ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนความว่า
:
เทศกาล ทิ้งกระจาด ในเดือนเจ็ด
วิญญาณผี ทั้งใหญ่เล็ก สุขหรรษา
ขุมนรก ปลดปล่อยผี สามสิบเพลา
เหมือนมนุษย์ สุขสมหวัง ไม่มากนัก
อรหันต์จี้กง : เดือนเจ็ดประตูผีปิด
พวกวิญญาณผีทั้งหลายมีโอกาสขึ้นมาพักผ่อนหย่อนใจและรับส่วนบุญในเมืองมนุษย์
ดังนั้นเดือนเจ็ดจึงเรียกตามประเพณีว่าเป็น "เดือนผี"
กิจการงานหลายเรื่องต้องถูกห้ามทำ เพราะว่าเกรงจะไปปะทะเข้ากับวิญญาณผี
ถ้าหากว่าชาวโลกมีความเกรงกลัวเจ้า - ผี อยู่ทุกๆ ขณะจิตก็จะไม่มีการทำผิดโดยปริยาย
เมื่อประตูผีเปิดออก การท่องนรกแต่งหนังสือย่อมมีอุปสรรค ไม่มากก็น้อย
แต่มีตัวข้าฯ อยู่ที่นี้ด้วย พวกผีสางจะหลบหลีกไปเอง เจ้าหยางเซิงอย่าได้เกรงกลัวเลย
หยางเซิง : ผีสางนั้นแปรเปลี่ยนมาจากมนุษย์
เห็นสิ่งประหลาดแต่ไม่ประหลาดด้วย สิ่งประหลาดนั้นก็จะดับสูญไปเอง
(เมื่อเห็นผีแล้วไม่กลัวผีก็จะดับไปเอง) กระผมหาได้กลัวมันไม่
อรหันต์จี้กง : พูดอย่างนี้ถูกต้องแล้ว
ขึ้นบนดอกบัวเร็วเตรียมท่องนรก
หยางเซิง : กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางได้แล้ว
.
อรหันต์จี้กง : ถึงแล้วละ ลงดอกบัวเร็ว
หยางเซิง : เบื้องหน้าคือ "ประตูเมืองผี"
ประตูด้านข้างของ "ประตูเมืองผี" ได้เปิดออกแล้ว
วิญญาณคนตายแก่งแย่งเบียดเสียดแย่งกันออกมา แต่ละตนยิ้มแย้มแจ่มใสคล้ายกับว่าได้รับอากาศบริสุทธิ์ฉันนั้น
อรหันต์จี้กง : เดือน 7 ประตูเมืองผีอนุญาตให้เปิดประตูด้านข้างออก
ประดาวิญญาณผีพวก "สามัญชน" ล้วนได้เวรผลัดเปลี่ยนออกเที่ยว
แต่ละคนราวกับว่านกที่หลุดพ้นออกจากกรง ต่างดีอกดีใจจนลืมตัว
มุ่งไปยังแดนมนุษย์
หยางเซิง : พวกวิญญาณผีที่มาเผชิญหน้าเราไฉนจึงทำการหลบหลีกเลี่ยงไป
?
อรหันต์จี้กง : มิใช่อย่างนั้น
แม้ว่าจะเปิดประตูผีในเดือนเจ็ด แต่ปลดปล่อยเอาพวกวิญญาณผีพวกสามัญชนเป็นหลัก
เนื่องจากวิญญาณผีในพวกสามัญชนนั้น ตอนมีชีวิตอยู่มิได้สร้างบุญกุศลหรือทำบาปเอาไว้
ถูกจัดไว้ที่เขต "สามัญชน" ในแดนนรกดำเนินการเป็นอยู่เหมือนดังชาวโลก
ตามปรกติแล้วไม่สามารถจะออกจากเขตแดน เมื่อถึงเดือนเจ็ดมีการอภัยโทษครั้งใหญ่จากเจ้าที่เจ้าทาง
อนุญาติให้เปลี่ยนเวรกันออกไปพักผ่อน ส่วนช่องทางของผีในยมโลกต้องเป็นวันที่
15 จึงปล่อยให้บางส่วนออกไปรับส่วนบุญ ทางพระพุทธศาสนาว่า
"อูลั้งเส่งหวย" ทางศาสนาเต๋ากล่าวว่า "ตงง้วนโพวโต่ว"
(คือพิธีโปรดวิญญาณในนรก) ข้าราชการของยมโลกตามปรกติมีวันพักผ่อนที่กำหนดอยู่ก่อนแล้วไม่เกี่ยวกับการนี้
นี่แหละเป็นสภาพความเป็นอยู่ของยมโลกโดยสังเขป เจ้าจงรีบขึ้นดอกบัวเสีย
เราจะตรงไปเยี่ยมชม "16 แดนพร่าหัวใจนรกน้อย"
หยางเซิง : กระผมนั่งเรียบร้อยแล้ว
เชิญอาจารย์ท่านออกเดินทางเถิด
อรหันต์จี้กง : ถึงแล้ว ลงจากดอกบัวได้
หยางเซิง : ขอรับคำบัญชา พัศดีได้มาต้อนรับเราแล้วขอแสดงความเคารพต่อท่านพัศดีและเทวทูตทั้งหลาย
วันนี้เราศิษย์อาจารย์ได้มารบกวนอีก
พัศดี : มิต้องเกรงใจ เพราะเหตุที่ตรงกับเดือนเจ็ดการจราจรบนถนนในยมโลกจึงค่อนข้างจะวุ่นวายสับสน
ท่านทั้งสองคงลำบากมาก
อรหันต์จี้กง : หาเป็นไรมิได้
เราเยี่ยมชมจากนอกประตูเมืองแล้วเห็นความชื่นบานหฤหรรษ์ของวิญญาณผี
จึงตระหนักดีถึงคุณค่าแห่งอิสรเสรี
พัศดี : เชิญท่านทั้งสองเข้าไปเยี่ยมชมในคุก
ข้าพเจ้าจะจัดคดีเรื่องพิจารณาให้เห็น เพื่อเป็นการปลอบเตือนชาวโลก
หยางเซิง : ขอบคุณยิ่ง ข้าพเจ้ามองวิญญาณโทษในที่คุมขังมีอาการทุกข์โศกเวทนายิ่งกว่าวันก่อนเสียอีก
มิทราบว่าเพราะเหตุใด
พัศดี : เนื่องจากเป็นเดือนเจ็ดบรรดาวิญญาณผีที่ไม่มีความผิดสามารถออกจากคุกไปท่องเที่ยว
วิญญาณโทษเหล่านี้ก็เคยได้ยินเขาพูดไว้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ว่า
เดือนเจ็ดเป็นโรคแห่งวิญญาณผี ในใจคิดว่าวันนี้จะได้ปลดทุกสบายใจอีกครั้ง
แต่หารู้ไม่ขื่อคาถูกมัด ร่างกายมิได้เป็นอิสระ เห็นคนอื่นได้พักผ่อนสนุกสนานด้วยความกะลิ้มกะเหลี่ย
ตนเองถูกคุมขัง ยมทูตไม่มีการปราณี ก็ยังลงโทษพร่าหัวใจตามเคย
จึงเกิดการกลุ้มอกกลุ้มใจอเนจอนาถใจยิ่งนัก ชาวโลกควรเตรียมใจไว้แต่เนิ่นๆ
เป็นคนดี ทำความดี อย่าทำบาป ตายลงแล้วอยู่ในแดนนรกจะไม่เห็นดาวเห็นตะวันเลย
ซ้ำยังไม่มีความอิสระเสรีอีกด้วย เนื่องจากเวลาน้อยมาก ข้าพเจ้าจะจัดให้วิญญาณโทษ
2 ตนออกจากที่คุมขังให้เล่าความชั่วของตัวมันเองในปางก่อนเป็นการปลอบเตือนชาวโลก
วิญญาณโทษ : พูดไปแล้วน่าขายหน้ามาก เนื่องจากผมได้สูญสิ้นภรรยาตอนวัยกลางคน
แต่ยังมีกามราคะติดใจติดกายอยู่ อยู่มาวันหนึ่งขณะที่อยู่ในที่เปลี่ยวของชนบท
ระหว่างทางได้พบหญิงสาวนางหนึ่ง จึงเกิดความใคร่ขึ้นอย่างรุนแรงเห็นว่าปลอดคนทั้งสี่ทิศจึงตรงเข้าไปสวมกอดเธอแล้วฉุดคร่าเข้าไปในสวนอ้อยที่ใกล้ๆ
นั้นเตรียมการข่มขืนเธอ หญิงสาวนั้นก็ร้องดิ้นข่มขืนร่ำไห้ครวญครางขอร้องให้ปล่อยเธอไป
เนื่องจากผมได้สูญสิ้นสติสัมปชัญญะหิริโอตตัปปะแล้ว จึงสำทับข่มขู่ว่า
หากไม่ยอมจะฆ่าให้ตาย ในที่สุดเธอก็ต้องจำยอม ให้ผมทำการปู้ยี่ปู้ยำ
หลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้วผมมีความรู้สึกสำนึกตัว รู้สึกเสียใจมาก
แม้ว่าเธอผู้นั้นมิได้ไปแจ้งความให้ตำรวจสืบสวนคดี แต่ผมมีความละอายใจต่อตัวเอง
ได้แต่ติเตียนตัวเองอยู่เสมอๆ ต่อมาไม่นานผมตายลงด้วยโรคไข้
วิญญาณตกลงไปถึงแดนนรก ท่านยมบาลมีความโกรธยิ่งเพราะเหตุว่าผมได้รับสารภาพความผิดโดยดี
จึงมิได้ผ่านหอกระจก (กรรม) วิเศษโดยถูกส่งมายังขุมที่ 5 ตัดสินให้ตกเข้า
"นรกพร่าหัวใจ" มีกำหนด 10 ปี เพื่อพร่าเฉือน "ใจมักมากในกาม
ใจข่มขืน" ของผมได้รับความทรมานมา 4 ปีเศษแล้ว แต่ละวันเจ็บใจสำนึกผิด
แต่เมื่อพลั้งพลาดครั้งเดียวจึงต้องระทมเป็นพันปีจะสำนึกได้ก็สายเสียแล้ว
พัศดี : ข่มขืนหญิงพรหมจารี
ทำลายคนตลอดชาติ บาปกรรมนั้นชั่วร้ายใหญ่ยิ่งสุดซึ้ง แม้แกจะโทษตัวเองจนถึงกับตายลง
รู้จักสำนึกผิดแต่โทษอันนี้ไม่มีทางที่จะชดเชยได้ ความชั่วร้ายทั้งหลายนับได้ว่ากามราคะเป็นความชั่วที่สุดยอด
ทำเองรับเองอย่าไปโทษใครเขาเลย ขอเตือนชาวโลก อย่าได้ทำผิดในเรื่องกามลามกนี้เป็นอันขาด
หากว่าผู้ใดผิดไปแล้วควรรีบไปสารภาพบาปต่อหน้าพุทธเทพ บนบานตั้งอธิษฐานแน่วแน่หรือพิมพ์แจกหนังสือ
"เที่ยวเมืองนรก" พันเล่มเพื่อปลอบเตือนชาวโลกจะได้ลดโทษให้บ้าง
มิเช่นนั้นแล้วแดนนรกต้องมีส่วนด้วยแน่นอน สั่งให้วิญญาณโทษตนที่
2 รีบสารภาพปางก่อนได้ทำเวรก่อกรรมอะไรไว้ไม่งั้นจะลงโทษอย่างหนักไม่ผ่อนคลาย
วิญญาณโทษ : กระผมแสนจะเจ็บปวดทรมาน จะพูดก็พูดไม่ออกเพราะว่าความผิดเพียงวูบเดียวในตอนที่มีชีวิตอยู่เท่านั้นเลยก่อกรรมชั่วอันใหญ่หลวงมหาศาลขึ้น
ต้องทนทุกข์อย่างไม่รู้จักจบสิ้น น้อมขอท่านอรหันต์จี้กงช่วยกอบกู้ด้วยเถิด
อรหันต์จี้กง : ตอนมีชีวิตอยู่รับความสุขทางกามมากเกินควร
สุขสดชื่นล้นเหลือ จึงนำความชั่วร้ายมาสนองตน ฉันจะอภัยโทษให้แกจากทางใดได้เล่า
คงก้มหน้ารับกรรมไปเถิด
วิญญาณโทษ : กระผมชอกช้ำระกำใจยิ่งนัก เมื่อท่านอาจารย์ไม่ช่วยแล้ว
กระผมก็ก้มปัญญาได้แต่สารภาพบาปในปางก่อนตอนมีชีวิตอยู่นั้นกระผมเป็นคนขับรถแท็กซี่
ด้วยเหตุว่ามิได้รับการศึกษาสูงจึงมักจะทำอะไรในทางผิดๆ สารพัดอย่าง
"เที่ยวผู้หญิง เล่นการพนัน เมาสุรา" เอาหมดทุกอย่าง
เฉพาะอย่างเรื่องผู้หญิงภายในรถมีเทปสนทนาพูดแต่เรื่องลามก
เป็นการเกี้ยวพาราสี บางคนเจอเข้าก็ด่าผมว่า "ไอ้ผี ไม่มีศีลธรรมปิศาจลามก"
เป็นการใหญ่ แต่กระผมก็สนุกสนานชอบใจ ไม่มีความอายเลย มีอยู่ครั้งหนึ่งในเวลากลางคืน
ได้รับผู้โดยสารสาวคนหนึ่ง มีหน้าตาที่สวยสดบาดใจมาก กระผมเกิดความใคร่ขึ้นอย่างรุนแรงรีบเปิดเทปลามก
และเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นและพาไปที่ชานเมืองที่เปลี่ยว แล้วใช้มีดข่มขู่บังคับข่มขืนสำเร็จความใคร่รวดเดียว
3 ครั้งติดกัน เมื่อ 5 ปีก่อนเกิดโชคร้าย รถเกิดเสียหลักพลิกคว่ำถึงกับชีวิตดับลง
ทันใดนั้นเห็นยมบาลหัวควายหน้าม้าใช้โซ่เหล็กล่ามตัวแล้วคุมไปยังยมโลก
ผ่านการพิจารณาจากทุกขุมแล้วส่งมอบมาให้ขุมที่ 5 ให้ตกเข้า
"นรกพร่าหัวใจ" มีกำหนด 30 ปีได้รับการทรมานทุกวี่ทุกวัน
จะสำนึกผิดมันก็สายเกินการเสียแล้ว หวังว่าท่านหยางเซิงหลังจากกลับไปยังโลกมนุษย์แล้วบอกต่อๆ
ชาวโลกว่า การกระทำต่างๆ ในตอนอยู่ในโลกมนุษย์เมื่อตายแล้วต้องไปคิดบัญชี
กันทุกๆ เรื่องที่ยมโลกให้เคลียร์ (เรียบร้อย) จะรอดจากการลงโทษยากนัก
โทษแต่ตัวเองโง่เง่าไม่มีความคิด ก่อสร้างโทษมหาศาล
พัศดี : วิญญาณโทษตนนี้บาปเวรหนักหนายิ่งถูกหักอายุขัย
10 ปีโดนเก็บกลับแดนนรกก่อนกำหนดเป็นการตัดตอนปราบปรามพวกคนชั่ว
รอจนการลงโทษของคุกนี้หมดลง จะส่งเข้านรกโลกันตร์ไปให้ผุดเกิดได้ตลอดกาล
ชาวโลกควรจดจำจากตัวอย่างนี้ เรื่องกามลามกเป็นสิ่งชั่วร้ายสุดยอดแห่งความชั่วทั้งหลาย
บรรดาการสมสู่ที่ไม่ถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรมหรือข่มขืนผู้หญิงหรือเปิดเทปเสียงลามกในรถต่างๆ
โดยความคิดชั่วร้ายนั้นๆ ยมกฎไม่มีการให้อภัยหากไม่ระมัดระวังในการกระทำ
วันข้างหน้าจะไม่สามารถช่วยเหลือชดเชยได้เลย
อรหันต์จี้กง : การทำโทษแบบ
"พร่าหัวใจ" มีความทรมานเจ็บปวดมากกว่าทำโทษอื่นๆ
เป็นหมื่นเท่า ชาวโลกจงอย่ากระทำสิ่งใดๆ ด้วยใจอธรรมเป็นอันขาด
มิเช่นนั้นแล้วต้องได้รับสนองตอบแค่มือเอื้อมเท่านั้น จะสำนึกผิดก็สายเสียแล้วเพราะเวลาหมดลง
เจ้าหยางเซิงเตรียมตัวกลับสำนัก
หยางเซิง : ขอบคุณท่านพัศดีและนายทหารมาก
อรหันต์จี้กง : รีบขึ้นดอกบัวเถอะ
หยางเซิง : กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เชิญท่านอาจารย์กลับสำนักได้
.
อรหันต์จี้กง : ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม