ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนความว่า
:
เทียนริบหรี่ เหมือนชาวโลก วุ่นวายเหลือ
หนาวลมเหนือ ยิ่งย้ำหนาว ซ้ำฝนโปรย
รักดื่มด่ำ ก็จำพราก นิรันดร์โดย
ความฝันโรย พร่ำเรียกหา มิได้คืน
อรหันต์จี้กง : สามีของนางไน้เซงกวง
ชื่อนายอึ้งบุ้งตั๊ก ซึ่งเป็นศิษย์คนหนึ่งของสำนักเป็นศิษย์สำนักเดียวกันกับนายหยางเซิง
ได้จบชีวิตลงเมื่อเวลาเที่ยงของวันนี้ ทำให้ฉันก็เกิดความรู้สึกว่าช่วงชีวิตมนุษย์นั้นมันสั้นเสียจริงๆ
เรื่องราวทั้งหลายแหล่ในโลกมนุษย์ ไม่จำต้องไปจริงจังอะไรมาก
ยังไม่หมดลมปราณใช่ได้สารพัด เมื่อสิ้นลมหายใจแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็อันตรธานไป
เงินทอง ลูกหลานอยู่แห่งใด? บ้านช่องห้องหอให้มันยืมอยู่อีกไม่กี่วัน
จะต้องถูกลูกหลานส่งไปยังสุสานที่อยู่บนภูเขาป่าเปลี่ยว มนุษย์เราความจริงแล้วได้อะไรบ้างหนอ?
หยางเซิง : ท่านอาจารย์ครับ
ท่านว่าเมื่อคุณอึ้งลาโลกไปแล้วจะไปทางใดต่อละครับ?
อรหันต์จี้กง : หนทางในยมโลกยืดยาว
วันเวลาก็เลื่อนลอยลี้ลับนั่นคือแหล่งสุดท้ายแห่งชีวิตของผู้คนฉันจะถือโอกาสในการแต่งหนังสือ
"เที่ยวเมืองนรก" นี้เอาเหตุการณ์ของคนที่ตายลงแล้วมาเปิดเผย
หยางเซิง : ยอดเลยครับ! อันนี้เป็นปัญหาใหญ่ชาวโลกรู้แต่เพียงว่าเมื่อคนตายลงแล้วมุ่งสู่ยมโลก
แต่ไม่รู้ว่าขณะที่ตายนั้นมีสภาพการณ์รายละเอียดเป็นอย่างไร
ต้องขอท่านอาจารย์แจกแจงอธิบายให้แจ่มแจ้งด้วย
อรหันต์จี้กง : ได้ซิ! เจ้าขึ้นบนดอกบัวเสีย
ฉันจะพาเจ้าไปให้รู้เห็นโดยละเอียดสักครั้ง
หยางเซิง : กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เชิญท่านอาจารย์เริ่มออกเดินทางได้
อรหันต์จี้กง : ถึงแล้วนะ รีบลงจากดอกบัวเร็ว
หยางเซิง : ที่นี้กระผมได้มาแล้วเมื่อสักครู่นี้เอง
อรหันต์จี้กง : ใช่แล้วเจ้าดูศพของคุณอึ้ง
นอนเหยียดอยู่บนเตียงที่ตั้งศพ เบื้องหน้าคือศิษย์สวดศพของสำนักเจ้า
ได้เตรียมพร้อมที่จะสวดศพแล้ว พวกทายาทแต่ละคนล้วนแสดงออกซึ่งความโศกเศร้าระทมใจ
หยางเซิง : แล้วไฉนจึงเห็นแต่เรือนร่าง
ไม่เห็นวิญญาณเขาด้วยเล่า?
อรหันต์จี้กง : เจ้ารีบขึ้นดอกบัวเร็ว
ฉันจะพาไปชมดูให้รู้แล้วรู้รอดในศาลเจ้าที่เจ้าทาง
หยางเซิง : กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เชิญอาจารย์ท่านออกเดินทางเถอะ
.
อรหันต์จี้กง : ถึงแล้ว
หยางเซิง : ศาลเจ้าที่เจ้าทางมีฝูงชนมากหลาย
ทหารม้าลาไปมาพลุกพล่าน อันนี้คนในแดนมนุษย์ไม่สามารถจะมองเห็นได้
อรหันต์จี้กง : เราเข้าไปคำนับเยี่ยมท่านผู้ว่าศาลเจ้าที่เจ้าทางกันเถอะ
ผู้ว่า : ยินดีต้อนรับท่านอรหันต์จี้กงและท่านหยางเซิง
มิทราบว่ามีท่านมาเยี่ยมในวันนี้มีอะไรจะชี้แนะสั่งสอน?
อรหันต์จี้กง : เนื่องด้วยสามีของรองเจ้าสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งถึงแก่กรรมและประสบกับโอกาสที่สำนักนี้ได้มีเทวโองการให้แต่งหนังสือ
"เที่ยวเมืองนรก" เพื่อคลี่คลายปัญหาที่หลังจากผู้คนตายลงแล้วจึงตรงมาเยือนคารวะถึงที่นี้โดยเฉพาะ
ผู้ว่า : ยินดีต้อนรับ ๆ ! เชิญนั่งสักครู่ให้นายทหารเสิร์ฟน้ำชา
หยางเซิง : ขอบคุณ! ขอเรียนถามท่านผู้ว่า
ขุมของท่านทำภาระหน้าที่อะไรบ้าง?
ผู้ว่า : ขุมนี้คือศาลเจ้าทางแห่งเมืองไถ่ตงควบคุมผู้คนตลาดกลางเมืองมนุษย์
มีภาระหน้าที่ตรวจตราดูแล ชาวโลกส่วนมากรู้ถึงหน้าที่การงานของเรา
ศาลเจ้าที่เจ้าทางเปรียบเสมือนกองบัญชาการตำรวจในโลกมนุษย์
รับผิดชอบในการระวังคุ้มครองและตรวจสังเกตความประพฤติของชาวมนุษย์
ศาลพระภูมิ หกเต็กเจี่ยซิ้งเบี่ย ก็เปรียบดังสถานีตำรวจโดยขึ้นตรงต่อศาลเจ้าที่เจ้าทาง
แบ่งการรับผิดชอบเป็นชั้นๆ บรรดามนุษย์ที่มีอายุขัยต้องจบลงนั้น
ยมทูตแห่งยมโลกก็ถือคำสั่งมาตรวจสอบกับขุมนี้แล้วร่วมกันไปยังสถานที่นั้นคือศาลพระภูมิเสร็จแล้วร่วมกันไปเมืองมนุษย์นำเอาคนตายมา
หยางเซิง : ข้าพเจ้ายังมีข้อสังเกตอีกหลายข้อจะขอคำชี้แจงการนำเอาคนดี
คนพาลนั้นศาลเจ้าที่เจ้าทางและยมทูติจะทำการนำตัวด้วยวิธีใด?
ผู้ว่า : ยมทูตเช่นนายทหารควายม้า หรือภูตผีขาว-ดำ
ที่ไปยังบ้านของคนดีใจบุญแต่ตบไปยังตัวคนเพียงทีเดียว ก็จะทำให้ผู้นั้นสลบหมดสติไป
แล้วจึงนำมาปฏิบัติต่อคนพาลใจอำมหิตก็สวมใส่กุญแจมือ ทำแบบจับกุมตัว
ปฏิบัติดังโลกมนุษย์ทำการจับตัวคนร้ายเสร็จแล้วจึงพากันมารายงานต่อศาลเจ้าที่เจ้าทางคัดชื่อทางเมืองมนุษย์ออก
ขึ้นทะเบียนเป็นชาวผี
หยางเซิง : การปฏิบัติต่อผู้ดีใจบุญและพวกบำเญธรรมจะไม่มีการให้เกียรติต้อนรับอย่างดีหรือ
ผู้ว่า : มีซิครับ ประดาที่สร้างบุญกุศลมากหลายในแดนมนุษย์ผู้ที่ทำความดีสะสมผลบุญกว้างใหญ่นั้นยมทูตเพียงแต่มาแจ้งให้ศาลเจ้าที่เจ้าทางไปนำตัวคน
โดยให้เจ้าโชคเจ้าชัยนำทางกลับเข้ายมโลกหากเป็นคนที่มีคุณธรรมลึกล้ำหนาแน่น
โดยให้อาจารย์ที่ตนนับถือของแต่ละคนชักนำ บ้างก็ไปจัดทำตามระเบียบต่างๆ
ในแดนนรก บ้างก็ตรงไปยังกิ่วเอี้ยงกวง (ด่านเก้าตะวัน) ทำการทดสอบหากเป็นผู้สำเร็จธรรมแล้ว
ส่วนมากนำตรงไปขึ้นสวรรค์
หยางเซิง : การถือศาสนาที่ต่างกัน
วิธีการกลับคืนสู่สวรรค์จะต่างกันด้วยหรือไฉน?
ผู้ว่า : แม้ว่าศาสนาจะแตกต่างกัน
วิธีการกลับคืนสู่สวรรค์ จำเป็นต้องปฏิบัติเดินทางสายกลาง
ไม่ลำเอียงไม่ดื้อรั้นในแดนมนุษย์ มิเช่นนั้นแล้วขั้นตอนของการขึ้นสวรรค์ต้องประสบกับอุปสรรคไม่เป็นทีกลมกลืนอิสรเสรี
อรหันต์จี้กง : ท่านผู้ว่าพูดถูกแล้ว
ผู้บำเพ็ญธรรมในโลกมนุษย์ถือเป็นอย่างยิ่งในเรื่องดื้อรั้นกีดกันป้ายร้ายถือว่าตัวเองดีถ้าประพฤติผิดต่อสิ่งเหล่านี้
ในใจเกิดโมหะจริต (ความโกรธ) หรือมีจิตใจที่ชอบชิงความดีความเด่นนั้น
จึงเสียการทรงตัวแห่งความเสมอภาค ดังนั้นจึงต้องตกเข้านรกรับการฝึกฝนใหม่ทั้งสิ้น
หยางเซิง : ขอเรียนถามท่านผู้ว่า
ขณะนี้วิญญาณของคุณอึ้งได้ไปอยู่ยังแห่งใด ?
ผู้ว่า : ข้าพเจ้าจะพาท่านเข้าไปชมดูภายใน
หยางเซิง : ที่จริงคุณอึ้งนั่งอยู่ภายในห้องๆ
หนึ่ง การตกแต่งเหมือนห้องเรียนไม่มีผิด มีคนอยู่แค่ 5-6 คนเขานั่งอยู่กับเก้าอี้ผงกศีรษะมายังข้าพเจ้าเป็นครั้งคราว
มิทราบว่าข้าพเจ้าจะพูดคุยกับเขาได้หรือไม่ไฉน ?
ผู้ว่า : ได้ครับ
หยางเซิง : สวัสดี คุณอึ้ง
วิญญาณอึ้ง : ขอบคุณที่ท่านมีใจเป็นห่วง อ้าอือ
หยางเซิง : ขณะนี้คุณอึ้งมองตรงมายังข้าพเจ้าที่มีน้ำตาไหลพรากอยู่ในลักษณะเหม่อลอยและก็พูดอะไรออกมาไม่ได้
อรหันต์จี้กง : บุ้งตั๊ก ! เจ้ามิควรโศกเศร้าเสียใจ
ลูกเจ้าก็โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว และยังมีเมียขวัญผู้มีปัญญาและมีลูกที่กตัญญูด้วยจะไปเป็นห่วงใย!
หยางเซิง : คุณอึ้งยิ่งร้องไห้ใหญ่ขึ้นน่ะ!
อรหันต์จี้กง : ปลงเสียเถิด
ชีวิตเหมือนผู้เดินทาง แค่เป็นการท่องเที่ยวเยี่ยมชมฉันนั้น
จะไปอาลัยอาวรณ์อะไรหนักหนาเล่า?
วิญญาณอึ้ง : ขอขอบคุณท่านอาจารย์ให้การปลอบเตือนหวังว่าคงจะช่วยอบรมสั่งสอนลูกหลานแทนผมให้มากๆ
ด้วย สอนพวกเขาให้ตั้งใจมุ่งในทางธรรม ให้ไปช่วยงานที่สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งให้มากๆ
ขณะนี้ผมลาโลกไปแล้ว ได้รับผลกุศลจากเมียรักช่วยคุ้มครอง เจ้าโชคเจ้าชัยและท่านผู้ว่าก็ต้อนรับผมด้วยมารยาทที่ดีเป็นแต่ว่าจิตใจมันหงุดหงิดไม่สงบ
.
หยางเซิง : ขอให้คุณอึ้งจึงสงบเยือกเย็ยลงเสียบ้างท่านอาจารย์ก็เทศน์มาไม่น้อยแล้ว
แม้ว่าทางแห่งมนุษย์โลกได้สิ้นสุดลงแต่ยังมีทางแห่งความศักดิ์สิทธิ์ให้เดินได้อีกมิควรโศกเศร้าเกินไป
วิญญาณอึ้ง : ผมนึกเสียใจตอนมีชีวิตอยู่มิได้ไปช่วยงานที่สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง
อือ
ขอขอบคุณท่านและเพื่อนฝูงในสำนักที่ได้ให้การดูแลช่วยเหลือมาโดยตลอด
อรหันต์จี้กง : เนื่องจากเวลาจำกัด
ไม่สามารถพูดคุยได้มาก เราไปสนทนาต่อที่ที่ทำการกันเถอะ!
ผู้ว่า : เชิญท่านทั้งสองไปพูดคุยกันยังที่ทำการเบื้องหน้าเถิด
.เชิญนั่ง
มิทราบว่าท่านหยางเซิงยังมีข้อสงสัยประการใดบ้าง?
หยางเซิง : เกี่ยวกับการตายของคน
มีคนสอบถามผมมากมายผมก็ไม่สามารถตอบได้ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงต้องขอคำแนะนำชี้แจงจากท่าน
ผู้ว่า : มิต้องเกรงใจ มีปัญหาอะไรขอให้ถามได้ทุกกรณี
ท่านอาจารย์ก็อยู่ด้วยกัน มีสิ่งใดไม่เข้าใจก็สามารถอธิบายให้ได้
หยางเซิง : อันความจริงนั้นที่วิญญาณล่องลอยออกจากร่างแล้วมีสภาพการณ์เช่นไรบ้าง
ผู้ว่า : ผู้ที่จะถึงแก่ความตายนั้น
มักจะมีรางสังหรณ์อยู่ก่อนนั้นคือเกิดอาการเจ็บป่วย ไฉนจึงเจ็บป่วย
? ก็เพราะว่าถ้าอายุขัยของคนจะหมดลง คล้ายกับต้นไม้จวนเจียนจะล้มนั้น
ต้องมีการเหี่ยวแห้งใบร่วงเมื่อพายุลมพัดเข้า ก็จะล้มตายทันที
มนุษย์แรกเกิด ยมโลกได้ขึ้นทะเบียนให้ทันที ทะเบียนนั้นดังไม้ต้อนหนึ่ง
เงาตัวของมนุษย์ล้วนปรากฏร่างใน "ง้วนเฮ้งซิ่ว"
(ต้นไม้ร่างเดิม) ขณะที่ต้นไม้นี้เกิดเปลี่ยนแปลง ก็แสดงว่ามนุษย์นั้นจะหมดอายุขัย
ดังนั้นเจ้าพนักงานในยมโลกจึงตรวจดูใน "สมุดเกิด - ตาย"
พอได้เวลา ยมทูตก็นำเอาคำสั่งไปเบิกตัวจากเมืองมนุษย์ ขณะที่ยมทูตไปถึงต้นไม้ก็แห้งล้มลง
เรียกว่า ตาย ดวงจิตวิญญาณประทับในร่างของคนเป็นเวลาหลายสิบปีเสมือนหนึ่งกิ่งก้านติดอยู่กับต้นไม้
ถูกกลมกลืนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เวลานี้จะสลัดออกจากลำต้นกิ่งขาดแต่ผิวยังติดอยู่เปมือนอย่างเต่าที่จะลอกคราบรู้สึกเจ็บปวดมาก
จะเห็นได้ว่าลักษณะการตายไม่เหมือนกัน บ้างก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
หน้าดุตาถมึงทึง ใบหน้าเปลี่ยนสภาพไปหมดสิ้น อันนี้เป็นลักษณะอาการของการดิ้นรนต่อสู้
บ่งออกถึงความแค้นความโกรธความกลัวความเจ็บใจ ล้วนเป็นอาการก่อนตายของผู้ที่มีเวรกรรมค่อนข้างมาก
หรือพวกตายโหง หากว่าหน้าตาสดใสละมุนละไม ราวกับคนนอนหลับ
ลักษณธการตายของตนเหมือนยังมีชีวิตอยู่ก็แสดงว่าดวงจิตวิญญาณสงบสุขทางไปนัน้ราบเรียบ
เป็นลักษณะแห่งผู้มีบุญกุศล
อรหันต์จี้กง : อันคนที่หยุดการหายใจนั้น
ยังไม่นับว่าตายแล้วยกตัวอย่างเช่น "ถ่านไฟฉาย"
หากหลอดไฟไม่ติด (แสง) มิใช่ว่า "พลังไฟ" สูญสิ้นหมดเกลี้ยง
ภายในยังเหลือไฟอยู่เล็กน้อย เนื่องจากมันน้อยจนเกินควร จึงไม่สามารถเปล่งแสงออกมา
ดังนั้นเมื่อคนหยุดการหายใจ ควรถือเสียว่าอยู่ในลักษณะการ
"พัก" ขณะนี้ดวงจิตวิญญาณของคน (ความสัมผัสทางวิญญาณ)
ยังมิได้หลุดพ้นจากเรือนร่างโดยสิ้นเชิง ธาตุ (ลมหายใจ) นั้นเหมือนดังเส้นไหมล่องลอยอยู่
เนื่องจากการที่ถือว่า "ของตนเอง" มาเป็นเวลานานเป็นเหตุ
ดังนั้นเมื่อคนตายลงแล้ว แต่ใจยังไม่ตาย คล้ายเพ้อ คล้ายฝัน
มีความรู้สึกโดยตลอด เพียงแต่ไม่สามารถพูดออกได้เท่านั้นในขณะนั้นพวกลูกหลานควรจะพูดปลอบใจข้างหูของผู้ตายโดยพูดเบาๆ
ว่า "เชิญวางใจไปได้ครับ ภารกิจทุกอย่างในที่นี้ เราสามารถจัดการโดยเรียบร้อย
ขออย่าได้เป็นห่วงเลย" เพื่อที่จะช่วยให้สบายใจในการเดินทางในยมโลก
แล้วตัดความทรมานห่วงใยนั้นออกไป ผู้ที่นับถือทางพุทธ จงสวดคำพระนาม
"อรหังสัมมาสัมพุทโธ" อยู่ข้างตัว ผู้ที่ถือเต๋า
ก็กล่าวนามศักดิ์สิทธิ์ "ไถ่อิกกิ่วโค้วเทียนจุง"
(เทพไถ่อิกผู้ปลดทุกข์) ต่างสวดตามที่เคยเลื่อมใสเชื่อถือ
เพราะว่าพุทธ-เทพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ล้วนสถิตบนสวรรค์ทำการท่องสวดอย่างนี้
จะช่วยผู้ตายมีจิตใจสงบ ไม่หวั่นกลัวหนทางแห่งยมโลก เพราะว่าในขณะนั้นผู้ตายมีจิตใจวิปริตเสมือนหนึ่งเดินอยู่ในที่มือมิดของกลางคืนหากใช้นามพุทธ-เทพแห่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเรียก
แล้วจะช่วยให้มีกำลังใจ และวิญญาณที่ดั้งเดิมก็จะมั่นคงถาวร
ไม่ถึงกับหวาดหวั่นทรมาน ในระยะเวลาตั้งศพ ลูกหลานที่อยู่ในโลกมนุษย์ควรถือศีลกินเจ
ห้ามการดื่มเหล้ากินคาวมั่วกาม ก็จะดลบันดาลให้ผู้ว่าศาลเจ้าที่เจ้าทางของท้องที่ไปทูลท่านยมบาลจะได้ลดหย่อนผ่อนโทษของผู้ตายที่ได้ทำผิดไว้ในตอนมีชีวิตอยู่
การนี้ผู้เป็นบุตรหลานนั้นไม่ควรจะละเลยมองข้ามไปและก็เป็นกรรมวิธีหนึ่งที่กตัญญูสนองคุณของผู้เป็นบิดามารดาวันนี้เวลาหมดลงแล้ว
เราเตรียมตัวกลับสำนักเถิด
หยางเซิง : ช้าก่อนครับ ! มิทราบว่าคุณอึ้งจะไปยังแหล่งใด?
ผู้ว่า : เนื่องจากได้รับการสนองความชอบจากกวนอูแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง
วิญญาณนั้นจะเข้าไปอยู่ในยมโลกก่อน ต่อไปก็จะจัดการตามความดี
- ชั่วที่สร้างไว้
อรหันต์จี้กง : เจ้าหยางเซิงอย่าถามให้มากนักกับเรื่องนี้อีกเลย
รายละเอียดยังไม่เผยออก เตรียมตัวกลับสำนักเถอะ
ผู้ว่า : ให้นายทหารตั้งแถวนมัสการส่งท่านอาจารย์
หยางเซิง : ขอคุณท่านผู้ว่า
! เชิญท่านอาจารย์กลับสำนักเถิด
.!
อรหันต์จี้กง : ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม