ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า
:
หิมะโปรย ทับต้นเหมย บนภูผา
วันเวลา เร่งรุด ไม่อืดอาด
จงวางมีด ชำระมือ ให้สะอาด
ศีลไม่ขาด ฝึกฝนตน ยึดหลักธรรม
อรหันต์จี้กง : บนสันเขาอันเย็นเฉียบโบยบินด้วยดอกหิมะ
นั่นแหละแสดงว่าจะสิ้นสุดของปี (อย่าทำบาป) อย่าได้ก่อเวรกรรมใหม่ขึ้นอีกเลย
วันนี้เตรียมท่องนรก เจ้าหยางเซิงเตรียมขึ้นบนดอกบัว
หยางเซิง : อากาศหนาวเย็นเหลือเกิน
กระผมเกรงว่าจะทนไม่ไหว ขออาจารย์ท่านประทานยาทิพย์ให้อีกหน่อยเถิดครับ
ท่านจะว่าประการใดหรือไฉน ?
อรหันต์จี้กง : อย่าให้ "จิตมันพาไป"
หรือว่าดวงจิตยังกลัวความหนาวด้วยหรือ ? เมื่อเจ้าคิดจะขอยา
ข้าฯผู้เป็นอาจารย์ก็มีใจที่กว้างขวางเป็นทุนอยู่แล้ว จะให้เจ้าอีกเม็ดก็แล้วกัน
รีบกินเสียเตรียมตัวออกเดินทางเถอะ
หยางเซิง : ขอบพระคุณมากที่อาจารย์ประทานยาให้
ขออภัยที่กระผมยัง "หลงใหลไม่เข้าใจ!" กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เชิญอาจารย์ท่านออกเดินทางได้
.
อรหันต์จี้กง : ถึงแล้ว รีบลงจากดอกบัวเสีย
หยางเซิง : วันนี้เราจะไปยังคุกไหนกันมิทราบ
? ไฉนจึงยังไม่เห็นพัศดีออกมา มีแต่ยมทูตคุมตัววิญญาณโทษเทียวไปเทียวมาเท่านั้น
อรหันต์จี้กง : เราเดินขึ้นหน้าไปอีกสักระยะหนึ่งก็จะรู้
เห็นอะไรๆ ไปเองน่ะ
หยางเซิง : เบื้องหน้านั้นที่แท้ก็คือ
"นรกใหญ่เผาหัวสมอง" คราวก่อนเราได้เยี่ยมชมไปแล้วนี่
วันนี้จะไปเยือนอีกหนหรือ ?
อรหันต์จี้กง : ไม่ใช่ วันนี้เราจะตรวจชม
"ไฟนาบนิ้วมือนรกน้อย" คุกนั้นจำต้องผ่านไปทางข้างๆ
"นรกใหญ่เผาหัวสมอง"
หยางเซิง : รู้สึกความร้อนกระทบกายอยู่เบื้องหน้า
เราจะรุดหน้าไปได้อย่างไร ? และทางเล็กนั้นได้ยินว่าเป็น "ทางร้อน"
เช่นเดียวกัน "เท้าสามัญชน" ของกระผมตะผ่านไปได้ยังไงไหว?
จะไม่ถูกลวกจนพองไหม้ไปหรือ?
อรหันต์จี้กง : เจ้ามิต้องเกรงกลัว
มีข้าฯขนาบข้าอยู่ "เปลวร้อน" สามารถกลายเป็น "ไอเย็น"
หยางเซิง : เชิญท่านอาจารย์แสดงอิทธิฤทธิ์เถิด
ได้มาถึงทางเล็กแล้ว บนทางแสดงออกเป็นสีแดงยังกับโรงอิฐกำลังเผาอิฐอยู่จะผ่านไปได้อย่างไร
?
อรหันต์จี้กง : เจ้าจงดูอาตมาแสดงอำนาจอภินิหารเถิด
"ตาลปัตร" โบกพัด ฝุ่นดินแดงพลันกลายเป็นสีสดใสสะอาดใจเดินผ่านไปได้แล้ว
หยางเซิง : ฤทธิ์เดชของพระพุทธกว้างใหญ่อันหาที่จะสิ้นสุดมิได้จริงๆ
ถนนที่ร้อนจนเป็นสีแดงไปนั้น กลับกลายเป็นดินแดนเยือกเย็นสงบเงียบโดยฉับพลัน
พวกวิญญาณโทษที่รุดไปข้างหน้ารู้สึกสบายกาย เย็นลงอย่างกระทันหัน
แต่ละตนมีความประหลาดใจเหลือหลาย ต่างแลซ้ายมองขวามองดูเป็นพัลวัน
รีบถือโอกาสนี้รุดหน้าไปเถิด
อรหันต์จี้กง : รีบตามข้าฯรุดหน้าไป มิเช่นนั้นแล้วเมื่อกำลังของอิทธิฤทธิ์เสื่อมลงแล้วเจ้าจะเดินด้วยความลำบาก
แม้ว่ามีทางให้เดินอยู่
.
หยางเซิง : ตามท่านอาจารย์มุ่งไปถึงสุดทาง
ถนนสายเล็กด้านซ้ายมือมีพวกพัศดีและนายทหารตั้งแถวคอยต้อนรับอยู่ก่อนแล้ว
อรหันต์จี้กง : นั่นคือพัศดีและนายทหารแห่ง
"แดนนาบนิ้วมือนรกน้อย" รีบเข้าไปแสดงความคารวะ
หยางเซิง : ขอแสดงความคารวะต่อท่านพัศดีและนายทหารทั้งหลาย
ข้าพเจ้านายหยางเซิง แห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งเมืองไถ่ตงติดตามท่านอาจารย์ตามเทวโองการมายังแดนนรก
เมื่อรวบรวมหลักฐานแห่งคดี แต่งหนังสือธรรมปลอบเตือนชาวโลกที่มาถึงที่นี่ในวันนี้ขอท่านได้โปรดให้คำแนะชี้แจงด้วย
พัศดี : ยินดีต้อนรับท่านทั้งสอง
ที่มาเยี่ยมชมหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก" จะลงพิมพ์หลักฐานจากคุกแห่งนี้
รู้สึกเป็นเกียรติยิ่ง เชิญท่านทั้งสองตามพวกเราเข้าไปเยี่ยมชมในคุกเถิด
หยางเซิง : ขอขอบคุณท่านพัศดีที่ไม่รังเกียจ
ตัวอักษร "แดนนาบนิ้วมือนรกน้อย" ได้ปรากฏอยู่หน้าประตูคุก
ข้างประตูมีผู้ยืนยามรักษาการณ์อย่างเข้มงวดกวดขันตั้งป้อมตรวจตราอยู่
พัศดี : เชิญท่านทั้งสองรีบเข้าไปเถิด
หยางเซิง : ได้ยินเสียงหวีดร้องร่ำไห้แล้วละ
อรหันต์จี้กง : ทุกคุกล้วนมีเสียงหวนไห้น่าสังเวชใจ
สิ่งที่ได้รู้ได้เห็นในแดนนรก ประหนึ่งว่าผู้คนในแดนมนุษย์ตอนที่อาการป่วยไข้กำเริบขึ้น
ต่างโศกเศร้าและหวังจะขอให้มีชีวิตรอดอยู่ต่อไป
หยางเซิง : ประตูคุกจัดทำตามแบบแผนวิทยาศาสตร์อยู่มาก
มือทั้งสองข้างของวิญญาณโทษถูกมัดติดอยู่กับรางเหล็กด้วยเชือกสปริง
รางเหล็กนั้นถูกเผาจนแดงฉาน มือของวิญญาณโทษทั้งสองข้างโดนนาบติด
จะหดก็หดไม่ได้ รางเหล็กมีความร้อนแรงสูงมาก เชือกสปริงนั้นไม่เพียงแต่รัดแน่นกระชับแนบแล้วยังถ่ายทอดความร้อนรวดเร็วมากด้วย
วิญญาณโทษคิดจะหลบหนีแต่ก็ทนความร้อนไไม่ไหวจึงล้มลงติดอยู่บนรางเหล็กอีก
มือทั้งสองเหมือนกับหยิบถ่านไฟแดงๆ อยู่ จะสลัดทิ้งก็ทิ้งไม่ได้
บนใบหน้าเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ มือทั้งสองข้างก็ไหม้เกรียมจนแหลกลาญไปหมด
ตัวคนก็ร้องไห้จนอ่อนแรงลง
พัศดี : คุกนี้มือชื่อว่า "แดนไฟนาบนิ้วมือนรกน้อย"
สมัยก่อนนั้นใช้เตารีดมือแต่เพื่อที่จะให้มันสมดุลกับความ
"มีฝีมือยอดเยี่ยม" ของชาวมนุษย์ จึงมาเปลี่ยนแปลงใช้การลงโทษแบบใหม่ข้าพเจ้าจะจัดวิญญาณโทษสัก
3-4 ตนให้มาเล่าการทำผิดในแดนมนุษย์ด้วยตัวมันเอง
หยางเซิง : ทางลับกับทางแจ้งมีเหตุผลตรงกันหมดซึ่งตรงกับคำว่า
"เหนือฟ้ายังมีฟ้า" เสียจริงๆ
พัศดี : วิญญาณโทษฟังคำสั่งตามนี้
: ท่านอาจารย์และท่านหยางเซิง แห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เมืองมนุษย์มาทำการรวบรวมหลักฐานแห่งความผิดยังคุกนี้ในวันนี้เพื่อเตือนชาวโลก
ทุกๆ ตนให้เล่าเหตุการณ์ที่ตนทำผิดไว้ในปางก่อนเพื่อเป็นข้อเตือนมนุษย์
วิญญาณโทษ : ตอนมีชีวิตอยู่ผมมีนิสัยเจ้าชู้ เคยทำการล่วงเกินผู้หญิงที่เดินผ่านไปมาตามถนนหนทาง
ชั่วชีวิตนั้นเคยทำความผิดในเรื่องนี้รวม 12 ครั้งด้วยกัน
เมื่อตายลงแล้วถูกตัดสินให้ตกเข้ามารับโทษยังคุกนี้
พัศดี : มืออยู่ไม่สุข "มือผี"
นี้สมควรรับโทษแล้ว คนที่ 2 รีบสารภาพเสีย
วิญญาณโทษ : ตอนผมมีชีวิตอยู่นั้นอาชีพยุยงปลุกปั่นผู้คนให้เกิดเป็นความเป็นคดีโดยเฉพาะเขียน
"คำร้องกล่าวหา" ผู้คนแทนเขา เพื่อรับผลประโยชน์จากการกระทำนี้
ทั้งชีวิตก็มีความผิดในเรื่องนี้เท่านั้น เมื่อตายลงแล้วท่านยมบาลมีความโกรธมาก
ตัดสินว่าผมชอบเขียนเรื่องราวกล่าวหาผู้อื่น ให้โทษใส่ร้ายเข้าด้วยมือ
ต้องให้ไฟนาบมือเสีย ผมมารับโทษอยู่ที่นี่ความทุกข์ทรมานนั้นไม่มีใครจะหยั่งรู้ได้
ขอท่านอาจารย์โปรดช่วยเหลือด้วย
อรหันต์จี้กง : ในเมื่อแกมีความสามารถแล้ว
ไฉนจึงไม่เขียนคำร้องทุกข์ท่านยมบาลเล่า เพื่อร้องขออภัยโทษจากท่านยมบาล?
วิญญาณโทษ : ท่านยมบาลเที่ยงตรงไม่ลำเอียง ผมมิกล้าไปแส่หาความยุ่งยากมาใส่ตัว
อรหันต์จี้กง : เมื่อเป็นเช่นนี้จะร้องอาตมาก็เช่นเดียวกัน
พัศดี : ห้ามขอความช่วยจากใครเลยนะ
ตนที่ 3 รีบสารภาพเร็ว
วิญญาณโทษ : ผมมีอาชีพเปิดบ่อนการพนันเรียกเก็บค่าต๋งในเมืองมนุษย์
มักจะวางแผนหลอกต้มผู้มาเล่นการพนัน ต้มได้เงินทองจำนวนมาก
เนื่องจากได้เงินมาอย่างสบายง่ายดาย ความเป็นอยู่จึงแหลกเหลวเน่าเฟะ
และมักกระทำผิดต่อกฎหมายเพราะเหตุที่ผมใหญ่พอสมควรในวงการสังคมมืด
แต่หารู้ไม่ว่าเมื่อตายลงแล้วท่านยมบาลกริ้วโกรธมาก ตัดสินให้ผมตกเข้ายัง
"แดนไฟนาบนิ้วมือนรกน้อย" มีกำหนดโทษ 30 ปี แต่ละวันรับทุกข์ทรมานเหลือที่จะทนทานได้
อรหันต์จี้กง : ทั้งเปิดบ่อนทั้งต้มตุ๋น
โทษฐานนั้นร้ายแรงใหญ่ยิ่งนัก เมื่อครบกำหนดลงโทษ ไปเกิดเป็นมนุษย์มือทั้งสองข้างต้องรับสนองตอบด้วยเป็นมือพิการ
จึงขอเตือนชาวโลกจงตัดการชอบเล่นการพนันทิ้งเสีย ตนที่ 4 รีบสารภาพมาเร็ว
วิญญาณโทษ : ปางก่อนนั้นผมเคยออกเช็คสปริง หลอกเอาเงินทองของผู้อื่น
ตอนที่อยู่เมืองมนุษย์ ในใจคิดว่าเราเพียงแต่หลบซ่อนดำดินไปให้สุดหล้าฟ้าเขียว
พวกเจ้าหนี้ก็ไม่สามารถจะทำอะไรกับผมได้ แต่หารู้ไม่ว่ายมบาลแห่งแดนนรกจับตัวมาทำโทษอย่างมหันต์
พัศดี : ติดหนี้ติดสินผู้อื่น
แม้จะเป็นสตางค์แดงเดียวก็ต้องใช้คืนมิเช่นนั้นทางนรกจะไม่ปราณีลงโทษหนักไม่ผ่อนปรน
อรหันต์จี้กง : ชาวโลกในทุกวันนี้
ใช้เช็คสปริงกันพร่ำเพรื่อ เมื่อเขียนเช็คออกไปแล้ว แต่หลบหลีกไม่ยอมจ่าย
ก็คือ "ปริงไม้ตาย" เมื่อตายลงแล้วต้องรับโทษอย่างหนัก
ชาติหน้าก็ต้องเกิดเป็นวัวเป็นควายไปใช้กรรมแทน ไม่ว่าโบราณกาลหรือปัจจุบันทั้งในและนอกประเทศ
ไม่มีผู้ใดจะรอดพ้นจากกรรมนี้ได้ กรรมสนองตอบของกฎแห่งกรรมไม่มีคลาดเคลื่อนแม้แต่นิดเดียว
ชาวโลกควรตระหนักให้จงหนักให้จงหนัก
พัศดี : เอ้า ตนที่ 5 แกอย่าเต๊ะท่ามากนักเลย?
รีบเล่าเรื่องที่น่าภูมิใจหนักหนาของแกในชาติก่อนมาเร็ว
วิญญาณโทษ : ขอท่านพัศดีอย่าได้เสียดสีอีกเลย! ผมเป็นพวกแก๊งผิดกฎหมายคนหนึ่ง
ในตอนเป็นมนุษย์อยู่มักจะก่อเหตุทำเรื่องก่อกวนความสงบสุขของสังคม
พบสิ่งที่ไม่สบอารมณ์หรือมีใครมามองหน้าเท่านั้น ก็จะลั่นหมัดต่อยตีทันที
เรื่องตีต่อยนั้นจัดว่าเรื่องธรรมดาสามัญมากเมื่อตายลงแล้ว
ท่านยมบาลสั่งหัวควายหน้าม้าจัดการกับผมทันทีทันใด แล้วถามผมว่าจะยอมจำนนหรือไม่
หวนนึกถึงการกระทำในปางก่อนแล้วรู้สึกว่าไม่สมควรเป็นอย่างยิ่งจริงๆ
พัศดี : ตอนที่แกอยู่ในวัยหนุ่มมีกำลังกายแข็งแรง
มี "แรงไฟสูง" มาก ชอบหาเรื่องต่อยตีระรานคน ทำลายความสงบแห่งสังคมเมื่อมีหมัดอันทรงพลังเข้มแข็ง
ก็จะให้ใช้ทดสอบกับรางเหล็กเพื่อคลาย "ไฟแรงสูง"
ของแก
อรหันต์จี้กง : ได้เวลาแล้วละ
หยางเซิงเจ้าจงเตรียมตัวกลับสำนัก
หยางเซิง : ขอลาท่านพัศดีและนายทหารทั้งหลาย
และขอขอบคุณที่ให้การแนะนำชี้แจง
พัศดี : นั่นเป็นเรื่องที่สมควรกระทำอยู่แล้ว
ให้นายทหารทั้งหลายตั้งแถวนมัสการส่ง
อรหันต์จี้กง : เจ้าหยางเซิงรีบขึ้นดอกบัวเร็ว
หยางเซิง : กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางกลับเถิด
อรหันต์จี้กง : ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม