ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จลงตรัสเป็นกลอนความว่า
:
เมื่อสูญสิ้น กายมนุษย์ ทุกข์แสนเข็ญ
ผู้บำเพ็ญ มีอาภรณ์ เหมาะสมล้ำ
ทุจริต ขนคุมตัว เขางอกซ้ำ
เป็นสัตว์น้ำ แลสัตว์บก อนาถใจ
อรหันต์จี้กง : วันนี้เตรียมท่องนรก
เจ้าหยางเซิงรีบขึ้นดอกบัวเร็ว
หยางเซิง : ขอรับคำบัญชา ไฉนอาจารย์ท่านจึงไม่กล่าวคำคมสัก
2-3 ประโยคล่ะครับ ?
อรหันต์จี้กง : พูดมากก็ต้องผิดมาก
พร่ำพูดไปจะกลายเป็นสิ่งประหลาด สู้พูดน้อยไม่ได้ ที่เรียกว่าพูดไป
2 ไพเบี้ย นิ่งเสียตำลึงทองนั่นแหละ
หยางเซิง : ขอรับกระผม ! กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว
อรหันต์จี้กง : ถึงแล้วละ วันนี้มายังขุมที่
10 อีกครั้งเพื่อเยี่ยมชมสภาพจริงของการเวียนว่ายตายเกิดแห่ง
6 ช่องทาง เจ้าควรปลุกประสาทให้ตื่นขึ้นอย่างพรักพร้อม
ยมบาลแห่งขุมที่
10 ได้ออกมาแล้ว
หยางเซิง : ขอแสดงความคารวะต่ออ่านยมบาลครับผม
ยมบาล : ยินดีต้อนรับท่านทั้งสอง ที่ได้มาเยี่ยมชมอีกครั้งในวันนี้ครั้งก่อนนั้นเพียงแต่ชมศาลาคุณยายเม้ง
วันนี้จะให้ชมสภาพการณ์ของ "หอหมุนเวียน" ขอเชิญท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงตามข้าพเจ้าไปเถิด
หยางเซิง : ขอขอบคุณท่านยมบาล
ที่ได้ให้การชี้แจงแนะนำอย่างเหน็ดเหนื่อยครั้งแล้วครั้งเล่า
ยมบาล : ไม่เป็นไรมิได้ อันนี้เป็นภาระหน้าที่ของข้าพเจ้าอยู่แล้วหากชาวมนุษย์ยังไม่ละทิ้งความชั่วประกอบความดีละก็
"หอหมุนเวียน" จะไม่มีโอกาสหยุดหมุน นั่นก็หมายถึงความอับโชคของมวลมนุษย์ด้วย
หยางเซิง : สายน้ำสีแดงในแม่น้ำเบื้องหน้าที่ไหลผ่านไปนั้น
เป็นอะไรมิทราบ ?
ยมบาล : นั่นคือ "แม่น้ำแดง" เป็นแม่น้ำที่รวมพลกำลังและโลหิตทั้งหลายของชาวมนุษย์
ท่านจะเห็น "แม่น้ำแดง" ไหลพลั่กไปไม่มีการหยุดยั้ง
อันเปรียบเสมือนความใคร่ของชาวโลกที่ผลุบโผล่ขึ้นอย่างไม่ยอมสงบนิ่ง
หยางเซิง : ข้างแม่น้ำมีของสิ่งหนึ่งคล้ายวงล้อรถเคลื่อนไหวหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลาเป็นอะไรมิทราบ
?
ยมบาล : นั่นคือ "หอหมุนเวียน" หรือที่เรียกว่า
"จี้ฮ้อเชีย" (คือรถนรกนั่นเอง) ขณะนี้ได้ลอยผลุบโผล่อยู่ในแม่น้ำสีแดงหมุนเวียนไปเรื่อยๆ
หยางเซิง : แล้วด้านนั้นไฉนจึงมีสะพานอีกเล่าครับ
?
ยมบาล : ขุมนี้เป็นที่ตั้งของการหมุนเวียน ยมโลกได้มาสิ้นสุดหมดลง
ณ ที่นี้ สะพานเป็นช่องทางที่จะให้ผ่านไปยังที่ต่างๆ ข้างหน้านั้นมี
"สะพานทอง, เงิน, หยก, หิน, ไม้, และไม้ไผ่" 6 ชนิดที่ประกอบเป็นตัวสะพานนั้นขึ้น
1. สะพานทอง : บรรดาที่ได้สร้างบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ในโลกมนุษย์
เมื่อได้ท่องชมแต่ละขุมแล้วยมโลกได้จำหน่ายคดีให้ เสร็จแล้วได้ผ่านสะพานนี้ขึ้นสวรรค์ไปเลย
ส่วนผู้ที่บำเพ็ญธรรมที่บรรลุขั้นสมบูรณ์แห่งธรรมนั้นแล้ว
ตอนที่ตัวตายลงแล้วบางท่านจะผ่านแดนระหว่างโลกมนุษย์กับยมโลกเสด็จตรงไปยังเบื้องบนสวรรค์
โดยมิต้อง่านสะพานนี้ไป
2. สะพานเงิน : บรรดาที่สร้างความดีขนานปานกลางในโลกมนุษย์
เมื่อตายลงแล้วไปทำการอบรมบำเพ็ญธรรมจาก "สำนักรวมคดี"
และได้สอบผ่านได้ ต่อไปก็ไปชำระล้างวิญญาณให้ผ่องแผ้วจาก "น้ำตกบาดาล"
แล้ว จะต้องผ่านสะพานนี้เพื่อไปรับตำแหน่งเจ้าในแดนมนุษย์
รับการบูชากราบไหว้จากมวลชน โดยการมีเซ่นสรวงอยู่ตลอดเวลา
3. สะพานหยก : บรรดาที่ได้ประกอบบุญกุศลไว้ในโลกมนุษย์ เมื่อผ่านการพิจารณาของแต่ละขุมแล้ว
จะไปเกิดในบ้านผู้ดีมีเงิน ต้องผ่านสะพานนี้เข้า "หอหมุนเวียน"
ไปเกิด
4. สะพานหิน : บรรดาที่ทำความดีความชั่วก้ำกึ่งกันในโลกมนุษย์
ที่จะไปเกิดเป็นคนธรรมดาสามัญ ต้องผ่านสะพานนี้ไปเข้า "หอหมุนเวียน"
5. สะพานไม้ : บรรดาที่ทำความชั่วมากกว่าความดีในโลกมนุษย์
จะไปเกิดเป็นคนชั้นต่ำยากไร้อนาถา ต้องผ่านสะพานนี้ไปเข้า"หอหมุนเวียน"
6. สะพานไม้ไผ่ : บรรดาผู้ที่ก่อกรรมทำเข็ญสารพัดเลวต่างๆ
นานา ผิดศีลธรรมปล้นฆ่า มั่วกามข่มขืนสุดยอดทุกกรณีจะไปเกิดในรก
ไข่ น้ำ ใน 4 ทางเกิด ต้องผ่านสะพานนี้ไปเข้า"หอหมุนเวียน"
หยางเซิง : ขอขอบคุณท่านยมบาลที่ให้การอธิบาย
แต่บนสะพานเงินสะพานทองนั้นมีผู้คนโหรงเหรง นอกจากนั้นบนสะพานต่างๆ
แออัดยัดเยียดเหลือหลาย คล้ายกับว่าต่างจะแข่งกับเวลาอย่างไรอย่างนั้น
อรหันต์จี้กง : "ฉันเดินทาของฉัน
เธอเดินตามทางของเธอ" ซึ่งไม่ยุ่งเกี่ยวกัน บรรดาวิญญาณผีที่จะเข้าไปหมุนเวียนนี้ได้ผ่านการดื่มน้ำลืมชาติ
สะลึมสะลือ ต่างมุ่งไปในทางที่ตนเองเลือกหมายเอาไว้ บ้างก็แต่งเครื่องแบบของข้าราชการ
บ้างก็หอบหิ้วเครื่องไม้เครื่องมือ บ้างก็ถือหนังสือพู่กัน
บ้างก็ปกคลุมด้วยหนังสัตว์ บ้างก็สวมเขาไว้บนหัวต่างก็แสดงความสามารถด้วยอาการบ้าบิ่น
ที่จะไปแสดงความสามารถในแดนมนุษย์
ยมบาล : พวกนั้นล้วนได้เสียสติสัมปชัญญะไปหมดสิ้น ดังเช่นผู้ที่ถือมีดในมือนั้นไม่รู้ว่าการไปครั้งนี้มิใช่ผู้อื่นตาย
ตัวของตัวเองก็ต้องเป็นฝ่ายตาย ยังจะกระหยิ่มยิ้มย่องลำพองใจ
เหตุการณ์ในแดนมนุษย์มันก็เหมือนกับที่นี่แหละ รู้ก็ทั้งที่รู้ว่าหลุมลึกนั้นสามารถกลืนชีวิตคนได้
เห็นไฟกองใหญ่โชติช่วงยังจะโถมเข้าหาที่เกิดมีสภาพในการหมุนเวียนก็เกิดขึ้นด้วยประการฉะนั้นแล
หยางเซิง : พวกมันเดินสะลึมสะลือบนสะพานหยก
หิน ไม้ และไม้ไผ่มุ่งเข้าไปทาง "หอหมุนเวียน" พอร่วงลงไปเบื้องล่างแล้วก็เงียบหายสาบสูญไปเลย
มิทราบว่าพวกเขาจะไปเกิดใหม่ด้วยวิธีการใดบ้างครับ ?
ยมบาล : ชาวโลกใคร่จะทราบเหตุผลอันนี้เป็นอย่างยิ่ง
ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ทราบโดยละเอียดดังนี้ : สรรพสิ่ง (ชีวิต)
ที่ได้หมุนเวียนเกิดขึ้นนั้น ล้วนต้องเกิดจากผลแห่งการผสมจากธาตุร่มและธาตุแจ้ง
"หอหมุนเวียน" นี้จึงคล้ายกับอวัยวะสืบพันธุ์ของหญิงชายในโลกมนุษย์
เมื่อหญิงชายเกิดมีความใคร่จิตใจจึงเกิดความสะลึมสะลือ หยาดเลือดก็กระเพื่อมล้นออกนอกกายคือเหมือนดังแม่น้ำแดงที่มีสายกระเพื่อมไหลไปที่อยู่ภายใต้ของ
"หอหมุนเวียน" นี้แหละ เมื่อกระแสน้ำไหลผ่าน "หอหมุนเวียน"
จะหมุนไปเหมือนระหัดน้ำ และเกิดความดึงดูดขึ้น พวกวิญญาณผีก็เลอะๆ
เลือนๆ ตามบุญตามกรรม โดนดูดเข้าไปใน "หอหมุนเวียน"
คือเปรียบเสมือนในตัวแม่ของมนุษย์ที่ได้รับการผสมพันธุ์ จนตั้งครรภ์ขึ้น
วิญญาณแห่งชีวิตได้ตกอยู่ในนรกแล้ว เช่นชาวมนุษย์เมื่อตั้งท้องได้
9 เดือน พอได้กำหนดเวลาวิญญาณแห่งชีวิตนี้ก็พุ่งออกจาก "หอหมุนเวียน"
ร้องได้เสียงเดียวตามติดออกมาพร้อมกับรก น้ำเลือดพุ่งจิ๊ดเมื่อตกใจตื่นขึ้นจากเสียงร้องอีกครั้งแหกตามองดู
ตัวเองก็ได้มาอยู่ในโลกมนุษย์อีกครั้งหนึ่งเสียแล้ว นอกจากนี้ที่เกิดจาก
รก, ไข่, น้ำ ต่างก็ตามระยะเวลาของแต่ละประเภท ต่างก็ปฏิสนธิอยู่ใน"หอหมุนเวียน"
ถ้าชาวมนุษย์ที่ตั้งท้องอยู่ เนื่องจากในครรภ์เกิดความเคลื่อนไหว
มันจะปรากฏอาการอาเจียนอันนี้คือ การแพ้ท้อง คล้ายกับเมารถอย่างนั้นแหละ
หยางเซิง : ความจริงมันเป็นอย่างนี้เอง
หากท่านยมบาลมิได้แยกแยะชี้แจงให้ทราบชาวโลกก็ไม่มีทางที่จะทราบได้จริงๆ
ยมบาล : บน "หอหมุนเวียน" มีรูปลักษณะเป็น
8 แฉก ภายในมีวงๆ หนึ่ง คือวงจักรวาล ครั้นเมื่อวงจักรวาลเกิดความเคลื่อนไหวจึงเกิดมีการแบ่งแยกออกเป็นกลางวันและกลางคืน
ดังนี้แล้วเมื่อ "หอหมุนเวียน" เกิดความหมุนเวียนขึ้น
จึงมีการเกิดไม่หยุดยั้งโดยตลอดไป ภายในนั้นมีช่องทางออกได้
6 ช่อง จึงเรียกว่า "6 ช่องทางแห่งเวียนว่ายตายเกิด"
ช่องที่ 1 หมุนเวียนไปเกิดเป็นข้าราชการชั้นสูงเป็นรัฐมนตรี
หรือนายพล ช่องที่ 2 หมุนเวียนไปเกิดเป็นบัณฑิต เกษตรกร กรรมกร
พ่อค้า (รวมทั้งพวกหม้ายร้างต่างๆ ด้วย) ช่องที่ 3 หมุนเวียนไปเกิดเป็นพวกรก
ช่องที่ 4 หมุนเวียนไปเกิดเป็นพวกไข่ ช่องที่ 5 เวียนไปเกิดเป็นพวกน้ำ
ช่องที่ 6 เวียนไปเกิดเป็นหนอน, มด, ยุง, ต่างผลิตออกเป็นรูปร่างสัณฐานตามกรรมดีกรรมชั่วที่ตนได้สร้างไว้ในปางก่อน
อรหันต์จี้กง : เหมือนดังโรงงานในแดนมนุษย์
ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพต่างกันก็เนื่องจากวัสดุที่ป้อนนั้นมีสมรรถภาพไม่เหมือนกัน
เช่นไม้ที่มีราคาสูงย่อมสามารถก่อสร้างบ้านเรือน ไม้ผุๆ จึงใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อหุงต้มอาหาร
การหมุนเวียนของมนุษย์ก็เหมือนกันชาติก่อนได้สร้างกุศลกรรมไว้
เมื่อเวียนไปเกิดจึงได้ไปในทางที่ประเสริฐ ดังนั้นอุปนิสัยใจคอของมนุษย์
จึงจำเป็นปรับรงได้ดีขึ้นจึงมิต้องผลิตเอาคนชั่วออกสู่โลก
หยางเซิง : การเวียนว่ายตายเกิดของ
6 ช่องทาง มีความหมายอีกหนึ่งอย่างใช่ไหมครับ?
อรหันต์จี้กง : 6 ช่องทางมีความหมายอีกหนึ่งอย่างก็คือ
"ทางแห่งสวรรค์ทางแห่งมนุษย์ทางแห่งอสูร ทางแห่งนรก ทางแห่งผีโซ
ทางแห่งสัตว์เดียรัจฉาน อันนี้เป็นการบ่งบอกตามชั้น ทางแห่งสวรรค์รวมพวกเทวดา
พระอรหันต์ สิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ในทางเดียวกัน ล้วนอยู่ในระบบทางแห่งสวรรค์
เมื่อพวกท่านสำเร็จบรรลุธรรมแล้วมิต้องดื่มน้ำลืมชาติ หรือต้องผ่าน
"หอหมุนเวียน" จึงขึ้นสวรรค์ได้ เรื่องนี้หวังว่ามวลมนุษย์จงตระหนักให้ซึ้งแต่เมื่อพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดของ
6 ช่องทางแล้วผู้ที่มีพลกำลังจากการบนบานหรือผู้ที่มีบุญจากปางก่อนนั้นมีความเมตตตากรุณาเสมอ
ไม่ยอมละทิ้งมวลชน จึงมักจะเวียนไปเกิดเป็นมนุษย์มาปฏิบัติธรรมบำเพ็ญธรรม
สร้างแบบแผนอันดีงาม เพื่อที่จะปลุกกระตุ้นมวลมนุษย์ให้ล่วงรู้ถึงทางธรรม
เช่นพระศาสดาของแต่ละศาสนา ปรมาจารย์นิกายต่างๆ ล้วนประกอบด้วยพื้นฐาน
ที่เรียกว่า "เทวดาพระอรหันต์จี้กงไม่ทอดทิ้งมวลชน"
ผ่านฆาตเคราะห์มาแล้ว ตั้งอธิษฐานที่จะช่วยเหลือกอบกู้มวลมนุษย์ก็มีอยู่มากต่อมากแล้ว
ดังนั้นในสภาวะของ "ไม่เกิดไม่ดับ" นี้ เทวดา พระอรหันต์มักจะเสด็จลงโลกมนุษย์และยมโลกเพราะเหตุนี้แหละ
การเวียนว่ายควรจะมองในทางของ "ไปกลับ" อันที่จริงแล้วโลกอันกว้างใหญ่ไพศาลลูกนี้
ทางจะ "ไปกลับ" มีได้เพียง 6 ชนิด ควรพูดว่า "เวียนว่ายตายเกิดหมื่นช่องทาง"
การเชื่อมโยงทะลุถึงกันของวิญญาณอันผ่องแผ้วนั้นไม่มีที่สิ้นสุด
เสมือนหนึ่งหนังสือเล่มหนึ่งแจกแจงออกเป็นหมื่นสิ่งพันอย่างแล้วหมื่นสิ่งพันอย่างก็รวมอยู่ในหนังสือเล่มเดียวกัน
มวลมนุษย์สมควรจะรับรู้ไว้ด้วยที่ได้ชมในวันนี้ของเจ้าหยางเวิงน่ะจึงนับได้ว่าเป็นเรื่องถ่องแท้ของ
"เวียนว่ายตายเกิด 6 ช่องทาง"
ยมบาล : สภาพการณ์ของการหมุนเวียนของทั้ง 10 ขุมก็มีประการเช่นนี้
ได้เผยไว้ในหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก" ชาวโลกทั้งหลายจงทำความเข้าใจให้ดี
แม้ว่าการหมุนเวียนไปเกิดซึ่งเป็นการพิจารณาตัดสินจากยมโลก
แต่ว่ามันเป็นผลแห่งการกระทำจากชาวโลกเอง ถ้าไม่ทำการอบรมจิตใจบำเพ็ญธรรมแต่เนิ่นๆ
เมื่อตอนวายปรานสิ้นชีพลงแล้ว ก็จะต้องพบพานกับฆาตเคราะห์นานัปการที่จะกู้คืนได้
ข้าพเจ้านมัสการส่งท่านอาจารย์และท่านหยางเซิง และขออวยพรให้การแต่งหนังสือได้สำเร็จลุล่วงไปโดนราบรื่นปราศจากอุปสรรคใดๆ
ทั้งสิ้น เพื่อกอบกู้มวลมนุษย์แต่เนิ่นๆ เทอญ
หยางเซิง : ขอขอบคุณต่อวาจาอันมีค่าสูงยิ่งของท่านยมบาล
ที่ได้ไขปัญหาอันอ่อนไหว ซึ่งสืบเนื่องมาจากโบราณกาลมา ชาวโลกจึงจัดว่าได้ประสบโชคแล้ว
ขอลาละครับ กระผมได้นั่งบนดอกบัวแล้ว เชิญท่านอาจารย์กลับสำนักได้
.
อรหันต์จี้กง : ขณะนี้ได้ท่องครบทั้ง
10 ขุมแห่งยมโลก งานที่หนักอึ้งได้ผ่อนลงไปครั้งหนึ่งแล้ว
หยางเซิง เจ้าก็ลำบากมามากพอดูวันที่ 15 เดือน 8 หนังสือ "เที่ยวเมืองนรก"
จะจัดพิมพ์เรียบร้อยเพื่อส่งงานคือความปิติยินดีของเจ้า คนผีทั้ง
3 แดน คงจะไม่สามารถบรรยายด้วยตัวหนังสือได้แน่ หวังว่ามวลมนุษย์ในโลกจะพิมพ์แจกหนังสือเล่มนี้ให้มาก
เพื่อเผยแพร่หลักธรรมที่แท้จริงประกาศขยายธรรมที่ถ่องแท้ ทั้งนี้และทั้งนั้นอันเป็นความปรารถนาของอาตมาด้วย
เมื่อได้ผ่านพ้นจาก 10 ขุมของนรกแล้ว ก็จะพบกับแสงเงินแสงทองแห่งอรุณ
ขอให้มวลมนุษย์ทั้งหลายจงเข้าในจในหลักธรรมอันเยี่ยมแท้ของหนังสือเล่มนี้
สลัดทิ้งซึ่งใจคอที่คับแคบ เปิดใจให้กว้างขึ้น ความหฤหรรษ์เริงรื่นเปี่ยมท้นบนแผ่นดินอันกว้างใหญ่
และหนทางสู่สวรรค์ได้ปรากฏต่อหน้าท่านแล้ว
.ถึงแล้วสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง
หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม