ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า
:
พู่กันทรง ฝึกฝนเป็น ยาวิเศษ
วิธีเสก ให้คืนชีพ ดังปรารถนา
สารสวรรค์ นับหมื่นเล่ม ให้ปัญญา
พระเมตตา เหลือคณา มิอาจลืม
อรหันต์จี้กง : มนุษย์ไปท่องในแดนนรก
ไม่ใช่เป็น "เทพนิยาย" หรือ "คำโกหก"
มีผู้ที่ฟื้นคืนชีพมาจากความตาย แล้วนับแต่โบราณกาลมาก็ไม่น้อย
ล้วนสามารถให้อรรถธิบายถึงเหตุการณ์ในยมโลกอย่างเป็นชิ้นเป็นอันทั้งสิ้น
ทั้งนี้ก็เป็นการยืนยันได้ว่าตามตำราหนังสือที่เขียนเล่าไว้
มิใช่เรื่องเหลวไหล หากแต่ว่าผู้คนมิได้ไปเห็นมากับตาตนเองแล้ว
ก็ไม่ค่อยจะเชื่อถือนักพูดไปแล้วก็เป็น "ดวงปัญญา"
และก็เป็น "ความหลงใหล" ด้วย คำๆ นี้พูดได้อย่างไรนะ?
อวัยวะภายในร่างกายของคนเรานั้น ก็เป็นสิ่งที่มองดูไม่เห็นเช่นเดียวกันใช่ไหม?
เมื่อไม่เห็นแล้ว จะพูดว่าไม่มีได้ไหม? เมื่อมันมีมันก็อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุข
เวลาที่มันจะให้ "ปรากฏ" หรือ "รู้สึก"
ขึ้นมาทั้งที่มันก็จะเป็นความทุกข์ขึ้นมาเสียแล้ว โดยมิใช่เจ็บตรงนี้ก็ต้องไปปวดตรงนั้น
ต้องไปทำการฉายแสงเอ็กซ์เรย์ ต้องทำการผ่าตัด อวัยวะข้างในที่มนุษย์มองดูไม่เห็นเหล่านี้
มันมิได้มีอยู่หรือไฉน? นรกนั้นปกติจะไม่สามารถมองเห็น แต่มันก็ต้องมีอยู่ดีเช่นเดียวกันนั่นแหละ
นอกเสียจากคนส่วนน้อยที่สามารถมองเห็นในตอนที่ตนยังมีชีวิตอยู่
นอกจากนี้แล้ว เมื่อไปนรกเมื่อไหร่ก็เห็นเมื่อนั้น คือความตายกล้ำกรายเข้ามาเสียแล้วดังนั้นอาตมาจึงขอเตือนชาวโลกให้รู้สำนึกตัวถือเป็นที่มั่นคงว่า
"สิ่งที่มองไม่เห็น" นั้นยัง "มีค่าแห่งการสถิตอยู่
เช่นความนึกคิด การหายใจ อารมณ์
" ล้วนเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น
เพียงแต่จะสัมผัสมันด้วยความรู้สึกเท่านั้น และก็สิ่งที่มองไม่เห็นเหล่านี้
คือธาตุพลังที่ประทังค้ำชูชีวิตของท่านเป็นธาตุพลังที่บังคับบัญชาจิตใจร่างกายของท่านแล
หยางเซิง : พูดอย่างสมเหตุสมผลมาก
สิ่งที่มองไม่เห็นในโลกนี้ยังมีอีกมากนัก อุปมาคนตาบอดมองไม่เห็นตัวของตัวเองก็เลยปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลก
แต่เขาก็อาศัยไม้เท้าเพียงอันเดียวเท่านั้น สามารถเดินทางไปไกลถึงพันลี้
นั่นก็เป็นการบอกกับพวกเราว่า "ตาทางกาย" แม้จะมีสิ่งขัดขวางมากหลายแต่
"ตาทางใจ" จะทะลุปรุโปร่ง ไม่มีอะไรจะปิดกั้นได้
หากแต่พวกเราปิด "ตาทางใจ" ของตนเองลง เลยถูกความหลงใหลแห่งความใคร่ชักนำเข้าไปในทาง
3 แพ่ง 6 ช่องทางเกิด
อรหันต์จี้กง : พูดได้ดีมาก
ชาวโลกทั้งๆ ที่รู้ว่าทำสิ่งนั้นสิ่งนี้มันผิดต่อกฎหมาย หลุมพรางที่ดักล่ออยู่ตรงหน้า
แต่ก็ยังไม่ยอมคำนึงถึงทุกสิ่งทุกอย่างและก็ไม่หัดคนที่ถือไม้เท้าคนนั้นใช้ไม้เท้าทาบทามไปเบื้องหน้า
ก้ด้วยแบบนี้แหละจึงต้องตกลงไปในเหวลึกแห่งนรก กว่าจะกลับตัวออกมาได้ไม่รู้ว่าจะต้องผ่านฆาตเคราะห์ไปถึงกี่ขั้นกี่ชั้น
เวลาดึกแล้วหยางเซิงเจ้าจงขึ้นบนดอกบัวเตรียมท่องนรก
หยางเซิง : กระผมเตรียมตัวเรียบร้อยแล้วครับ
อรหันต์จี้กง : เห็นฝุ่นละอองจับเต็มอกเสื้อประกอบพิธีกรรมเจ้าก็ไม่จัดการชะล้างให้สะอาด
อย่างนี้เมื่อไปถึงยมโลกจะเสียมารยาทมาก
หยางเซิง : เสื้อประกอบพิธีกรรมโดนทรายในถาดทรายปลิวจับไม่ทันสังเกต
ขอท่านอาจารย์อภัยด้วย
อรหันต์จี้กง : ชาวโลกที่เข้าไปยังยมโลก
ไม่เพียงแต่ต้องถือศีลกินเจ เสื้อผ้ารองเท้ายิ่งควรสะอาดสะอ้าน
ทีหลังควรระมัดระวังเป็นพิเศษรีบขึ้นดอกบัว
หยางเซิง : กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้วเชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางได้
.
อรหันต์จี้กง : ถึงแล้ว เจ้าหยางเซิงรีบลงจากดอกบัวไปแสดงความคารวะต่อพัศดีเสีย
หยางเซิง : ขอรับคำบัญชา ขอแสดงความคารวะต่อท่านพัศดีและนายทหาร
พัศดี : มิต้อง ยินดีต้อนรับท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งจะมาเยือนแต่งหนังสือเตือนชาวโลก
บุญกุศลนั้นใหญ่หลวงนัก คุกนี้คือ "แดน ลาก (ชัก) ไส้นรกน้อย"
เชิญท่านทั้งสองเข้าไปเยี่ยมชมภายในเถิด
หยางเซิง : ขอบคุณท่านพัศดีให้การต้อนรับอย่างดียิ่งที่แท้ที่นี่คือ
"แดนลาก (ชัก) ไส้นรกน้อย" พวกยมทูตต่างเดินกันขวักไขว่ควบคุมตัววิญญาณโทษเข้าๆ
ออกๆ และได้ยินเสียงแผดร้องร่ำไห้
อรหันต์จี้กง : เรารีบตามหลังพวกเขาเข้าไปข้างใน
หยางเซิง : พอจะเห็นการทำโทษภายในคุก
มีเหตุการณ์เช่นไรอยู่แล้ว พวกวิญญาณโทษเปลือยกายเป็นแถว ถูกมัดติดกับไม้หลัก
ยมทูตใช้มีดปักลงบนหน้าท้องของวิญญาณโทษ แล้วก็กรีดลงไปถึงหน้าท้องแล้วก็แบะออก
ลำไส้ทะลักออกมาทันทีสีแดงสดคละคลุ้งกับกลิ่นคาวเต็มพื้นดิน
ลำไส้ที่ไหลลงบนพื้นนั้น สุนัขดำที่รออยู่ข้างๆ จำนวนมากต่างแยกกันกัดกิน
ลำไส้นั้นแม้จะทะลักออกมา แต่ก็ยังติดอยู่กับหัวใจ ซึ่งยังไม่หลุดออกจากร่างไป
โดนพวกสุนัขแย่งกันกัดกิน ยื้อยุดกันไม่หยุดยั้ง วิญญาณโทษก็แผดร้องอย่างเจ็บปวด
เลยสลบเหมือดลงเป็นเรื่องที่ไม่กล้าทนดูต่อไปอีกแล้ว ขอถามท่านพัศดีว่า
พวกนั้นมีความผิดอะไรบ้าง จึงถูกตัดสินให้ตกมาคุกนี้
พัศดี : วิญญาณโทษเหล่านี้ล้วนเป็นข้าราชการที่คอร์รัปชั่นฉ้อราษฎร์บังหลวงในแดนมนุษย์
หรือผู้ที่มีจิตใจโหดเหี้ยมอำมหิต เมื่อตายลงแล้วจึงต้องมารับโทษในคุกนี้
ถ้าจะรู้ถึงรายละเอียดข้าพเจ้าจะพาตัวออกมาสัก 2-3 ตนให้สอบถาม
หยางเซิง : ได้อย่างนั้นก็ดีมากซิครับ
ได้มีพยานหลักฐาน ชาวโลกจึงจะเชื่อถือ
พัศดี : ข้าพเจ้าพาตัววิญญาณโทษออกมาแล้ว
เชิญท่านหยางเซิงสอบถามได้
หยางเซิง : ขอถามสุภาพบุรุษผู้นี้ว่า
เหตุไฉนจึงตกมาอยู่คุกแห่งนี้?
วิญญาณโทษ : ตอนผมมีชีวิตอยู่นั้น รับราชการโดยอาศัยอำนาจหน้าที่รับสินบนอันมิชอบเสมอๆ
หรือสมคบกันซื้อขายที่ดินโดยปลุกปั่นให้ราคาสูงขึ้น เพื่อหวังผลประโยชน์อันมหาศาลไม่ว่าสิ่งใดแห่งใดที่จะให้ผลประโยชน์แล้ว
ผมต้องหาวิธีทุกอย่างที่จะนำมาซึ่งผลประโยชน์นั้นมาเข้ากระเป๋าตนทั้งนั้นเมื่อตายลงเคราะห์ร้าย
โดนส่งตัวไปขึ้นหอกระจก (กรรม) วิเศษฉายร่างปรากฏตัว สภาพการณ์การกระทำที่ตนกระทำโดยมิชอบและการละโมบในทรัพย์สินเงินทองนั้นๆ
ล้วนปรากฏชัดแจ้งออกมาอย่างละเอียดถี่ถ้วนทำให้ผมตกใจเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อผ่านการพิจารณาจากทุกขุมแล้วในที่สุดจึงส่งมอบมายังขุมที่
7 ท่านไท้ซัวอ๊วงตัดสินให้ผมตกเข้ามายัง "แดนลากไส้นรกน้อย"
ทุกวี่วันท้องไส้จะไหลออก สุนัขก็แย่งกันกัดกิน ทุกข์ทรมานนั้นไม่สามารถที่จะบรรยายได้
พัศดี : ตัวแกเป็นข้าราชการ
ไม่คำนึงถึงสวัสดิภาพของประชาชนและหยาดเหงื่อเลือดเนื้อของประชาชน
ขอให้ได้มาอย่างเดียวก็จะกลืนกินจนหมดสิ้น ท้องไส้มันสกปรกเสียจริงๆ
ขอเตือนข้าราชการในแดนมนุษย์ ควรถือคติเพื่อช่วยเหลือฝูงชน
เป็นภาระหน้าที่ให้ความสะดวกแก่ประชาชนทุกแห่งหนทุกกรณีซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติ
ก็จะมีบุญกุศลมหาศาล ถ้ามุ่งแต่ผลประโยชน์เป็นที่ตั้งเมื่อตายลงแล้วแดนนรกก็ไม่สามารถอภัยโทษนั้นให้ได้
หยางเซิง : ขอถามแม่เฒ่านี้
ท่านแก่จนขนาดนี้แล้วยังโดนทำโทษแบบนี้อีก อันความจริงนั้นตอนเป็นมนุษย์อยู่ได้ทำอะไรผิดบ้าง?
วิญญาณโทษ
: เมื่อหวนนึกถึงปางก่อน จะสำนึกผิดมันก็สายเสียแล้ว ตอนที่ฉันมีอายุ
48 ปีนั้นเนื่องจากการค้าที่ทำอยู่ล้มละลานลง ก็เลยเรียกเล่นแชร์เพื่อแก้ขัด
ขณะนั้นสติปัญญาสูญสิ้นไปหมด จึงตัดสินใจล้มวงแชร์โกงเงินมา
เสร็จแล้วขนย้ายบ้านไปอยู่เสียที่อื่น ตอนอายุได้ 54 ปี เกิดป่วยไข้ตาย
ถูกส่งตัวมายังขุมที่ 7 ท่านยมบาลตัดสินให้ตกเข้ามารับโทษที่นี่
พัศดี : ล้มแชร์โกงเงินผู้อื่น
กลืนเข้าไปได้แต่รากออกไม่ได้ เวลานี้จึงตอกเอาท้องไส้ทะลักออก
กลืนของเขาเข้าไปเท่าไหร่ก็คืนของเขาออกมาเท่านั้น กฎยมโลกเที่ยงธรรม
แกทำเองสนองรับเอง วันหลังรับโทษหมดกำหนดแล้วต้องไปเกิดชดใช้หนี้เขาอีกที
หยางเซิง : ขอถามท่านสุภาพบุรุษผู้เฒ่านี้ว่า
ท่านมารับความทรมานในคุกนี้นานเท่าไหร่แล้ว?
วิญญาณโทษ : ได้ 3 ปีแล้วครับ ตอนอยู่แดนมนุษย์เป็นเกษตรกรปลูกผักขายเป็นอาชีพมิทราบว่าเนื่องจากเหตุใด
หลังจากเลยวัยกลางคนไปแล้ว ผักที่ปลูกไว้มักจะมีพวกแมลงกิน
จึงต้องใช้ยาฆ่าแมลงพ่นฉีดเพื่อกำจัดมัน บางครั้งเห็นผักมีราคางาม
(ราคาสูง) ก็เลยเอาผักที่พ่นยาไปแล้วเพียง 1-2 วันเท่านั้นออกขาย
ก็แค่นี้เท่านั้นแหละ เมื่อตายลงท่านยมบาลตัดสินให้ตกเข้ามา
"แดนลากไส้นรกน้อย" ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากความรู้เท่าไม่ถึงการ
ทำเอาย่ำแย่ไปเลย
พัศดี : แกเอาแต่ละได้เงิน เอาผักที่ยังมีพิษหลงเหลืออยู่นั้นออกขายให้โทษแก่ผู้คนไม่น้อยเลย
ผู้ที่กินผักของแกแล้วโดนพิษยาเล่นงานก็เป็นจำนวนไม่น้อยหรือสารพิษสะสมจากน้อยเป็นมากเลยเกิดเป็นโรคตับ
โรคมะเร็ง ใจคอแกมันโหดร้ายมากจึงต้องรับโทษแบบนี้
หยางเซิง : ขอถามคุณยายผู้นี้
ท่านทำไมจึงต้องมาอยู่ยังที่นี้?
วิญญาณโทษ : โอย! โอย! ท่านเจ้าขา ที่นี่มันช่างสังเวชอนาถใจเสียจริงๆ
ขอท่านอาจารย์ช่วยด้วย
อรหันต์จี้กง : อาตมาก็สงสารเธอจับใจจริงๆ
แล้วทำไมตอนนั้นเธอถึงไม่สงสารผู้อื่นบ้างเล่า รีบเล่าประวัติชั่วร้ายของเธอเถอะน่า
วิญญาณโทษ : เอาล่ะค่ะ ฉันรับเลี้ยงเด็กหญิงคนหนึ่งไม่เคยปรานีรักใคร่มัน
ตั้งแต่เด็กเล็กมา เอะอะก็ลงมือลงไม้เฆี่ยนตีไม่ดูแลรักใคร่ดังลูกของตนเอง
เมื่อมันโตขึ้นมีหน้าตาสวยงามน่ารักจึงบังคับให้เข้าซ่องไปหาเงิน
พอตายลง ท่านยมบาลจึงไม่ลดละที่จะเล่นงานฉัน
พัศดี : ใจคอโหดเหี้ยมอำมหิต
เห็นลูกเลี้ยงเป็นสินค้าหาเงินทำลายทำนองคลองธรรมแห่งครัวเรือน
สูญสิ้นซึ่งวิญญาณแห่งความชอบธรรม ใจไม้ไส้ระกำสมควรแก่โทษแล้ว
อรหันต์จี้กง : ได้เวลาแล้ว
เจ้าหยางเซิงเตรียมตัวกลับสำนัก
หยางเซิง : กระผมยังมีปัญหาหนึ่งจะเรียนถามท่านอาจารย์
คือว่าพวกวิญญาณโทษเหล่านี้ในขณะที่ถูกลงโทษนั้น เมื่อรับการลงโทษครั้งหนึ่ง
ก็จะสลบตายโดยไม่ได้สติไปแล้ว ไหนเลยจะฟื้นขึ้นมารับโทษทัณฑ์ใหม่ได้อีกเล่า
?
อรหันต์จี้กง : เจ้าเคยฝันว่าโดนเขายิงตายบ้างไหม
? แม้ตัวจะบาดเจ็บรู้สึกปวดทรมานมาก แต่เมื่อตื่นขึ้น เพียงพบแต่ว่าเหงื่อเย็นๆ
โทรมไปทั้งตัว มันไม่ได้ตายเลยนี่ คืนต่อมาก็ฝันเรื่องอื่นอีกเมื่อตื่นขึ้นก็พบว่าปรกติดีเหมือนเดิมอีกและก็ไม่มีบาดแผล
ดังนั้นเมื่อคนตายลงแล้วดวงวิญญาณนั้นล่องลอยไปเหมือนอยู่ในความฝัน
แม้ร่างกายจะเจ็บปวดด้วยการถูกทำโทษ เมื่อยมทูตเอาน้ำคืนชีพสาดให้
ฟื้นตื่นขึ้นมาก็ปราศจากบาดแผล ยังความเจ็บปวดทรมานและความตระหนกพลั่นกลัวในความทรงจำที่หวนระลึกคิดถึง
การลงโทษอย่างทรมานโหดเหี้ยมนัก เพื่อที่จะทำให้วิญญาณเดิมนั้นตื่นตัวขึ้นเท่านั้น
ดังนี้คนตายจึงเรียกว่า "ฝันยาว" คนตายซึ่งไปรับความทรมานในฝันยาวนั่นแหละ
และมีสิ่งเปรียบเทียบอีกอย่างคือ เช่นในความฝันว่าเก็บทองคำได้
ดีใจเป็นบ้า เมื่อตื่นขึ้นมา ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย จะเห็นได้ว่าความฝันไม่ใช่ความจริง
ผู้หลงใหลโดนหลอกเข้าแล้ว ชาวโลกที่บำเพ็ญธรรมถ้าไม่เข้าใจรู้สึกตัวในเรื่องนี้ดื้อรั้นยึดถือแต่รูปนาม
ก็จะเป็นความฝันครึ่งหนึ่งเช่นกัน
หยางเซิง : ที่แท้เป็นเช่นนี้เอง
ท่านอาจารย์ครับกระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว ขอลาท่านพัศดีและนายทหารทั้งหลาย
พัศดี : ให้นายทหารทั้งหลายตั้งแถวนมัสการส่ง
อรหันต์จี้กง : ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม