ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนความว่า
:
ยมบาล ขุมที่สิบ พูดจาน้อย
คนบาปหนา พอพบหน้า ตัวสั่นแคลน
ทั้งสมบัติ ให้ลูกหลาน นับหมื่นแสน
ตกถึงแดน นรกร้อน พร่ำโอดครวญ
อรหันต์จี้กง : การท่องนรกได้มาถึงขุมที่
10 แล้ว ส่วนหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก" ใกล้ที่จะสิ้นสุดลง
แต่ว่าตอนสุดท้ายนี้รู้สึกว่าจะมีเสียงที่น่าอเนจอนาถยิ่งนัก
นั่นคือเสียงแห่งการหมุนเวียนจากวงล้อของขุมที่ 10 นี้แหละ
ชาวโลกโดนหมุนเสียหน้ามืดตาลายสะลึมสะลือ ไม่รู้เหนือรู้ใต้
ดังนั้นมนุษย์ที่ได้เกิดขึ้นมาในแดนมนุษย์จึงลืมเหตุการณ์ในอดีตชาติ
เพราะเหตุนี้ผู้บำเพ็ญธรรมจึงต้องถามตัวเองว่า "ท่านเป็นผู้ใด"
แล้ว ก็นับได้ว่าท่านได้บรรลุและสำเร็จธรรมแล้ว วันนี้เตรียมท่องนรก
เจ้าหยางเซิงขึ้นดอกบัวเสีย
หยางเซิง : ช้าก่อนครับ ท่านอาจารย์ครับ
หากมีใครมาถามกระผมว่าจะพิมพ์แจก "เที่ยวเมืองนรก"
ในตอนที่บนบานบอกกล่าวต้องไปยังหน้าเตาบนต่อเจ้าจีน (เจ้าที่ตั้งในครัวใกล้ตา)
พร้อมทั้งจุดธูปบูชาด้วยนั้น แต่ปัจจุบันในห้องครัวล้วนใช้เตาแก๊สไม่ใช้เตาอย่างเก่าก่อน
แล้วเจ้ายังมีอยู่อีกหรือเปล่ามิทราบ ?
อรหันต์จี้กง : ถึงแม้ว่าบ้านช่องห้องหอจะเปลี่ยนจากการสร้างด้วยดินทรายไม้แมกมาเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กซึ่งเป็นอาคารใหญ่โตมโหฬารก็ตาม
แต่มนุษย์ก็ยังอยู่กันได้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงเจ้าแห่งเตาไหนเลยจะสูญหายไปจากการใช้เตาแก๊ส
ที่จริงแล้วการที่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่ดียิ่งขึ้นที่ไม่ทำให้เกิดควันไฟโขมงเต็มบ้านดังสมัยก่อน
ท่านสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ย่อมโปรดที่จะเสด็จสู่บ้านช่องนั้นๆ
ประดาอาหารที่สำหรับใช้รับประทานของมนุษย์ล้วนแล้วแต่ผลิตขึ้นจากโรงครัว
การรับประทานอาหารซึ่งเป็นธาตุที่ใช้ประทังชีวิตของผู้คน แม้จะขาดเสียวันเดียวก็มิได้
ที่กล่าวว่า "แหล่งที่มีควันไฟคือสถานที่มีมนุษย์"
ดังนั้นจึงเอาควันไฟที่หนาแน่นแค่ไหนมาวัดเอากับจำนวนผู้คนที่มีอยู่
จึงเรียกว่า "ควันคน" เจ้าแห่งควันมีนามว่า "ซีเหมงจินกุง"
คือผู้กำหนดชีวิตและการโภชนาการของมนุษย์ เตาแก๊สกับเตาก็คือสิ่งของอันเดียวกันคือติดไฟหุงต้มอาหาร
ไม่มีอะไรแตกต่างกันดังนี้เจ้าแห่งครัวจึงมีชื่อว่า "อัคคีเจ้า"
พูดถึงเจ้าแห่งตะเกียงแล้วสมัยโบราณจะติดตะเกียงน้ำมัน ปัจจุบันใช้ไฟฟ้า
จึงไม่ใช่เป็นเหตุที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์จะไม่ยอมลงประทับตามที่ศาลเจ้าสำนักธรรมต่างๆ
เป็นอันขาด ไม่ว่าวิทยาศาสตร์จะเจริญก้าวหน้าแค่ไหนเพียงไร
จะสร้างตึกอาคารสูงเป็นร้อยๆ ชั้น แต่วิญญาณผ่องแผ้วของผู้คนจะไม่สูญสลาย
พระผู้เป็นเจ้าก็คงติดตามตัวท่านอยู่รอบกาย เจ้าแห่งครัวก็ยังสถิตอยู่หน้าเตาไฟอย่างนั้นแหละ
หยางเซิง : ที่แท้เป็นดังนี้เอง
การประดับประดาในห้องครัวแม้จะเปลี่ยนแปลงใหม่ แต่ข้าวสาร
เกลือ น้ำมัน น้ำส้มก็ต้องการใช้ตามแบบเก่านั่นเอง
.กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว
เชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางได้แล้วครับ
.
อรหันต์จี้กง : ถึงแล้วละ ลงจากดอกบัวได้
หยางเซิง : เบื้องหน้าปราสาทขุมที่
10 มีผู้คนหนาแน่นคล้ายกับจะต้อนรับเราอย่างนั้นแหละ
อรหันต์จี้กง : ใช่แล้ว ! ท่านยมบาลจ้วงหลุ้งอ๊วงแห่งขุมที่
10 ได้นำเทวทูตและนายทหารมาต้อนรับเราอยู่ เจ้าจงรีบเข้าไปแสดงความเคารพเถิด
หยางเซิง : ขอแสดงความคารวะต่อท่านจ้วงหลุ้งอ๊วง
ข้าพเจ้าผู้เป็นศิษย์ของท่านพระเจ้ากวนอูแห่งสำนักเซี้ย
เฮี้ยงตึ้งเมืองไถ่ตงได้รับเทวโองการท่องนรกเพื่อแต่งหนังสือ
วันนี้ได้มายังขุมที่ 10 ขอท่านยมบาลได้โปรดอำนวยความสะดวกให้ด้วย
ยมบาล : มิต้องเกรงใจ ท่านทั้งสองท่องจากขุมที่
1 ถึงขุมที่ 10 เดินทางในแดนนรกมาอย่างโชกโชน มีความดีที่ได้ช่วยกอบกู้ชาวโลกอย่างใหญ่หลวง
เชิญตามข้าพเจ้าไปนั่งพักในปราสาทก่อนเถิด
หยางเซิง : ขอขอบพระคุณท่านยมบาลยิ่ง
อรหันต์จี้กง : เนื่องจากเวลาจำกัดมาก
อาตมาว่ามิต้องพักแล้วละขอให้พานายหยางเซิงไปเที่ยวชมแต่ละแห่งที่ขึ้นกับขุมที่
10 ก็แล้วกัน มิทราบว่าท่านยมบาลจะมีความเห็นประการใดบ้าง
ยมบาล : เมื่อท่านอาจารย์ประสงค์ดังนี้
ข้าพเจ้าก็จะทำตามความต้องการ
หยางเซิง : วิญญาณโทษขุมที่
10 แออัดมากเป็นพิเศษ มากกว่าขุมอื่นๆ มากนัก มิทราบว่าเนื่องจากอะไร
?
ยมบาล : เนื่องจากขุมนี้เป็นขุมสุดท้ายของแดนนรก
ควบคุมการหมุนเวียน เป็นด่านใหญ่ที่จะออกจากแดนนรก ดังนั้นวิญญาณผีที่รอคอยหมุนเวียนล้วนมาชุมนุมยังที่นี่
จึงทำให้ภารกิจของขุมนี้มากยิ่งๆ ขึ้น ข้าพเจ้าจะพาท่านขึ้นไปเยี่ยมชมยังบน
"หอชมผู้ไปเกิด"
หยางเซิง : ขอบคุณมากครับ หอนี้สูงมาก
บันไดหมุนเวียนสูงยันเมฆหมอก รู้สึกกินกำลังมากในการไต่ตามขึ้นไป
!
อรหันต์จี้กง : ฉันจะช่วยเจ้าแรงหนึ่ง
จูงเจ้าขึ้นไปนะ !
หยางเซิง : ขอบคุณท่านอาจารย์ที่ให้การอุ้มชูช่วยเหลือ
อรหันต์จี้กง : เมื่อเจ้าจะขึ้นบันไดสวรรค์แล้วไม่ใช้กำลังกายบ้างได้อย่างไร
? ผู้บำเพ็ญธรรมก็ขวนขวายหาทางก้าวหน้าก็ไม่สามารถจะเลื่อนชั้นขึ้นได้
!
หยางเซิง : ได้ขึ้นถึงชั้นสุดยอดแล้ว
บนนี้คล้ายกับที่นั่งอัฒจันทร์ได้ยินแต่เสียงอึกทึกครึกโครมอยู่เบื้องหน้า
มองดูแล้วเวิ้งว้างสุดลูกหูลูกตา สถานที่ๆ นี้เป็นแห่งหนตำบลใดมิทราบ
?
อรหันต์จี้กง : จะขึ้นถึง "หอชมผู้ไปเกิด"
ต้องผ่านบันได 360 ขั้นรวมเป็นจำนวนเลขของหนึ่งปี ที่ที่เรายืนอยู่ที่นี้คือ
"หอสวรรค์" ห่างจากยมโลกไกลมาก ทิวทัศน์ที่มองเห็นอย่างเวิ้งว้างนั้นคือ
4 ทวีปใหญ่ เนื่องจากเจ้ายังมิได้เบิกทิพย์เนตร ทัศนวิสัยจึงมีความจำกัด
ฉันจะโยนไข่มุกเปล่งรัศมีให้นะ
หยางเซิง : เมื่อไข่มุกเปล่งรัศมีของท่านอาจารย์โยนออกเท่านั้นประหนึ่งว่ามีแสงสว่างส่องอยู่ท่ามกลางเมฆหมอกในราตรีกาลทิวทัศน์เบื้องหน้าสามารถจะเห็นได้ในระยะไกลลิบๆ
เช่นนี้เหมือนดังก้มมองดูพื้นปฐพีอันกว้างใหญ่ ทั้ง 4 ทิศมีภาพแตกต่างกัน
ด้านโน้นคล้ายที่อยู่ชาวอเมริกา ตัวคนและสิ่งก่อสร้างเหมือนกับภาพในภาพยนตร์ไม่มีอะไรผิดเพี้ยน
อรหันต์จี้กง : ถูกแล้ว ที่แห่งโน้นคืออเมริกา
อยู่บน "หอสวรรค์" สามารถมองเห็นเหตุการณ์ของ 4
ทวีปใหญ่ การหมุนเวียนของขุมที่ 10 เสมือนโปรยปรายดอกไม้บนสวรรค์
ต่างก็ตามแต่บุญกรรมหมุนเวียนไปเกิดยังที่ต่างๆ หอนั้นเพียงแต่สถานที่ส่องมองคาดคะเนเท่านั้นเอง
เราลงไปกันเถิด
หยางเซิง : ขอรับ กระผม
อรหันต์จี้กง : เพราะเหตุว่าเวลาดึกมากแล้ว
เหตุการณ์ต่างๆ ของขุมที่ 10 มาเยี่ยมชมในวันอื่น ขอลาท่านยมบาลก่อนละ
ยมบาล : เมื่อถึงเวลาที่กำหนดแล้ว
ข้าพเจ้าก็ไม่สามารถจะรั้งท่านไว้ได้ ให้นายทหารตั้งแถวนมัสการส่งท่านอาจารย์
อรหันต์จี้กง : เจ้าหยางเซิงขึ้นดอกบัวเถิด
หยางเซิง : กระผมได้นั่งเรียบร้อยแล้ว
เชิญท่านอาจารย์กลับสำนักเถิด
อรหันต์จี้กง : ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างตามเดิม