ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนความว่า
:
ประพฤติตน บำเพ็ญธรรม ตามพระสูตร
บริสุทธิ์ ดุจฟันฝ่า สิ่งหลงผิด
เต่ากระสา จะหยุดนิ่ง บำรุงจิต
มนุษย์คิด ตัดกิเลส ปัญญาแจ้ง
อรหันต์จี้กง : ตามเทวโองการให้แต่งหนังสือ
"เที่ยวเมืองนรก" จะต้องให้แล้วเสร็จภายในวันเพ็ญเดือนแปดของปีนี้
ทำให้อาตมาแสนจะเคร่งเครียด เมื่อได้รับจัดทำแล้ว หากไม่ไปท่องชมนรกตามหมายกำหนดการ
เมื่อเลยเวลาที่กำหนดแดนนรกปิดตามกำหนดของเทวโองการละก้อ เมื่อนั้นแหละเจ้าหยางเซิงเอ๋ย
เจ้าจะไม่สามารถจะผ่านเข้าไปอีกแล้ว
หยางเซิง : แดนนรกมิใช่สถานที่ที่น่าท่องชมอะไรหนักหนา
ถ้าหากหนังสือเสร็จลงเรียบร้อยส่งคืนตามเทวโองการแล้วนับว่าเป็นการหมดภาระหน้าที่
ก็จะรู้สึกสบายอกสบายใจล่ะครับ
อรหันต์จี้กง : ไม่มีหนี้สินก็รู้สึกสบายกาย
การเป็นหนี้ของมวลมนุษย์ถ้าได้ชำระจนหมดสิ้นแล้ว ก็จะปลอดโปร่งใจไร้กังวล
แต่ว่าผู้คนในมนุษย์ยังไม่เข้าใจ สมมุติว่าได้ช่วยกอบกู้มวลมนุษย์จะพ้นไปจนหมดทุกผู้ทุกนาม
ฉายา "อรหันต์" ของฉันนามนี้ก็จะหมดสิ้นไปด้วย
หยางเซิง : เพราะเหตุใดมิทราบครับ?
อรหันต์จี้กง : พระอรหันต์แยกจากมวลชนมิได้เมื่อแยกออกจากมวลชนแล้ว
ก็จะไม่มีอรหันต์เป็นชื่อสมมุติขึ้น ที่แท้แล้วก็เหมือนชาวโลกทั่วไป
ชาวโลกมิควรหลงในรูปนาม เวลาน้อยมากแล้ว เราเตรียมการท่องนรกเถอะรีบขึ้นดอกบัวเสีย
หยางเซิง : กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางได้
.
อรหันต์จี้กง : ถึงแล้วละ รีบลงจากดอกบัวเร็ว
หยางเซิง : กระผมลงมาแล้ว มิทราบว่าวันนี้จะไปท่องชมขุมไหน
?
อรหันต์จี้กง : เจ้าจงดูเบื้องหน้าเปลวไฟพุ่งสู่ท้องฟ้านั่นคือ
"ไฟเผาหัวนรกใหญ่"
หยางเซิง : ความร้อนพุ่งตรงมาต้องกายจริงๆ
ด้วย รู้สึกร้อนอบอ้าวจังเลย กระผมว่าเปลี่ยนไปชมสถานที่แห่งอื่นนะครับ
?
อรหันต์จี้กง : ก็ดีเหมือนกัน
ครั้งก่อนได้ท่องชม "ไฟเผาหัวนรกใหญ่" ไปแล้ว มันก็คล้ายคลึงกับคุกนี้แหละ
เว้นแต่กำลังของไฟจะแรงกว่าหน่อยเท่านั้นเอง เจ้าจงตามอาจารย์รุดหน้าไปเถอะ
หยางเซิง : ขอรับคำบัญชา ! ยมทูตต่างคุมวิญญาณโทษเทียวไปเทียวมา
ตวาดดุด่าตลอดทาง ประหนึ่งว่าคุมไปประหารชีวิตฉันนั้น ขอถามท่านอาจารย์ว่ายมทูตไฉนบางเวลามีหน้าตาเหมือนคนธรรมดา
มันเนื่องจากเหตุใดมิทราบ ?
อรหันต์จี้กง : ตามปกติเรียกพวกยมทูตว่า
"ภูติผีขาวดำ" บ้างก็เรียกว่า "หวมบ้อคิ้ว"
(ผิดแล้วหมดทางช่วย) "เซี่ยปิกอัว" (ขอบคุณแล้วจะปลอดภัย)
ประดาที่ต้องลงโทษแล้ว พวกยมทูตล้วนจะแสดงหน้าตาดูร้ายเหี้ยมเกรียมเพื่อข่มขวัญ
ผู้ที่ใจคอไม่มั่นคงเห็นเข้าจะมีอาการใจสั่นมือไม้อ่อนลงให้จับได้
ถ้าหากเป็นคนบริสุทธิ์ไม่ได้ทำความผิดมาเห็นเข้าจะพูดว่า "โท้ยบ้อห้วง"
(เห็นแล้วก็ไม่เป็นไร) ดังนั้นจึงมีคำโบราณว่า "เมื่อไม่ได้ทำอะไรที่ผิดศีลแล้ว
จะมีใครมาเคาะประตูบ้านในยามดึกก็มิต้องหวั่นใจ" คือเช่นเดียวกับผู้ที่ทำผิดกฎหมายในแดนมนุษย์เมื่อพบเห็นตำรวจเข้า
ก็เหมือนกับไปเจอะเจอเอาผีเข้า ต้องตกใจกลัวจนอุจจาระ-ปัสสาวะร่วง
ตำรวจนั้นมีอาวุธปืนกุญแจมือติดตัวอยู่ ทูตผีขาวดำก็มีโซ่ตรวนเครื่องมือต่างๆ
ผู้ที่เจียมตัวเจียมใจมิได้ทำผิดกฎหมายพบเห็นเข้า ใจคอก็ปรกติมิหวั่นไหว
เห็นตำรวจเสมือนหนึ่งเป็นพี่เลี้ยง ผู้ให้ความคุ้มครองน่าสนิทชิดเชื้อ
ตรงกันข้ามกับพวกอาชญากรผู้ถูกประกาศจับตัวเมื่อเห็นตำรวจจึงคล้ายกับไปเจอเอาผีสิงเข้า
ขอเผ่นก่อนดีกว่าดังนั้นผู้มีใจบุญใจกุศลจึงไม่กลัวยมทูต คนชั่วร้ายเห็นเข้าจึงใจสั่น
ถึง "แดนรถทับนรกน้อย" แล้ว เราเข้าไปเยี่ยมชมกันเถิด
นายทหาร : ผู้ศักดิ์สิทธิ์จากแห่งตำบลใดมิทราบ
ไฉนจึงได้นำเอามนุษย์บุกรุกเข้าแดนนรก ที่นี่ห้ามผ่านนะ
อรหันต์จี้กง : อาตมาคือพระจี้กง
ได้รับเทวโองการให้พามนุษย์มาเยี่ยมชมนรก เพื่อไปปลอบเตือนชาวโลก
จึงรีบเข้าไปแจ้งเหตุอย่าขัดคำสั่ง
นายทหาร : ที่แท้คือ ท่านอาจารย์จี้กงนั่นเอง
เพราะเหตุที่ข้าพเจ้าไม่ทราบมาก่อน เชิญรอสักครู่นะครับ ข้าพเจ้าจะเข้าไปรายงานเหตุก่อน
หยางเซิง : พวกเขาไม่รู้ว่าเราจะมาที่นี่ดอกหรือ
?
อรหันต์จี้กง
: ตัดสินโดยกะทันหัน นายทหารจึงไม่ทราบล่วงหน้า
นายทหาร : ขอให้ท่านทั้งสองจงอภัยในการละเมิดล่วงเกินด้วย
ท่านพัศดีได้นำแถวมาต้อนรับท่านทั้งสองแล้ว
พัศดี : ขอต้อนรับท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงขออภัยในสิ่งบกพร่องด้วย
เชิญตามข้าพเจ้าเข้าไปยังข้างในเถิด
หยางเซิง : ขอบคุณท่านพัศดี
มองเห็นเหตุการณ์น่าอนาถของพวกวิญญาณโทษในคุกที่ต่างโดนตัวรถทับเสียบี้แบนแหลกเหลว
พัศดี : คุกนี้คือ "นรกรถทับ"
บรรดาวิญญาณโทษรับการลงโทษจากขุมที่ 1 ถึงขุมที่ 7 แล้ว บ้างก็ส่งมอบมายังคุกนี้เพื่อเพิ่มการลงโทษ
เพื่อที่จะรับโทษให้เต็มตามกำหนด
หยางเซิง : ล้อรถ 2 ล้อของรถเหล่านี้มีแง่แหลมเหมือนคมมีด
และมีลา 4 ตัวเทียมลาก วิญญาณโทษถูกคุมให้นอนราบอยู่กับพื้นเมื่อลาโดนเฆี่ยนตีเข้าจึงพุ่งไปข้างหน้า
วิญญาณโทษร้องออกมาได้คำเดียว ร่างกายก็โดนทับเสียบี้แบนเป็นเศษเนื้อ
น่าเวทนาเสียจริงๆ
อรหันต์จี้กง : เจ้าจงดูพวกเศษเนื้อนี้
เมื่อลมแห่งกรรมโชยผ่านก็จะคืนสภาพเป็นรูปร่างเดิม แล้วจะรับการลงโทษใหม่อีกครั้งหนึ่ง
หยางเซิง : มิทราบว่าพวกนั้นต้องโทษอะไรบ้าง?
พัศดี : เป็นพวกที่มั่วสุมในกาม
อกตัญญู ผู้ร้ายฆ่าคนทำลายชีวิตได้ผ่านการลงโทษจากแต่ละขุมแล้ว
ที่ส่งมารับการลงโทษให้รถทับในคุกนี้อีก ความมุ่งหมายของคุกนี้คือให้การ
"แต่งรูป" เนื่องจากชาวโลกที่ทำผิดในการมั่วกาม
อกตัญญู ฆ่าคนล้างชีวิต ล้วนแต่เป็นผู้ที่สูญสิ้นแล้วซึ่ง
"รูปร่างแห่งมนุษย์" จึงต้องมายังคุกนี้ทับให้เป็นเศษเนื้อแล้ว
จัดการปรุงแต่งสร้างรูปขึ้นใหม่
อรหันต์จี้กง : เนื่องจากได้เวลาแล้ว
เมื่อทราบถึงความมุ่งหมายแห่ง "นรกรถทับ" แล้ว ชาวมนุษย์ควรไปชำระล้างบาปต่อหน้าเทพเจ้าผู้ที่เคยต้องโทษมาแล้วต้องกลับตัวกลับใจ
เริ่มเป็นคนดีใหม่จะได้ไม่ต้องโดนทำโทษจากการถูกรถทับ เจ้าหยางเซิงเตรียมตัวกลับสำนัก
หยางเซิง : ขอขอบคุณท่านพัศดีและนายทหารที่ได้ให้การแนะนำเนื่องจากเวลาจำกัด
ขอลาก่อนละ
พัศดี : ให้นายทหารทั้งหลายตั้งแถวนมัสการส่งท่านอาจารย์
หยางเซิง : กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เชิญท่านอาจารย์กลับสำนักเถิด
อรหันต์จี้กง : ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าร่างดังเดิม