ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนความว่า
:
ตำนานเง็ก- เละป้อเชา เตือนผู้คน
บทนิพนธ์ พิสดารนี้ ตีพิมพ์ใหม่
บุญปางก่อน สนองแล้ว อย่างเที่ยงธรรม
บรรยายธรรม ตามโอกาส ดีที่สุด
อรหันต์จี้กง : สมัยก่อนในภาคตะวันออกได้มีหนังสือเล่มหนึ่งให้ชื่อว่า
"เง็กเละป้อเชาคึ้งสี่บุ้ง" (คัมภีร์ตักเตือนผู้คน)
ออกเผยแพร่ ในเน้อหาหนังสือนั้นมีข้อความของนักพรตผู้ที่มีนามว่า
"ไล่ไจ้เต้ายิ้ง" ได้รับเทวโองการ โดยให้วิญญาณท่องเที่ยวไปแต่ละขุมของนรก
ได้เห็นความเป็นจริงในการที่ท่านยมบาลทำการลงโทษอย่างกวดขันด้วยตัวเอง
เมื่อกลับคืนสู่แดนมนุษย์แล้วได้ท้าวความจริงเรื่องที่ตนเห็นมา
แต่งหนังสือเล่มนั้นขึ้น เผยแพร่ไปทั้งในและนอกประเทศ ผู้ที่ได้อ่านหนังสือเล่มนั้นแล้วได้ละความชั่วทำความดี
ก็มีอยู่ไม่น้อย บรรดาที่พิมพ์แจกหนังสือเล่มนี้แล้ว ได้รับซึ่งความสนองตอบอันดีที่สามารถพิสูจน์ได้
มีประจักษ์หลักฐานให้เห็นหากแต่ว่าเหตุการณ์ในโลกมนุษย์แปรเปลี่ยนการทำโทษในแดนนรกก็เกิดเปลี่ยนแปลงใหม่ตามกันไป
แล้วแต่ความเหมาะสมของกาละเทศะ ปลอบเตือนผู้หลงใหล ท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่จึงเจาะจงเลือกเอานายหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง
เมือไถ่ตง มณฑลไต้หวัน แห่งชมพูทวีปให้เข้าไปท่องนรกใหม่ ไปรวบรวมหลักฐานคดีความใหม่
ใช้กรรมวิธีลงประทับทรงให้เห็นความจริงโดยใช้หนังสือบันทึกบนถาดทรายต่อเหตุการณ์และสถานที่ทันควัน
"เที่ยวเมืองนรก" จึงได้แต่งขึ้นตามเหตุฉะนี้ เพื่อใช้เป็นการทดแทนหนังสือ
"เง็กเละป้อเชาคิ้งสี่บุ้ง" เพื่อเตือนชาวโลก ขณะนี้ได้สบโอกาสที่สมบูรณ์แล้ว
อันนับเป็นพันปีก็ยังหาได้ยาก จึงหวังมวลมนุษย์ในพิภพให้สนองเทิดทูนต่อหนังสือเล่มนี้
เสมือนหนึ่งเป็นแก้วนิลจินดาจัดพิมพ์เผยแพร่ให้มากๆ และกว้างขวางออกไป
ก็จะหมดเคราะห์ขจัดภัยไปเอง เดินในทางที่โล่งเตียน หนังสือเล่มนี้ไม่เพียงแต่เผยถึงกลไกแห่งนรก
ยังบรรยายถึงความลับแห่งการบำเพ็ญธรรมด้วยบรรดาผู้ที่ศึกษาท่องอ่านด้วยความมั่นใจจริงจังแล้วจะเข้าใจธรรมสำเร็จธรรม
ผู้ที่พิมพ์แจกปลอบเตือนชาวโลกนั้น เมื่อมีการบนบานไว้ก็สมตามความปรารถนา
และยังจะลดหย่อนโทษฐานที่ทำไว้ด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเสียงสวรรค์ที่ล้างความชั่วในอดีตและบำเพ็ญธรรมในอนาคตเล่มหนึ่งได้
วันนี้เตรียมท่องนรก หยางเซิงรีบขึ้นดอกบัวเร็ว
หยางเซิง : ขอรับคำบัญชา กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางได้
อรหันต์จี้กง : ถงแลวละ
..ลงจากดอกบัวเร็ว
หยางเซิง : วันนี้จะไปแห่งใดมิทราบ?
อรหันต์จี้กง : เจ้ามองดูข้างหน้านี้คือขุมที่
7 ไท้ซัวอ๊วงได้ลุกขึ้นมาแล้ว รีบเข้าไปแสดงความคารวะ
ไท้ซัวอ๊วง : ขอต้อนรับ ท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง
เชิญเข้าไปพักยังภายใน
หยางเซิง : ขอบคุณมากครับ ท่านยมบาล
ที่แท้วันนี้มาเยี่ยมชมขุมที่ 7 เห็นมีข้าราชการทหารและพลเรือนตั้งแถวต้อนรับเราอยู่ยิ่งรู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก
เบื้องหน้าปราสาทมีวิญญาณโทษอยู่ไม่น้อยล้วนถูกพวกยมทูตควบคุมตัวไว้
ขณะนี้ท่านยมบาลกำลังพักการตัดสินคดีเนื่องจากการมาของเรา
ไท้ซัวอ๊วง : ท่านทั้งสองไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากได้มาท่องนรกด้วยตัวท่านเอง
เพื่อจะแต่งหนังสือคงลำบากมาก เชิญนั่งให้นายทหารรีบเสิร์ฟน้ำชาทิพย์
นายทหาร : ขอรับคำบัญชา
เชิญท่านเทพเทวดาผู้อาวุโสทั้งสองดื่มน้ำชา
หยางเซิง : ขอบคุณท่านยมบาลที่ให้เกียรติสูงมาก
ไท้ซัวอ๊วง : หามิได้ ในขณะที่ศีลธรรมแห่งโลกมนุษย์เสื่อมโทรมยังเคราะห์ดีที่เกาะไต้หวันได้ฟื้นฟูศาสนาอันศักดิ์สิทธิ์พุทธเทพท่านได้สำแดงอภินิหารประกาศธรรมปลอบเตือนชาวโลกสกัดกั้นเหนี่ยวรั้งจิตใจผู้คนให้คืนสู่ทางดี
กุศลบุญนั้นใหญ่ยิ่งนัก "เที่ยวเมืองนรก" ซึ่งเป็นการทำขึ้นตามเทวโองการที่ตามกำหนดการแห่งสวรรค์ท่าน
มูลเหตุแห่งกุศลนั้นมิใช่เล็กน้อยเลยท่านทั้งสองเพิ่งได้มายังที่นี่ในวันนี้
รู้สึกว่าค่อนข้างจะล่าช้าไปสักหน่อยไหม?
อรหันต์จี้กง : ขอขอบคุณท่านไท้ซัวอ๊วงให้การชี้แจง
การช่วยชาวโลกก็มีใจที่ตรงตามเช่นเดียวกัน ที่มายังขุมของท่านล่าช้าไปในวันนี้
โปรดอภัยให้ด้วย ขอได้ประทานอธิบายแก่นแท้แห่งธรรมนั้นเถิด
ไท้ซัวอ๊วง : ดีมาก ชาวมนุษย์เมื่อตายลงแล้ว
ทางทายาทล้วนจัดทำพิธีกรรม "เจ็ด - เจ็ด" (คือครั้งละเจ็ดวันต่อเจ็ดครั้ง)
เพื่อให้แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ทำการสวดวิญญาณให้ไปสู่ที่ชอบที่สุข
วิงวอนให้วิญญาณผีได้ขึ้นอยู่สวรรค์ อันนี้ท้าวความมาจากเจ็ดแรกวิญญาณผู้ตายไปถึงขุมที่
1 เจ็ดที่ 2 วิญญาณผู้ตายไปถึงขุมที่ 2 เจ็ดที่ 3 วิญญาณผู้ตายไปถึงขุมที่
3 เจ็ดที่ 4 วิญญาณผู้ตายไปถึงขุมที่ 4 เจ็ดที่ 5 วิญญาณผู้ตายไปถึงขุมที่
5 เจ็ดที่ 6 วิญญาณผู้ตายไปถึงขุมที่ 6 เจ็ดที่ 7 วิญญาณผู้ตายไปถึงขุมที่
7 ชาวโลกมักจะนับเจ็ดวันเป็นหนึ่งรอบ เพื่อทำพิธีกรรมในด้านสวดศพแผ่กุศล
แต่หารู้ไม่ว่าผู้ตายนั้นส่วนมากได้สะสมบาปเวรในตัวอยู่ก่อนแล้ว
โดยมิใช่ว่าภายใน 49 วัน แล้วก็สามารถจะผ่านพ้น 7 ขุมไป ต้องผ่านขุมที่
8, 9, 10 แล้วจึงไปเกิดใหม่ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วมาทำการสวดศพแผ่กุศลหลังจากตายลงแล้วจึงสู้มาทำบุญสร้างงกุศลในขณะที่ยังมีชีวิตไม่ได้หากว่าตอนมีชีวิตอยู่ได้สร้างบุญกุศลไว้
เมื่อตายลงแล้วทางเจ้าโชคเจ้าชัยก็จะนำทางเอง โดยไม่ต้องอาศัยทำกรรมพิธีสวด
ก็จะได้เดินเหินโดยอิสรเสรี มิเช่นนั้นแล้วแม้จะมีอิทธิฤทธิ์อภินิหารเก่งกล้าอย่างไรก็ไม่สามารถพ้นจากด่านนรกไปได้
อันนี้ชาวโลกควรจะตระหนักเข้าใจเอาไว้
หยางเซิง : ไฉนชาวโลกจึงพูดว่า
"เจ็ด - เจ็ด" โดยไม่ว่า "แปด - เจ็ด"
"เก้า - เจ็ด" "สิบ - เจ็ด" เล่า?
ไท้ซัวอ๊วง : ในยมโลกมีขุมที่สำคัญคือจากขุมที่
1 ถึงขุมที่ 7 โทษที่ได้รับจากขุมที่ 8 ต่อไปนั้นเป็นโทษที่เหลือมาจากขุมก่อนๆ
นำเอามาพิจารณาใหม่เป็นส่วนมาก ดังนั้นเมือผ่าน "เจ็ด
- เจ็ด " ไปได้แล้วที่เหลือนั้นล้วนเป็นโทษชั้นรอง ชาวโลกที่คำนึงถึงบรรพบุรุษของตนจะผ่านด่านผ่านขุม
จึงได้ทำพิธีกรรมดังกล่าวมาแล้ว "ความกตัญญู" นั้นก็น่าสรรเสริญอยู่
แต่ "ใจกุศล" จะเป็นประโยชน์ใช้การได้เที่ยงแท้กว่า
อรหันต์จี้กง : คนตายลงแล้วรับการพิจารณาตัดสินอีกครั้งระหว่างการลงโทษ
หรือก่อนที่จะไปเกิดใหม่ ทางลัทธิเต๋านั้นเรียกว่า "ดวงวิญญาณ"
เนื่องจากวันหลังจะต้องเวียนมาเกิดใหม่ ร่างที่ตกอยู่ในยมโลกเพียงชั่วขณะเวลาหนึ่งเท่านั้น
ดังนั้นทางพุทธจึงเรียกว่า "ตงอิมซิม" (ร่างกิ่งมืด)
ที่จะช่วยให้วิญญาณของผู้ตายพ้นทุกข์นั้น พวกทายาทต้องทำบุญสร้างกุศล
เพื่อดลบันดาลให้ยมบาลอภัยโทษให้ อันนี้เป็นทางที่ดีที่สุด
ส่วนที่ให้พระนักบวชทำการบวชทำการสวดเพื่อให้ไปในทางที่ดีที่ชอบนั้นถ้ามิใช่พระนักบวชที่มีคุณธรรมแล้ว
ก็จะเป็นการ "ทำตามเรื่อง" เท่านั้นเองจะหาประโยชน์อันใดมิได้
ขอฝากไปยังชาวโลก อันความกตัญญูกตเวทีต้องอยู่ในเวลาอันสมควร
(หมายถึงตอนที่ผู้ตายยังมีชีวิตอยู่) ข้าวสุกเม็ดเดียวที่เคารพส่งให้บิดามารดารับประทานตอนมีชีวิตอยู่
จะมีค่าเหนือกว่าเซ่นไหว้ด้วยสุราหนึ่งขวด หากว่าพ่อแม่ได้ล่วงลับไปแล้วยิ่งควรที่ปฏิบัติในทางมีศีลธรรม
พิมพ์แจกหนังสือธรรมให้มากๆ ในตำราคัมภีร์ธรรม การกระทำบุญกุศลนี้จะดลบันดาลพุทธเทพยมโลกได้ง่ายที่สุดและเป็นการตอบสนองพระคุณของบิดามารดาให้พ้นจากทะเลทุกข์ไปสู่ที่สุขวิธีหนึ่ง
จงปฏิบัติไปเถิด
หยางเซิง : คำพูดของท่านอาจารย์
ชี้ตรงไปยังจิตใจของมนุษย์เป็นประโยชน์ต่อมวลชนผู้ที่มีความขัดเคืองดื้อรั้นต่อบิดารมารดาตอนท่านมีชีวิตอยู่
เมื่อท่านตายลงแล้ว จึงทำการกตัญญูต่อนั่นจะเหมือนคำที่กล่าวว่า
"ต้นไม้แม้จะสงบแต่ลมไม่ยอมหยุดนิ่ง ลูกจะกตัญญูแต่สิ้นพ่อแม่เสียแล้ว"
ขอเรียนถามท่านอาจารย์อีกนิดเถิดว่าลักษณะวิญญาณผีในยมโลกเหมือนกันกับลักษณะของคนในแดนมนุษย์เมื่อเนื้อหนังมังสาได้เปลื่อยลงแล้ว
ตัวคนนั้นมาจากแห่งใดเล่า ?
อรหันต์จี้กง : นี่คือ
"ตัวปลอม" "ตัวเงา" ก็คือ "ตงอิมซิง"
(ร่างกึ่งมืด) นั่นแหละ ที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ตัวแปลง"
เนื่องจากเวลาจำกัดขอเชิญท่านไท้ซัวอ๊วงชี้แจงถึงภาระหน้าที่ของขุมท่าน
ไท้ซัวอ๊วง : ขุมนี้ควบคุม
"นรกใหญ่เผาหัวสมอง" และนรกน้อยอีก 16 แห่ง บรรดาวิญญาณโทษที่ส่งมาขุมนี้
ข้าพเจ้าจะพิจารณาด้วยความเที่ยงธรรมไม่ยอมให้มีการลำเอียงเข้าใครออกใคร
รายละเอียดต่างๆ ข้าพเจ้าทั้งสองจะพาท่านทั้งสองไปเยี่ยมชมเอง
หยางเซิง : ดีมากครับ ! ขอบคุณมากที่ท่านไท้ซัวอ๊วงที่ได้ให้การชี้แจง
ไท้ซัวอ๊วง : ส่งข้าราชการทหารพลเรือนตุลาการอารักขานำพาหยางเซิงไปเยี่ยมชม
"นรกใหญ่เผาหัวสมอง"
ข้าราชการ : ขอรับคำบัญชา เชิญท่านทั้งสองตามเจ้านายท่านไปเถิด
หยางเซิง : เดินตามหลังท่านอ๊วง
รู้สึกหนทางในแดนนรกวิเวกวังเวงใจ กฎมาตราไม่เข้าใครออกใคร
มันเปิดทางให้เดินแต่ผู้ที่มีศีลธรรมเท่านั้นเอง
อรหันต์จี้กง : เจ้าหยางเซิงสะเทือนในอารมณ์เมื่อเห็นสภาพการณ์เช่นนี้
แต่ในแดนนรกไม่มีญาติมิตรให้การพึ่งพาอาศัย มีแต่บุญบาปที่สร้างไว้ในปางก่อนติดตามไปเท่านั้น
คนชั่วผีร้ายตามคนดีเทวทูตให้ความสนิทผิดชอบ เตือนชาวโลกจงคบแต่เพื่อนที่มีแต่ใจบุญสุนทาน
ทำทานให้มากเพื่อที่จะไม่ต้องเข้าไปรับความกดขี่ข่มเหงอยู่อย่างอดสูจากนรก
หยางเซิง : รู้สึกความร้อนต้องกายสัมผัสตัว
เบื้องหน้านั้นเปลวไฟแดงฉานทะลุฟ้า เห็นแต่แดงเถือกเป็นพืดไปหมด
ประตูคุกเขียนไว้ว่า "นรกใหญ่เผาหัวสมอง" กำแพงก่อด้วยอิฐ
อรหันต์จี้กง : นี่คืออิฐทนไฟอย่างดี
ไฟยิ่งเผาอิฐก็ยิ่งผนึกแข็งแกร่งขึ้น
พัศดี : ขอต้อนรับท่านเจ้านายครับผม
ไท้ซัวอ๊วง : ฉันพาท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง
เมืองไถ่ตง มาเยี่ยมชมรีบตั้งแถวต้อนรับเร็ว
พัศดี : ขอรับคำบัญชา
ไท้ซัวอ๊วง : เบื้องหน้านี้คือ
"นรกใหญ่เผาหัวสมอง"
หยางเซิง : ร้อนเสียจนอึดอัดใจ
พื้นทางเดินใช้หินและอิฐปูติดเป็นพืด ด้านใต้มีไฟโหมเผาแดงไปหมดวิญญาณโทษที่เดินผ่านทุกๆ
ตนจะล้มกลิ้งอยู่กับพื้นส่งเสียงร้องครวญครางวิญญาณโทษที่อยู่ข้างนอก
ซึ่งถูกส่งมาจากขุมอื่น เมื่อมองเห็นเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว
ล้วนแผดเสียงร้องไห้อย่างกับบิดามารดาได้ตายลงฉันนั้น และคงตรึงอยู่กับที่ไม่ยอมขึ้นหน้าไป
ยมทูตก็ผลักไปข้างหน้าวิญญาณโทษเหยียบลงที่อิฐไฟด้วยเท้าเปล่าเปลือยล้มลงแล้วส่งเสียงอย่างเจ็บปวดทันทียิ่งดิ้นทั้งร่างยิ่งถูกเผาหนักมากขึ้น
มิทราบว่าพวกนั้นทำผิดอะไรบ้าง ?
ไท้ซัวอ๊วง : ขุมนี้มีชื่อว่า
"เผาหัวสมอง" บรรดาที่มีจิตใจเห็นแก่ชื่อเสียงทรัพย์สมบัติมากเกินควรตอนมีชีวิตอยู่
จนทำให้ผู้อื่นเสียหายตัวเองรับผลประโยชน์ไปนั้น หรือผู้ที่เอาอกเอาใจต่อเพศตรงข้ามเกินควร
ยกย่องเทิดทูนสุดกำลังแต่กับพวกเพศเดียวกันกับเหี้ยมโหดไร้ความปราณี
ชอบฉวยโอกาสในขณะที่ผู้อื่นกำลังตกอยู่ในความพิบัติ ทำการซ้ำเติมร่างให้ฉิบหายเร็วขึ้น
หรือพวกที่มีนิสัยเลือดร้อน มักจะโกรธแค้นเป็นฟืนเป็นไฟ ด่าว่าฟ้าดิน
หรือพวกที่นักหาช่องถือโอกาส ชอบเดินทางลัดหาผลประโยชน์ใส่ตัว
หรือพวกที่ชอบไปพึ่งบารมีผู้มีอำนาจราชศักดิ์ ดูหมิ่นถิ่นแคลนผู้ยากจน
บรรดาที่ไม่ดำเนินในทาง "สายกลาง" ต่อเหตุการณ์ต่างๆ
หัวรุนแรงดื้อรั้นจนผิดศีลผิดธรรมนั้น ล้วนต้องมารับการลงโทษจากขุมนี้
คุกนี้มีการลงโทษที่ง่ายดายมาก เพียงแต่สามารถเดินผ่าน "ทางอิฐไฟ"
สามร้อนลี้ (1 ลี้ = 555.5 เมตร) โทษนี้ก็จะหมดไปแต่ว่าอิฐไฟนั้นร้อนจนเป็นสีแดง
จะผ่านไปได้บางคนต้องใช้เวลาถึง 3 ปี 5 ปีไม่เท่ากัน ต้องแล้วแต่บาปที่ก่อไว้ในปางก่อนเป็นเกณฑ์แห่งการลงโทษ
ที่มีบาปน้อยหน่อยเมื่อเหยียบลงบนอิฐไฟ ความร้อนของใต้พื้นเท้าจะลดลงโดยปริยายจงผ่านไปได้ง่ายพวกมีบาปมากก็จะมีผลตรงกันข้าม
การที่มีบาปมากบาปน้อยจึงรับความร้อนจาก "แรงไฟแตกต่างกัน"
คุกนี้ทั้งร้อนทั้งอึดอัดทำให้คนแสนที่จะระอา พวกที่ต้องไปรับโทษที่
16 ขุมนรกน้อยนั้นต้องเดินไปในทางเล็กที่อยู่ข้างนั้น ก็มีอิฐแดงไฟร้อนเช่นกัน
แต่ว่าความร้อนนั้นมีความจำกัดอยู่ แค่ทำวิญญาณโทษนั้นตกตื่นไม่ถึงกับมีอันตรายให้ลิ้มชิมรส
(รสชาติทรมาน) เสียก่อน เมื่อถึง 16 ขุมนรกน้อยแล้วจึงจะลงโทษหนักอีกครั้งหนึ่ง
อรหันต์จี้กง : เนื่องจากเวลาหมดลงแล้ว
คราวหน้าจะมาเยี่ยมคำนับใหม่ เราขอลาก่อนละ
ไท้ซัวอ๊วง : เมื่อเวลาหมดลง
เราก็ไม่ขอหน่วงเหนี่ยวละ ให้นายทหารตั้งแถวนมัสการส่งท่านอาจารย์
หยางเซิง : ขอบคุณท่านไท้ซัวอ๊วงที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นมาก
เราขอลาก่อน
อรหันต์จี้กง : เจ้าหยางเซิงรีบขึ้นดอกบัวเร็ว
หยางเซิง : กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เชิญท่านอาจารย์เดินทางกลับได้
..
อรหันต์จี้กง : ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม