้าตัดสินให้เขาไปผุดไปเกิดโดยเร็ว
หรือจัดตามความชอบให้รับผลสำเร็จธรรมไป
หยางเซิง : ขอขอบคุณท่านยมบาลที่ให้การดูแลช่วยเหลือยิ่ง
ผิดถูกประการใดจะได้รับการตัดสินอย่างเที่ยงธรรม ผู้ที่มีคุณธรรมจึงได้รับอภัยโทษจากท่าน
เซียมล้ออ๊วง : มิต้อง ลุกขึ้นเร็ว
ท่านยี่นึ้งซิ้งกุง (นามเดิมของเทพเจ้าหยางเจี่ยน) และท่านหยางเซิงตามข้าพเจ้าเข้าไปพักในปราสาทสักครู่เถิด
เทพเจ้า : เพราะเหตุว่าจะเสียเวลาอีกไม่ได้แล้ว
วันอื่นค่อยเข้าไปรบกวนในปราสาท วันนี้ข้าพเจ้าจะพาหยางเซิงขึ้นไปบนหอส่องบ้านเดิมชมดูสักครั้งก่อน
เซียมล้ออ๊วง : ถ้าเช่นนั้นแล้ว
ข้าพเจ้าก็จะไม่ขอหน่วงเหนี่ยวเวลาข้าพเจ้าจะพาพวกท่านขึ้นบนหอส่องบ้านเดิม
โปรดตรวจชมให้ละเอียด
หยางเซิง : ขอบพระคุณท่านยมบาลที่ทำการนำทางเอง
เซียมล้ออ๊วง : วิญญาณที่จะผ่านไปทางขุมที่
5 ต้องผ่านหอส่องบ้านเดิมก่อน เพื่อสอดส่องดูลูกหลานของตนที่อยู่ในแดนมนุษย์เป็นอย่างไรบ้าง
ดังนั้น วิญญาณผู้ตายโดยทั่วไปล้วนมีความหลงรัก ห่วงใยลูกหลานในแดนมนุษย์
เช่นนี้แล้วไม่ว่าจะมีโทษหรือไม่มี จึงอยากจะขึ้นไปส่องมองทั้งนั้น
หยางเซิง : อันนี้เป็นนิสัยธรรมดาของผู้คนมี่จะสกัดได้ยากยิ่งจริงๆ
เบื้องหน้ามียมทูตคุมตัวผู้เฒ่าคนหนึ่งเดินผ่านมา ขณะที่ตาแกมมองดูหอนี้นั้น
น้ำตาล่วงราวกับสายฝน ร่ำไห้คร่ำครวญมิทราบว่าเนื่องจากเหตุใด?
เซียมล้ออ๊วง : ผู้เฒ่าคนนี้ได้ทำบาปไว้ตอนที่แกมีชีวิตอยู่
จึงต้องมารับโทษยังแดนนรก เวลานี้การลงโทษยุติลงแล้ว (หมดโทษ)
มาส่องมองบนหอเมื่อส่องดูลูกหลานแล้ว เห็นว่าไม่มีอาการโศกเศร้าแม้แต่น้อย
บ้างก็เฝ้าดูโทรทัศน์ในห้องโถง บ้างก็เล่นกันอยู่ในลานบ้าน
ไม่มีการรำลึกคิดถึงบรรพบุรุษเลย ในใจคิดถึงว่าตอนมีชีวิตอยู่นั้น
ตนเองมุทำงานเหมือนวัวเหมือนควายเพื่อพวกเขา คิดแล้วไม่สมควรเป็นอย่างยิ่ง
จึงเกิดความช้ำใจขึ้น
เทพเจ้า : ตอนมีชีวิตอยู่ถ้าไม่บำเพ็ญธรรมอย่างจริงจังจะหวังให้ลูกหลานมากอบกู้ชักจูงพ้นทุกข์
เป็นเรื่องที่ยากยิ่งเสียจริงๆ เพราะเหตุว่าลูกหลานบางคนไม่เชื่อถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเรื่องเหตุและผลเลยแม้แต่นิดเดียว
ไหนเลยจะมาทำการเพื่อกอบกู้วิญญาณตน เมื่อวิญญาณตกมาถึงยมโลกซึ่งจะสำนึกได้ก็สายเสียแล้ว
ดังนี้แล้วจึงสร้างบุญทำกุศลไว้ตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่ให้มากๆ
ก็จะปลอดภัยกว่า
หยางเซิง : กระผมเห็นบน "หอส่องบ้านเดิม"
ไฉนจึงเวิ้งว้างว่างเปล่า ไม่มีวี่แววแสดงว่ามีอะไรเลย?
เทพเจ้า : ตาเจ้าน่ะเป็นตาธรรมดาสามัญ
ถึงแม้ว่าท่านอรหันต์จี้กงได้เคยพาเจ้าไปอาบใน "สระน้ำสบายใจ"
แต่พอนานเข้าฝุ่นแดง (ฝุ่นในโลกียโลก) จับเต็มอีก ดังนั้นตาปุถุชนจึงยากที่จะมองทะลุปรุโปร่งบน
"หอส่องบ้านเดิม" สิ่งนี้คือกลไกที่พิสดารอ่อนไหวแยบยลมากเครื่องหนึ่ง
แปรเปลี่ยนพลิกแพลงได้สารพัด
เซียมล้ออ๊วง : ฝุ่นแดงมากจับ
ตาเลยกลายเป็นตาทราย (ตาเป็นโรคริดสีดวง) จึงมองดูอะไรไม่กระจะชัดแจ้ง
ให้ตุลาการฝ่ายบุ้งรีบไปเอาน้ำใสมาให้ท่านหยางเซิงชะล้างให้สะอาดสักครั้ง
บุ้งพัวกัว : ขอรับคำบัญชา ได้เอาน้ำใสมาแล้วเชิญเจ้านายท่านจัดการเถิด
เซียมล้ออ๊วง : เอามาให้ฉัน
ท่านหยางเซิงจึงเบิกตาทั้งสองข้างออก ใช้น้ำใสล้างเสีย
.
หยางเซิง : ขอบคุณมากที่ท่านได้ประทานน้ำใส
ตาทั้งสองเย็นสบายหาที่เสมอเหมือนมิได้จริงๆ ด้วย
เซียมล้ออ๊วง : ขณะนี้ท่านจงมองไปยัง
"หอส่องบ้านเดิม" ได้แล้ว
หยางเซิง : โอ้ วิเศษอะไรอย่างนั้น
ในหอปรากฏขึ้นซึ่งเหตุการณ์ต่างๆ ของสำนักเซี้ยงเฮี้ยงตึ้งอยู่ต่อหน้าต่อตา
ศิษย์นักทรงแยกเป็น 2 แถว อารักขาองค์ทรงอย่าเสื่อมใสจริงใจ
ร่างกระผมเองก็ยืนอยู่ตรงกลางปราสาท และกำลังประทับทรงเขียนเป็นตัวอักษร
เง็กฮือท่งจื้อ (ชื่อของกุมารเทพ) ประคองร่างกระผมไว้ ชูพู่กันเขียนตัวอักษรในถาดทรายอย่างรวดเร็ว
ศิษย์ผู้บันทึกคุณเฮ้งศิษย์ผู้ที่คุณลี้ ก็ขีดเขียนอยู่ข้างกาย
ศิษย์ผู้อ่านคุณหลินก็อ้าปากอ่านตัวหนังสืออยู่ ราวกับภาพยนตร์ฉันนั้น
เซียมล้ออ๊วง : ความอ่อนไหวพิสดารของ
"หอส่องบ้านเดิม" ยากที่จะหาสิ่งใดมาเปรียบเทียบเสมอเหมือนได้
เง็กฮือท่งจื้อของสำนักท่านใช้ตาทิพย์ถ่ายทอดภาพ โดยประทับทรงอยู่ในกายท่านแล้วถ่ายทอดเหตุการณ์ต่างๆ
ของท่านที่ท่องเที่ยวในยมโลกเขียนลงบนถาดทราย ดวงตาของเงกฮือท่งจื้อก็เหมือนกับ
"หอส่องบ้านเดิม" สามารถมองทะลุทะลวงที่แจ้งที่ลับด้วยแสงทิพย์อย่างปรุโปร่ง
หยางเซิง : ความพิสดารแห่งฟ้าดิน
ซึ่งไม่สามารถที่จะหยั่งรู้ได้เบื้องหน้ามีวิญญาณคนตายอีกตนหนึ่ง
วิญญาณนี้มิได้ถูกคุมตัวมีแต่ยมทูตนำทาง ได้เชื้อเชิญให้ส่องมองอย่างมีอัธยาศัยดีมากหลังจากดูแล้วสีหน้าของเขาแสดงออกอย่างชื่นชมยินดี
มิทราบด้วยเหตุใด?
เซียมล้ออ๊วง : ผู้นี้ตอนอยู่ในแดนมนุษย์มีจิตใจสุจริตบริสุทธิ์
งดงาม เคยเข้าบำเพ็ญจำศีลในทางธรรม แต่สำเร็จผลได้ไม่มากนัก
เพิ่งตายลงไม่นาน ขณะนี้มองเห็นลูกหลานกำลังกราบไหว้อยู่หน้าที่ตั้งศพ
จากความกตัญญูของลูกหลานนี้ ทำให้เขาปลื้มปิติจนสะเทือนอารมณ์
เพราะเหตุว่าเขาปลงตกแล้วซึ่งชีวิตของมนุษย์ ถึงแม้ว่าผลสำเร็จนั้นไม่มากนัก
แต่ก็รู้ว่าหนีไม่พ้นจากการเกิดการตาย ก็จึงไม่มีการโศกเศร้า
จะได้เข้าไปฝึกฝนที่"โรงรวมธรรม" วันหลังจะได้ไปรับตำแหน่งเจ้าต่อ
หยางเซิง : ข้าพเจ้ามีข้อข้องใจอยู่ข้อหนึ่ง
ขอเรียนถามท่านยมบาลว่า ไฉนวิญญาณโทษพอมาถึง "หอส่องบ้านเดิม"
ล้วนสามารถมองเห็นเหตุการณ์ต่างๆ ของแดนมนุษย์ แต่ข้าพเจ้ากลับไม่เห็นอะไรเลยเมื่อครู่นี้
?
เซียมล้ออ๊วง : ก็เพราะเหตุว่าท่านยังเป็นมนุษย์ผู้หนึ่ง
ดังนั้นจึงยังมีวิญญาณจิตใจเกี่ยวเนื่องกับร่างกายที่เต็มไปด้วยเลือดเนื้อคือธาตุแจ้งยังไม่หมด
จึงไม่สามารถมองทะลุจะแจ้งในเหตุการณ์ของแดนนรกได้หมดสิ้น
ร่างกายที่มีเลือดเนื้อของวิญญาณผู้ตายนั้นได้ดับสูญไปแล้ว
ทางแจ้งกับทางลับถูกแบ่งออกอยู่คนละฝ่าย วิถีความเป็นอยู่แปรเปลี่ยนลง
จึงสามารถอยู่ในทางลับมองเห็นทางแจ้ง และวิญญาณลับนั้นยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้สารพัดอีกด้วย
แต่คนในโลกมนุษย์ไม่สามารถทำได้
เทพเจ้า : เพราะเหตุเวลาดึกมากแล้ว
ขอขอบคุณท่านเซียมล้ออ๊วงแห่งขุมที่ 5 และข้าราชการทั้งหลาย
เราจะกลับสำนักกันแล้ว
หยางเซิง : ขอบคุณท่านยมบาลและเทวทูตทั้งหลายที่ได้ให้ความสะดวก
เราจะกลับสำนักแล้ว วันอื่นค่อยมาเยี่ยมคำนับท่านใหม่
เซียมล้ออ๊วง : .ให้นายทหารทั้งหลายตั้งแถวส่งท่านกลับ
เทพเจ้า : เจ้าหยางเซิงรีบลงบันไดมาเร็ว
หยางเซิง : ขอรับกระผม มิทราบว่าระหว่างกลางของคิ้วท่านนั้นมีตาอีกตาหนึ่ง
มีเพื่อการใด?
เทพเจ้า : ฉันมีตาอีกตาหนึ่ง
คือตาสวรรค์ สามปัญญารวมเป็นอันเดียวกัน คือพระอาทิตย์ พระจันทร์
ดวงดาวฉายส่องประสานกัน มีอภินิหารสูงมาก จองจับแต่เฉพาะภูตผีปีศาจในแดนมนุษย์เหล่านั้น
พวกมันจะขวัญเสียใจสั่นเมื่อมาเจอฉันเข้า
หยางเซิง : ที่แท้มีเดชฤทธิ์มากถึงเพียงนี้
มีตาหลายใจเสียจริงๆ
เทพเจ้า : เจ้าอย่าได้ดูหมิ่นนะ
ผู้ที่มีสายตา (ดีหรือสูง) นั้น ควรที่จะเงยหัวให้สูงขึ้นสักหน่อย
มองดูเทพเจ้าเทวดาเบ้องบนเสียบ้าง ความชั่วจะไม่กล้ากล้ำกราย
หยางเซิง : พบกับท่านเทพเจ้าเป็นครั้งแรก
มีตาไม่มีแววเสียเปล่า ล้อเล่นนิดหน่อยโปรดอย่าถือโทษ
เทพเจ้า : ไม่ถือๆ รีบขึ้นนั่งบนหลังสุนัขฟ้าเตรียมกับสำนัก
หยางเซิง : กระผมไดนั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เชิญท่านเริ่มเดินทางได้
เทพเจ้า : ถึงแล้วสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง
หยางเซิงลง วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม