ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนมีความว่า
:
เคารพครู ถือในธรรม ประเสริฐแท้
ดอกใบแม้ ร่วงหล่นย่อม คืนสู่ดิน
ระลึกคุณ แต่ดังเดิม จิตเกื้อหนุน
เนรคุณ ไม่ถือว่า เป็นมนุษย์
อรหันต์จี้กง : ปีมะเส็งจวนเจียนจะสิ้นสุดลง
ทุกๆ คนล้วนคิดจะควบ "ม้า" เข้าสู่ผลแห่งความสำเร็จ
(คือหวังจะสำเร็จในปีมะเมีย) แต่ว่าจะสำเร็จได้ก็ต้องควบจนม้าวิ่งอย่างไม่ยั้งฝีเท้า
พยายามรุดขึ้นหน้าไป อาตมาหวังว่าชาวโลกควรยึดมั่นในปีมะเมียนี้ให้ดี
ลงแซ่ควบม้า จงอย่าทำอย่างงูๆ ปลาๆ อย่างลมโกรกหู การบำเพ็ญธรรมต้องเอาแบบม้าที่ว่า
ไม่ว่าจะไปถึงแห่งใดก็ไม่มีใครจะสู้ได้ เป็นแบบนั้น ไม่สะทกสะท้านต่อสิ่งยากลำบากหรืออุปสรรคใดๆ
ทั้งสิ้น หากทำเป็นเลยตามเลยขอไปที เมื่อแก่ตัวลงแล้ว แม้จะมีถึง
"ม้า 4 ตัว ก็ไม่สามารถตามทัน" วันนี้เตรียมท่องนรก
เจ้าหยางเซิงขึ้นดอกบัวเร็ว
หยางเซิง : กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เชิญท่านอาจารย์เดินทางได้ มิทราบว่าเราจะไปท่องคุกใดครับ
?
อรหันต์จี้กง : จะไป "แดนทูนหินคู้ตัวนรกน้อย"
ที่ขึ้นต่อขุมที่ 7 เตรียมออกเดินทาง
.ถึง "แดนทูนหินคู้ตัวนรกน้อย"
เจ้าหยางเซิงรีบลงไปเร็ว
หยางเซิง : อึดใจเดียวก็ถึงเสียแล้ว
ขึ้นนั่งบนดอกบัวที่หน้าสำนักปิดตาลงคล้ายกับนั่งในเครื่องบินไอพ่นได้ยินแต่เสียงที่แสบแก้วหู
ก็มาถึงแดนนรกแล้ว
อรหันต์จี้กง : ตัวคนเหมือนกับเครื่องบินที่บินอยู่บนอากาศ
ภายในจะต้องไม่ให้มีอะไรขัดข้องแม้แต่นิดเดียว มิเช่นนั้นจะเป็นอันตรายเหลือหลาย
จะร่วงลงสู่เหวลึกนับหมื่นๆ วา ก็แค่พริบตาเดียวเท่านั้น หากเกิดพลั้งพลาดลง
ร่างกายแหลกเหลวอย่างสุดที่จะแยกออกว่าใครเป็นใครได้ ขับขี่บังคับให้มั่นคง
เติมน้ำมันแล้วทะยานขึ้นสู่อากาศ ก็เป็นเรื่องที่ง่ายดายไม่หนักหนาอะไร
ฉะนั้นความตกต่ำหรือเลิศลอยของคน ขึ้นอยู่กับความนึกคิดวูบเดียวเท่านั้น
ควรที่จะระมัดระวังให้จงหนัก จะพลั้งเผลอมิได้ว่าจะเป็นขณะใดขณะหนึ่ง
เช่น การตกสู่นรก เพียงเป็นเหตุการณ์ภายในนาที-วินาทีเท่านั้น
ดังนี้จึงเตือนชาวโลกไว้ ให้ยึดมั่นไว้ "ความนึกคิด"
ของตนตรวจดูทิศทางให้กระจ่างแจ้ง แม้จะอยู่ในท่ามกลางเมฆหมอกที่มัวซัวสลัวราง
"เข็มทิศแห่งจิตใจ" ยังคลุมไว้มั่นคง ก็จะไม่เกิดการพลาดพลั้งได้อย่างแน่แท้
! ดอกบัวช่อนี้ ลอยอยู่บนน้ำโสโครกในพิภพ ต้องมีความสามารถสงบแน่วแน่จึงจะนั่งคิดมิเช่นนั้นแล้วหากพลาดพลั้งลงก็ยังคงต้องจมดิ่งลงไปในเหวลึกอีก
เป็นโชคของเจ้าแล้วที่สามารถมีโอกาสได้นั่ง จงยึดถือให้ดีนะ
! รีบเข้าไปทำความเคารพต่อท่านพัศดีที่อยู่เบื้องหน้าเถอะ!
หยางเซิง : ขอรับคำบัญชา! ขอแสดงความคารวะต่อท่านพัศดีและนายทหารทั้งหลาย
ข้าพเจ้านายหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เราศิษย์-อาจารย์มาเยี่ยมชมคุกของท่านตามเทวโองการในวันนี้
ขอให้ท่านพัศดีให้ความสะดวกด้วย!
พัศดี : ยินดีต้อนรับท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงที่มาเยือนการแต่งหนังสือตามเทวโองการสิ่งที่มีเกียรติ
ข้าพเจ้ามีความยินดีให้ท่านทั้งสองเข้ามาเยี่ยมชมภายในคุก
หยางเซิง : ขอบคุณท่านพัศดีมาก
.
! วิญญาณโทษในคุกกำลังทำงานทำการ แต่ละตนง่วนอยู่กับการขนหิน
คุกของท่านจะก่อสร้างบ้านช่องใหม่หรือไฉนมิทราบ?
พัศดี : ที่นี่จะไม่สร้างบ้านใหม่อีกแล้ว
นั่นคือการทำโทษพวกวิญญาณโทษให้ขนหินด้วยการทูนไว้บนหัว
หยางเซิง : มิน่าเล่าพวกมันจึงขนจนส่งเสียงร่ำร้องโวยวาย
หินก้อนโตๆ ทูนไว้บนหัวใช้มือทั้งสองข้างประคองเอาไว้ คู้กายลงครึ่งตัว
ประหนึ่งว่าหนักเกินกำลังแต่ละตนขยับเดินได้ทีละนิ้ว บางคนมีกำลังไม่พอก้อนหินพลัดหล่นลง
ลำตัวหรือเท้าทั้งสองข้างจะถูกทับจนแหลกเหลว เลยสลบลงกับพื้นยมทูตเอาน้ำราดให้ฟื้นหายทันที
ประคองก้อนหินรุดหน้าไปอีกการลงโทษแบบนี้รู้สึกว่าค่อนข้างจะล้าสมัยไปหน่อย
แต่เอามาทำโทษกับนักโทษ ก็ใช้ได้ฉมังนัก
พัศดี : วิญญาณโทษเหล่านี้กำลังฝึก
"วิชาหัวเหล็ก" อยู่ที่นี่ พวกเขาล้วนมีหัวแข็งหรือชอบอวดดีอวดศักดา
หรือพวกที่เป็นครูบาอาจารย์แต่ไม่รักศักดิ์ศรีของตน หรือพวกที่ไม่เคารพต่อครูบาอาจารย์และนับถือศีลธรรมในปางก่อน
เมื่อตายลงแล้วต้องมารับการฝึกอบรมจากที่นี่
หยางเซิง : ขอท่านพัศดีสั่งวิญญาณโทษสัก
2-3 ตนมาเล่าความเป็นไปในระหว่างที่มันมีชีวิตอยู่ได้หรือไม่ไฉน
พัศดี : ได้ครับ ข้าพเจ้าจะเรียกสัก
2-3 ตนออกมาเล่าความผิดที่ทำไว้ในปางก่อนเพื่อเป็นข้อมูลตักเตือนชาวโลก
ได้เรียกมาแล้ว
เชิญท่านหยางเซิงสอบถามได้
หยางเซิง : ขอถามสุภาพบุรุษผู้นี้
ไฉนท่านจึงมาขนก้อนหินอยู่ที่นี่เล่า?
วิญญาณโทษ : พูดไปแล้วน่าอัปยศอดสู ตอนมีชีวิตอยู่นั้น
ผมมีอาชีพเป็นครูโรงเรียน เห็นว่าในกลุ่มนักเรียนสาวมีบางคนที่รูปร่างหน้าตาสะสวย
จึงอาศัยความสะดวกในการเป็นครู ข่มขืนเอาโดยวิธีกึ่งหลอกลวงกึ่งข่มขู่
แม้ว่าตอนนั้นเรื่องอดสูจะมิได้ถูกเปิดเผยออก แต่ตอนตายลงแล้วท่านยมบาลหน้าตาเฉียบขาดนัก
พอย่างเข้านรก ยมบาลและยมทูตแต่ละขุมจึงตวาดสั่งให้เฆี่ยนตี
เฉพาะอย่างยิ่งที่ส่งมอบมาอยู่ที่ขุมเจ็ด ท่านไท้ซัวอ๊วงโกรธจนทรงผมลุกชัน
ดุด่าว่าผมเป็น "ไอ้สัตว์เดรัจฉาน" ตัวเป็นครูบาอาจารย์ของผู้คนแต่ไม่รู้จักรักศักดิ์ศรีตัวเอง
ไปทำเรื่องบัดสีบัดเถลิงต่อนักเรียนเลยตัดสินให้ตกเข้ามาอยู่
"แดนทูนหินคู้ตัวนรกน้อย" โงหัวไม่ขึ้นเอาเสียเลย!
พัศดี : ตัวแกเป็นครูบาอาจารย์ ไม่มีความละอาย ข่มขืนนักเรียนโทษฐานนั้นใหญ่ยิ่งนัก
บัดนี้ให้แกทูนเอาก้อนหินไว้บนหัวคอพับคอตกไม่ให้คนเห็นหน้าเห็นตา
จึงไม่ต้องอับอายขายหน้าเขา ขอเตือนพวกมนุษย์ที่เป็นอาจารย์ทั้งหลาย
ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์ในทางธรรม อาจารย์ในโรงเรียน อาจารย์ในวิชาชีพการศึกษาการเกษตร
การอุตสาหกรรม การพาณิชย์ หากขาดการฝึกสอนจากครูบาอาจารย์แล้ว
กิจการงานนั้นจะไม่ช่ำชองดีเด่น อาจารย์กับลูกศิษย์ก็เปรียบเสมือนพ่อกับลูก
ควรมีมารยาทที่ดีต่อกันและกัน อย่าล่วงล้ำขอบเขตเพื่อจะหลีกเลี่ยงจากการลงโทษจากสวรรค์ท่าน
ท่านหยางเซิงจงสอบถามต่อไปเถิด
หยางเซิง : ขอถามคนผู้นี้ มองดูท่าทางหน้าตาของท่านรู้สึกว่าเป็นผู้ที่มีการศึกษาอบรมดีและศีรษะล้านด้วยเหตุไฉนจึงมา
"ฝึกวิชา" ยังที่นี้เล่า
วิญญาณโทษ : ท่านอย่าได้ล้อเล่น ก็เพราะหัวมันล้าน
เวลาทูนหินจึงเจ็บปวดเหลือที่จะทนไหว ปางก่อนผมเป็นผู้บำเพ็ญธรรมคนหนึ่ง
หลังจากไปอยู่ในธรณีสงฆ์แล้ว ได้อ่านหนังสือธรรมไปก็หลายเล่ม
เลยคิดว่าตัวเองบรรลุสำเร็จถึงแก่นสารที่ยอดเยี่ยมแล้ว โดยเห็นว่า
ที่เล่าเรียนจากอาจารย์ยังสู้ตนไม่ได้ตั้งแต่นั้นมาก็เลยยกตนเองเป็นอาจารย์
และมักชอบพูดจาต่อหน้าพวกนักธรรมด้วยกัน ถึงความบกพร่องของท่านอาจารย์
เมื่อตายลงแล้ว โดนข้อหา "ล้างครู" ถูกยมทูตคุมมายังนรก
ผ่านการพิจารณาของยมบาล ท่านว่าผมรับธรรมมาจากครูอาจารย์ แต่ทำลายศีลธรรมของอาจารย์
แม้จะอ่านตำราคัมภีร์มากมายกว้างขวาง ก็ควรช่วยกอบกู้ผู้คนด้วยหลักธรรมความจริงจะยกตัวเป็นอาจารย์เองส่งเดชไม่ได้
จึงถูกตัดสินให้ตกเข้า "แดนทูนหินคู้ตัวนรกน้อย"
ต้องทูนหินทุกวัน เดินก็ต้องคู้ตัวเพื่อล้างบาปกรรม
อรหันต์จี้กง : ลูกศิษย์ที่มีปัญญาความสามารถ
ศิษย์ที่มีความสามารถกว่าครูอาจารย์ จากโบราณกาลมาก็เคยปรากฏอยู่
แต่ว่าถึงตัวเองมีความสามารถมีปัญญาดี ก็ยังต้องเคารพต่ออาจารย์นับถือธรรมอยู่ดี
อย่าได้อวดดีทำลายครู ทุกๆ แขนงอาชีพในพิภพล้วนต้องรับการถ่ายทอดฝึกฝนจากครูอาจารย์
จึงสามารถสำเร็จได้ แต่คนในปัจจุบัน บ้างก็เห็นแก่ได้จนเกินควร
งานที่ฝึกนั้นยังไม่ถึงขั้นสมบูรณ์ก็ตีจากเสียแล้ว ถือการหาเงินเป็นใหญ่เนรคุณต่อครูผู้ให้การสั่งสอนที่เคยอบรมมา
ผู้บำเพ็ญก็มักชอบตั้งอะไรใหม่ๆ แปลกๆ ขึ้น เพื่อมาเป็นครูอาจารย์ของผู้อื่นเป็นอย่างยิ่ง
ควรรีบสำนึกผิดล้างบาปเสีย เพื่อที่มิต้องมารับความทรมานจาก
"ทูนหินคู้ตัว"
หยางเซิง : ขอถามคุณคนนี้ว่า
ท่านมารับการลงโทษยังที่นี่ด้วยเหตุใด?
วิญญาณโทษ : ตอนอยู่ในโลกมนุษย์ ผมเป็นคนรวยคนหนึ่ง
และมีอารมคมคายดี มักจะดูหมิ่นถิ่นแคลนในหมู่ชนคนจน และอาศัยความมีอำนาจกดขี่ผู้อื่น
ใช้วาจาเหยียดหยามข่มคน พูดคุยอวดอ้างไม่ยั้งปาก ก็ผิดในเรื่องนี้แหละจึงถูกตัดสินให้มารับโทษที่นี่
ในใจไม่สู้จะพอใจนัก ขอให้ท่านอาจารย์ช่วยแก้ต่างให้ผมเป็นคนกลางให้ความเป็นธรรมด้วย
อรหันต์จี้กง : ได้! ได้! เอาเงินมาก่อนแล้วค่อยพูดกัน
เงินไม่มีคำพูดนั้นก็ไม่มีใครยอมรับฟัง หากมีเงินแล้ว ฉันจะขอกับพัศดีให้ลดโทษของแกให้น้อยลงได้
วิญญาณโทษ : ขอบคุณมากที่ท่านช่วย แต่ขณะนี้ในตัวผมไม่มีเงินเลย
เงินทองล้วนทิ้งไว้ในแดนมนุษย์ให้ลูกหลานเอาไปใช้จ่ายหมดจะทำประการใดดีล่ะ
?
อรหันต์จี้กง : ถ้างั้นก็จงอย่าเพ้อฝันไปเลย
"มีเงินมีอำนาจผู้คนสยบหัวให้ หมดเงินหมดอำนาจหดหัวตัวเอง"
ใครใช้ให้แกวางท่าเย่อหยิ่งจองหองในตอนมีชีวิตอยู่เล่า เวลานี้เงินทองอำนาจอยู่ที่ไหนจงไปเทินหินให้ดีเพื่อลบล้างบาปกรรมเถิดน่า
พัศดี : แกนี้ร้ายมาก ถึงตอนนี้แล้วยังคิดจะอาศัยอำนาจข่มขู่คนอื่นอีก
ท่านยมบาล "หน้าเหล็ก" (เข้มงวดซื่อตรง) จะซื้อท่านด้วยเงินนั้นไม่มีทางหรอกเมื่อครู่ท่านอาจารย์พูดเสียดสีแกรู้หรือเปล่า
ทีหน้าทีหลังห้ามพูดส่งเดช มิเช่นนั้นจะเพิ่มโทษให้หนักขึ้นอีก
อรหันต์จี้กง : บนพื้นถนนแห่งพิภพควรเปิดช่องทางให้ผู้อื่นเดินผ่านได้บ้าง
อย่าแสดงอำนาจครอบครองผูกขาดแต่ผู้เดียว ทุกผู้ทุกคนไม่สามารถจะขี่อยู่บนหัวคนได้ตลอดไป
หากเกิดพลาดท่านเสียทีหมดอำนาจลงละก็ ผู้คนทั้งหลายจะซ้ำส่งสมน้ำหน้าไป
หากมีการกดขี่ข่มเหงคน จนเกินควรถือทิฐิไม่ยอมก้มหัวให้ใคร
ถ้าเช่นนั่นแล้วเมื่อเวลาตายลงก็จะให้มันก้มหัว ยังไม่สายเกินไปนัก
ได้เวลากลับแล้ว ขอลาพัศดีท่าน เราเตรียมการกลับสำนักล่ะ
หยางเซิง : ขอขอบคุณท่านพัศดี
และรบกวนนายทหารทุกท่านขอลาก่อน
พัศดี : ให้นายทหารตั้งแถวนมัสการส่งท่าน
อรหันต์จี้กง : เจ้าหยางเซิงรีบขึ้นดอกบัวเร็ว
หยางเซิง : กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางกลับได้
อรหันต์จี้กง : ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม