ต่อจากตอนที่ ๑
คัมภีร์ : ต้องสงสารผู้เคราะห์ร้าย ยินดีกับผู้ทำดี
อธิบาย : คนที่เคราะห์ร้าย มักเป็นผู้ที่ทำชั่วจึงเป็นกวักภัยเคราะห์มาหา ควรให้ความสงสารบุคคลพวกนี้ ตักเตือนชักนำเขา อบรมเขา เพื่อให้เขาสามารถแก้ไขความชั่วมุ่งสู่ความดี เปลี่ยนเคราะห์ร้ายเป็นบุญวาสนา
สำหรับคนดี ก็มักเป็นผู้ที่ทำความดีเสมอๆ จึงเป็นกวักบุญวาสนามาหา เราก็ควรยินดีกับเขา ส่งเสริมเขา ผลักดันเขา เพื่อให้เขายิ่งทำดีมากขึ้น
คุณเหอหลงกู กล่าวว่า "คนที่เริ่มทำชั่วแรกๆ นั้น เป็นเพราะความคิดของเขาคลาดเคลื่อนไปแล้วก็ไม่สามารถยับยั้งได้ แม้หลังจากทำชั่วไปแล้วก็ตาม ก็ยังมีจิตสำนึกดีที่ยังไม่มอดดับ ซึ่งก็ยังพอแก้ไขฉุดช่วยได้ ชาวโลกที่ดีกีดกันคนที่ทำชั่ว ก็เหมือนการปิดกั้นศัตรูอย่างนั้น ถึงแม้พวกเขาขอแก้ตัวกลับใจใหม่เป็นคนใหม่ ก็มักไม่ได้รับการตอบรับจากผู้อื่น จึงหมดกำลังใจไปแก้ไขเปลี่ยนแปลง" การทำความดีสร้างกุศล ทุกคนก็สามารถคิดได้ แต่คนก็มัวยังถือสาแบ่งแยกชนชั้น อย่างคนที่มีความรู้ความสามารถ ก็หวังว่างานดีๆ ต้องเป็นตนเท่านั้นที่ทำคนที่ด้อยกว่าก็ไม่คาดหวังว่าจะได้ งานดีๆ คือต้องให้ผู้อื่นทำเช่นนี้ ทำให้เกิดการสร้างสถานการณ์เพื่อทำลายงานดีๆ ของคนอื่น อย่างนี้เป็นความชั่วของตนเอง เป็นการทำร้ายจิตใจตนเองด้วย กับคนอื่นแล้วไม่มีการสูญเสียอะไร โดยไม่รู้ว่า ถ้าคนอื่นมีความคิดดีมีเรื่องดี แล้วเขาสามารถผลักดันส่งเสริมเขา ชมเชยเขา จนทำให้เขาทำได้สำเร็จสวยงาม เช่นนี้แล้วความดีของผู้อื่นก็เป็นความดีของตนด้วยอย่างนี้ซิจึงเป็นบุญกุศลที่เหลือคณานับ
จากปุถุชนสู่อริยชน เป็นวิถีแห่งกุศลทั้งมวล การบังเกิดใจโพธิเป็นสิ่งเยี่ยมยอดที่สุด ใจโพธิก็เป็นเหมือนเมล็ด เพราะสามารถให้กำเนิดกุศลธรรม ใจกุศลจึงเป็นเนื้อนาบุญ เพราะทำให้เวไนยสัตว์เจริญกุศลธรรม ใจโพธิเหมือนน้ำที่สะอาด เพราะสามารถชำระล้างความกังวลในใจของเวไนยสัตว์ ใจโพธิเหมือนไฟดวงใหญ่ที่สามารถเผาไหม้ความเห็นผิดได้ ในนิพพานสูตรกล่าวว่า "พุทธองค์ตรัสว่าการบำเพ็ยใจที่ดี (ใจกุศล) เพราะสามารถขจัดวิบากกรรมนับร้อยชนิดได้ เรื่องดีทั้งหลายเกิดจากหนึ่งความคิดที่ชอบความสบายของพวกเรา แต่เมื่อใจที่ดีทั้งหลายเผยปรากฏออกมาหมด ก็คือผลแห่งโพธิที่สมบูรณ์ของพวกเราที่สำเร็จ
นิทาน ๑ : นางอูหลิงอี๊ จับขโมยที่เข้ามาในบ้านได้ ที่แท้เจ้าขโมยก็เป็นเด็กข้างบ้าน อูหลิงอี๊พูดกับเขาว่า "เจ้าถูกความจนบีบบังคับ จึงมาเป็นขโมย ฉันจะให้หนึ่งหมื่นเป็นต้นทุนไปดำรงชีวิต แล้วก็อย่าได้ทำชั่วอีกเลย!" พอเจ้าขโมยได้เงินก็จะออกไป อูหลิงอี๊เรียกเขากลับมาพูดว่า "เจ้าเป็นคนจน แบกเงินมากมายกลับบ้าน ก็กลัวว่าจะถูกเจ้าหน้าที่สอบถาม เจ้าอยู่ที่บ้านจนกว่าจะเช้าก่อนค่อยไป" เรื่องนี้อูหลิงอี๊ไม่เคยพูดให้ใครฟัง จนกระทั่งลูกหลานเขาสอบได้จินสือติดต่อกัน คนอื่นว่าเขาเป็นคนชอบสงสาร ตักเตือนแนะนำ อบรมคนชั่ว จึงได้รับผลตอบสนอง!
นิทาน ๒ : ในสมัยฮั่น มีคนชื่อ หลงท่ง ชอบยกย่องคนอื่น ทำความดีซึ่งล้วนพูดเกินความจริง คนอื่นให้รู้สึกแปลกใจ จึงถามหาสาเหตุหลงท่งตอบว่า "ปัจจุบันคนดีมีน้อย คนชั่วมีมาก อยากคิดแก้ไขวัฒนธรรมที่ไม่ดีได้ ต้องเพิ่มงานธรรมตนเอง หากไม่ไปทำเต็มที่ไปยกย่องคนอื่นไปยกย่องงานธรรมของคนอื่น ยกย่องว่าเขาทำดีแล้ว คนที่คิดจะทำความดีก็จะลดน้อยลง ถ้าการยกย่องชมเชยคนสัก ๑๐ คน ถ้ามีผิดพลาดไป ๕ คน ก็ยังมีอีก ๕ คนไม่ผิด ก็ยังทำให้ได้ใจของคนทำดี เขาจะได้เพิ่มความพากเพียรทำดียิ่งขึ้น อย่างนี้ก็ใช้ได้แล้วละ" โอวาทของท่านกอบฟูจื่อก็เคยกล่าวว่า "ขอให้ฟ้ากำเนิดคนดีขอให้คนทำดีเสมอ ขอให้ปากพูดดีเสมอ" คุณหลงท่งอาจพูดไว้ว่า เข้าใจโอวาทนี้เป็นอย่างดี และก็ขยันไปทำ มีประโยชน์ต่อใจธรรมของคนมากเลย!
คัมภีร์ : ช่วยเหลือผู้คับขัน ฉุดช่วยผู้อยู่ในอันตราย
อธิบาย : เมื่อพบคนที่อยู่ในภาวะคับขัน เช่น เจ็บป่วยต้องการยารักษา หรือคนที่หิวโหย หนาวสั่น ต้องการอาหาร เสื้อผ้า ก็ควรที่จะใจกว้างช่วยเหลือทันที หรือกรณีตกอยู่ในอันตราย เช่น เกิดภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย อัคคีภัย หรืออุบัติเหตุ เราก็ควรเข้าไปช่วยเหลือตามความสามารถ ไปดูแลขจัดภัยให้เขาพ้นอันตราย
หากพบคนตกอยู่ในอาการหวาดวิตก คับขัน แม้ใช้เพียงคำพูดที่ดีก็อาจฉุดช่วยเขาได้ บุญกุศลเช่นนี้ส่งผลถึงบรรพชนและคุ้มครองถึงลูกหลานได้ ควรรู้ไว้ว่า ผลักเขาทีหนึ่งกับพยุงเขาทีหนึ่งก็คือมือคู่นี้ การให้ร้ายกับการสรรเสริญผู้อื่น ก็คือปากอันนี้ เพราะฉะนั้น พยุงคนด้วยมือดีกว่า อย่าใช้ปากทำร้ายคน ถ้าหากทำได้ก็อย่าได้ถามถึงกาลข้างหน้า กาลข้างหน้าย่อมดีแน่นอน
การช่วยชีวิตคน ตนเองสิ้นเปลืองไม่มากเท่าไร แต่เป็นเพราะเขาเป็นอย่างไร เข้าใจว่าไม่มีอะไรจึงไม่ให้ความสนใจ เมื่อมีอาหารก็ไม่ใส่ใจที่จะไปช่วยเหลือคนจน รอจนกระทั่งพวกเขาหิวโหยจนล้มป่วย จึงยอมรับว่าเป็นเวลาที่ต้องเข้าไปช่วยแล้ว แบบนี้ก็หมดหวัง ได้แต่ลืมตาปริบๆ ดูพวกเขาตาย แม้แต่คนที่มีกระใจเดินผ่านมาเห็นเข้า ก็ได้แต่เวทนาถอนหายใจเท่านั้น กับคนทั่วไป มองแล้วก็มองไป ไม่ใช่เรื่องของตน เดินหลีกไปไกลๆ
จะต้องรู้ว่า คนที่กำลังหิวเจ็บป่วยง่าย เมื่อเจ็บป่วยก็ไม่มีแรงไปหากิน อย่างนี้ยิ่งหิวก็ยิ่งอาหารหนัก เพราะฉะนั้น การช่วยเหลือผู้หิวโหยต้องยิ่งเร็วยิ่งดี แรกๆ ก็หมดข้าวคนละไม่กี่ขีด ก็สามารถทำให้เขาฟื้นคืนกำลัง ถ้าเป็นคนรวยการใช้จ่ายคืนหนึ่งก็ช่วยชีวิตได้ถึง ๑๐ ชีวิต ถ้ารวมพลังกันมาก การช่วยเหลือก็จะง่ายๆ หากหาบ้านว่างๆ สักหลังหนึ่ง มีอาหารเสื้อผ้า เก็บเอาไว้ก็จะช่วยให้คนหิวและไม่มีที่นอน ต้องทนทุกข์หาวสั่นอยู่ข้างนอก การเลี้ยงเขาแบบนี้ทำให้สุขภาพเขาฟื้นขึ้นมาได้ง่าย โดยเฉพาะในหน้าหนาวยิ่งจำเป็นมาก แบบนี้จะช่วยให้พ้นจากการตายจากการอดอากและหนาวได้มากทีเดียว
นิทาน ๑ : นายหวังหุ้ย ในสมัยซ่ง ระหว่างทางไปสอบที่เมืองหลวงได้ยินเสียงร้องไห้ ๒ คนแม่ลูก เสียงร้องไห้ฟังแล้วน่าเวทนายิ่งนักหวังหุ้ยจึงไปถามคนใกล้เคียง คนใกล้เคียงบอกว่า "แม่ลูกคู่นี้ยากจนมากเป็นหนี้เงินหลวง ทางการก็เร่งรัด จึงคิดพาลูกสาวไปขายเพื่อใช้หนี้ จึงร้องไห้อย่างนี้" หวังหุ้ยจึงไปที่บ้านนาง ก็เห็นว่าเป็นจริงหวังหุ้ยก็พูดกับผู้เป็นแม่ว่า "เธอเอาลูกสาวขายให้ฉัน เพราะฉันเป็นข้าราชการ ต้องผ่านมาแถวนี้อยู่แล้ว อย่างนี้เธอกับลูกก็ได้เห็นหน้ากันประจำ" แล้วก็ให้เงินแก่นางไปไถ่หนี้จากทางการ แล้วก็นัดว่าอีก ๓ วัน จะมาพาลูกสาวไป ผ่านไป ๓ วัน หวังหุ้ยก็ไม่ได้พาลูกสาวนางไป ผู้เป็นแม่ก็แปลกใจ จึงไปหาที่หวังหุ้ย ตอนนี้หวังหุ้ยก็ไม่อยู่ แต่ทิ้งจดหมายไว้ บอกกับคุณแม่ว่า ให้หาลูกเขยที่พึ่งพาได้ และแต่งงานลูกสาวเสีย เมื่อหวังหุ้ยไปสอบที่เมืองหลวง เขาสอบติดประกาศอันดับหนึ่งถึง ๓ ครั้ง ได้รับตำแหน่งสูงมาก และฮ่องเต้ก็สถาปนาเป็นจินกั๊วกง
นิทาน ๒ : ที่ซินเจี้ยน มีช่วงข้าวยากหมากแพง มีครอบครัวหนึ่งจนถึงที่สุด ทั้งบ้านเหลือข้าวแค่ขีดเดีย จึงหุงข้าวแล้วใส่ยาพิษลงไป หวังว่าสามีภรรยากินอิ่มสักมื้อแล่วค่อยตาย กำลังจะกินข้าวอยู่พอดี ผู้ใหญ่บ้านก็เข้ามาเพื่อทวงเงินหลวงที่ยืมไป เห็นข้าวสุกพอดีคิดจะลงไปกินข้าว คนจนผู้นี้จึงเข้าห้ามผู้ใหญ่บ้านแล้วว่า "ข้าวนี้ไม่ใช่ข้าวทีท่านควรกิน" ว่าแล้วร้องไห้เล่าสาเหตุให้ฟัง ผู้ใหญ่บ้านฟังแล้วก็ให้สงสาร จึงพูดกับเขาว่า "ทำไมเจ้าจึงจนถึงขนาดนี้ ถึงแม้บ้านข้าจะขาดแคลนแต่ก็ยังมีข้าวอยู่ ๕ ถัง เอาอย่างนี้ เจ้าตามไปที่บ้านข้าแบ่งข้าวมากิน พออยู่ได้อีกหลายวัน" คนจนผู้นั้นแบกข้าวกลับมาบ้าน พบว่าในถุงข้าวมีทองอยู่ถึง ๕๐ ตำลึง คนจนถึงว่านี่คงเป็นเงินหลวง จึงรีบนำกลับไปคืนที่บ้านผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่พูดว่า "นี่ไม่ใช่เงินหลวง เบื้องบนคงประทานให้เจ้า" เขาจึงแบ่งทองให้ผู้ใหญ่ไปครึ่งหนึ่ง ทั้งสองบ้านเลยสามารถผ่านช่วงข้าวยากหมากแพงมาได้
นิทาน ๓ : นายต่วนเอ้อปา มียุ้งเก็บข้าวนับ ๑๐ ห้อง พอถึงช่วงข้าวยากหมากแพง ก็คิดฉวยโอกาสทำกำไร ขึ้นราคาข้าวเสียสูงลิ่ว ทางการส่งคนมาขอยืมข้าวเพื่อช่วยเหลือประชาชน ต่วนเอ้อปาตอบรับคำแล้ว พอรุ่งขึ้นเช้า เห็นคนหิวโหยมาเข้าแถวรออยู่ที่หน้าบ้านเพื่อรอรับข้าว ต่วนเอ้อปารู้สึกเสียดาย จึงไม่ยอมจ่ายข้าวให้ประชาชน ประชาชนก็ชุลมุนร้องโวยวาย ต่วนเอ้อปาสั่งลูกน้องให้ปิดประตูบ้าน ไม่ให้คนเข้ามา ในทันใดนั้นฟ้าก็เปลี่ยนปรวนแปรเกิดลมพายุฝน สายฟ้าคำราม พูดแล้วก็แปลก ข้าวในยุ้งของต่วนเอ้อปาไม่รู้ทำอีท่าไหน หลุดออกมากองอยู่บนถนนเป็นกองๆ ประชาชนต่างกรูเข้าไปแย่งเอา แค่พริบตาก็หมดเกลี้ยง ต่วนเอ้อปาก็ถูกฟ้าผ่าตายไป
นิทาน ๔ : ที่เมืองเกาอิว มีคนชื่อ จางไป่ยฟู่ ครั้งหนึ่งเขานั่งเนรือไปมองเห็นที่แม่น้ำไกลๆ มีเรือคว่ำ มีคนๆ หนึ่งคลานขึ้นบนเรือที่คว่ำเรือจมๆ ลอยๆ อันตรายมาก กำลังส่งเสียงขอความช่วยเหลือจางไป่ยฟู่เรียกพวกประมงให้ไปช่วยก็ไม่มีใครยอมไป จางไป่ยฟู่จึงนำเงินขึ้นมา ๑๐ ตำลึง ให้ชาวประมง ชาวประมงจึงยอมไปช่วยเหลือภายหลังการช่วยเหลือ คนที่เกือบจมน้ำตายกลับกลายเป็นลูกชายจางไป่ยฟู่
คัมภีร์ : เห็นเขาได้ดีเหมือนตนได้ดี เห็นเขาสูญเสียเหมือนตนสูญเสีย
อธิบาย : เมื่อเห็นคนอื่นดวงดีกำลังได้ดี ก็เหมือนตนกำลังได้ดีทั้งยังต้องไปช่วยผดุงให้เขาดีขึ้นไป ถ้าเห็นคนดวงตกก็ให้เหมือนตนดวงตก จึงต้องฉุดช่วยคุ้มครอง
แต่คนปัจจุบันเห็นผู้อื่นตกอับก็ไม่รู้สึกเหมือนตนตกอับ สาเหตุเพราะความเห็นแก่ตัว หวังเอาแต่ได้กลัวการสูญเสีย ทั้งยังกลัวว่าผู้อื่นจะได้ ทั้งยังสบายใจถ้าทำให้ผู้อื่นสูญเสีย เริ่มแรกก็เพียงเพื่อผลประโยชน์ของตนเท่านั้น ต่อมาก็ค่อยๆ ระวังทำร้ายเขา ด้วยความอิจฉาความสำเร็จของคนอื่น มีความสุขกับการสูญเสียของผู้อื่น อันที่จริงคนกับงานจะสำเร็จหรือล้มเหลวก็ไม่เกี่ยวกัน ที่เป็นเช่นนี้ตนเองเป็นผู้ทำลายจิตใจของตนเอง เป็นการปลูกเหตุแห่งความชั่ว ที่สุดกลายเป็นทำลายตัวเอง เขาไม่รู้ถึงการบำเพ็ญของปราชญ์อริยะ ก็คือการขจัดทำลายความเป็นตัวตน เพื่อให้เข้าถึงผู้อื่น จึงจำเป็นต้องตัดอารมณ์ปุถุชน หากสามารถเข้าถึงว่าผู้อื่นกับตนเองเป็นกายเดียวกัน การได้เสียล้วนเป็นเรื่องของชะตาฟ้า เช่นนี้แล้วเมื่อเห็นการได้ของเขาก็จะไม่อิจฉา แล้วยังไปผดุงเขาช่วยเหลือเขา อย่างนี้จึงเป็นประโยชน์ที่แท้จริง
นิทาน : แซว่เวี่ยน เป็นมหาอำมาตย์ของเมืองเอี้ยน ไม่สามารถปฏิบัติต่อผู้คนอย่างเสมอภาคกันได้ หากยังเกิดอิจฉา ชอบใจที่คนอื่นสูญเสีย ไม่ยอมส่งเสริมนักปราชญ์ที่สามารถ ทั้งยังอิจฉาเคลือบแคลงพวกเขา เพื่อกีดกันไม่ให้ฮ่องเต้เรียกหามาใช้งาน ในที่สุดบุตรชายคนหนึ่งของเขาก็ตายในคุก ลูกที่เหลือก็กลายเป็นคนไม่สมประกอบ ท่านกงหมิงจื่อจึงเอาคัมภีร์ศีลให้เขาอ่าน ภายหลังการอ่านคัมภีร์แล้วแซว่เวียนรู้สึกเสียใจต่อการกระทำของตนเอง จึงสาบานจะปฏิบัติตามคัมภีร์ศีลสั่งสอน ในที่สุดก็สามารถรักษาลูกไว้ได้คนหนึ่ง
คำคม : ธรรมาจารย์เหลียนเฉือ ในสมัยหมิง กล่าวว่า "มนุษย์ถูกรูปสมบัติ เกียรติ ลวงหลอกเอา แต่ละคนมีพลังสติที่จะเผชิญหน้าต่อการลวงหลอกนี้ไม่เท่ากัน อาตมาจะเปรียบเทียบอธิบายให้ฟังสมมติว่าที่นี่มีกองไฟ ข้างกองไฟวางสิ่งของไว้ ๕ ชนิไม่เหมือนกันมีฟางแห้ง พอเจอไฟก็ไหม้ทันที มีท่อนไม้ ต้องมีลมช่วยกระพือก็จะติดไฟ มีท่อนเหล็กเผาไม่ไหม้ แต่พอเผาไปนานๆ ก็จะหลอมละลายได้ มีน้ำแม้ยังไม่ติดไฟแต่ไฟก็ทำให้น้ำแห้งได้ แม้เอาใส่หม้อก็ยังถูกไฟเผาจนแห้ง มีอากาศในอากาศไม่มีสิ่งของ ไฟจะเผาเท่าไรมันก็ไม่กระทบอะไร แม้ไฟจะเผานานแค่ไหนก็ตาม ในที่สุดก็มอดไปเอง" เพราะการทำให้ใจสงบ ก็ต้องมองให้เห็นเช่นนี้
คัมภีร์ : ไม่โพทนาความชั่วเขา ไม่โอ้อวดความดีตน
อธิบาย : จงอย่าได้เปิดเผยโพนทะนาความชั่วหรือจุดด้อยของผู้อื่น สมควรอย่างยิ่งที่จะเก็บงำความไม่ดีของผู้อื่นให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็ไม่ควรโอ้อวดหรือคุยถึงความดีของตน ยิ่งต้องเก็บซ่อนความเด่นบ่มเลี้ยงความซื่อ เป็นการอบรมจิตธรรมของตนเอง
เมื่อได้ยินความไม่ดีงามของผู้อื่น ก็ให้เหมือนพวกเราได้ยินชื่อของพ่อแม คือหูได้แต่ฟังเท่านั้น แต่ปากพูดออกมาไม่ได้ เมื่อปากพูดไม่ได้แล้ว ถ้าหูไม่ไปฟังเสียได้ก็จะยิ่งดี เราต้องรู้ว่ามีใครบ้างที่ไม่มีข้อบกพร่อง ถ้าไปโพนทะนาข้อบกพร่องของผู้อื่นก็หลีกไม่ได้ที่จะถูกถ่ายทอดออกไป เป็นการเสียหายชื่อเสียงของผู้อื่น อาจทำให้เขาต้องตกต่ำ บาปกรรมอันนี้ใครกันต้องรับผิดชอบ ถ้าไม่เป็นคนใจแคบชั่วช้าก็จะไม่ทำเรื่องแบบนี้แน่!
สิ่งที่เป็นปมเด่นความดี ก็ควรให้เหมือนนักธุรกิจที่มีปัญญา คือจะเก็บซ่อนทรัพย์สินไม่เปิดเผย ถ้าหากเปิดเผยเงินทองให้คนรู้ก็จะมีอันตราย คนเราทุกคนก็ต้องมีจุดดีของเขา ที่สำคัญต้องรู้จักเก็บซ่อนความเด่น บ่มเลี้ยงจิตธรรมเช่นนี้ทุกวันไปก็จะสำเร็จในจริยวัตรของตนได้ ท่านเหลาจื่อว่า "ผู้มีบุญอิ่ม หน้าของเขาดูแล้วเหมือนคนเซ่อๆ" ท่านจื่อซือก็กล่าวว่า "ธรรมเพื่อผู้อื่น บัณฑิตจะไม่เผย เก็บความงามอยู่ภายใน นานๆ ไป สักวันหนึ่งฟ้าก็แจ้งชัด" โอวาทของปราชญ์ชัดเจนออกอย่างนี้ เราควรนำมาพิจารณาให้ละเอียด !
นิทาน ๑ : ในสมัยชุนชิว ฮ่องเต้ฉู่จวงอ๋อง ประทานเลี้ยงอาหารค่ำแก่ขุนนาง งานเลี้ยงผ่านไปได้ครึ่งหนึ่ง เทียนไขก็ดับลงฉับพลัน มีขุนนางคนหนึ่งดื่มสุราจนเมา ถือโอวาทที่มืด ดึงเสื้อของนางสนมถือโอกาสลวนลาม นางสนมของฉู่จวงอ๋อง รีบดึงสายรัดหมวกของขุนนางเอาไว้เป็นหลักฐาน แล้วกราบทูลให้ท่านอ๋องทราบ หลังจากท่านอ๋องทราบแล้วก็พูดกับสนมว่า "ข้าประทานเลี้ยงแก่ขุนนาง ก็มุ่งหมายให้ขุนนางดื่มกินอย่างพอใจ ตอนนี้มีคนดื่มจนเมา ล่วงละเมิดความผิดขึ้น ถ้าข้าเปิดเผยเรื่องลวนลามนางสนม ก็จะเป็นการเปิดเผยความผิดของขุนนาง เรื่องเช่นนี้ ข้าก็จะไม่ทำเป็นอันขาด !" ว่าเแล้วท่าอ๋องก็สั่งให้จุดเทียนขึ้น พร้อมตรัสว่า "งานเลี้ยงคืนนี้ ถ้าไม่ดึงสายหมวกให้ขาดก็แสดงว่าคืนนี้พวกท่านไม่ปีติยินดี" เมื่อทุกคนได้ยินแล้วต่างก็ดึงสายรัดหมวกขาดแล้วก็แยกย้ายกันกลับไป ต่อมาก็สงครามกับเมืองจิ๋น ท่านอ๋องถูกทหารจิ๋นล้อมไว้ การต่อสู้รุนแรงและอันตราย ขณะนั้น ท่านอ๋องก็เห็นทหารคนหนึ่งไม่กลัวตาย ยอมถวายชีวิตเข้าต่อสู้กับทหารจิ๋น ทำให้ท่านอ๋องพ้นจากอันตรายมาได้ จากการสอบถามจึงรู้ว่า ทหารกล้าผู้นี้ก็คือ ทหารที่เมาสุราและลวนลามนางสนม จนถูกดึงสายรัดหมวกขาด!
คำคม : คุณจางหงจิ้งกล่าวว่า "อย่าหูเบาโยนทิ้งความดีของคนอย่าหูเบาเชื่อคำพูดของคน อย่าหูเบาพอใจคน อย่าหูเบาพูดความชั่วคน" นี่คือวิธีปฏิบัติตนที่ดี การเผยความไม่ดีของผู้อื่น เป็นรากฐานของการโหดเหี้ยม
นิทาน ๒ : โอวหยางซิว ในสมัยซ่ง เป็นผู้เขียนบทความยอดเยี่ยมในประวัติศาสตร์ถือเป็นผู้มีชื่อเสียงเรื่องวรรณกรรม แต่เขาต้อนรับแขกก็พูดเรื่องการเมือง ไม่พูดเรื่องวรรณกรรม แต่นายฉายหย้างผู้รู้เรื่องการปกครอง แต่พูดคุยกับแขกจะพูดเรื่องวรรณกรรม ไม่พูดการเมือง ทั้งสองเป็นผู้ซ่อนเร้นปมเด่นของตนดีมาก ต่อหน้าผู้อื่นจะไม่อวดอ้างความดีของตน เพราะฉะนั้น จึงเป็นผู้มีชื่อเสียง มีตำแหน่งข้าราชการก็สูงมาก
สรุป : จากเรื่องเหล่านี้จะเห็นได้ว่า ความสามารถสู้วิชาการไม่ได้ศักดิ์ศรีสู้คุณธรรมไม่ได้ วรรณกรรมสู้การปฏิบัติมิตรไมตรีไม่ได้ คนสมัยก่อน ก็เอาเหตุผลเหล่านี้พูดไว้ชัดเจนแล้ว เพราะฉะนั้น การอวดความดีของตน บัณฑิตจะไม่กระทำ แต่คนในสมัยนี้ มักพูดว่า "น่าภาคภูมิ" ติดปาก ทุกคนฟังจนเป็นคำธรรมดาไป พวกเขาไม่ถือเป็นเรื่องผิด ต้องรู้ว่าเป็นการกวักหาความสูญเสีย ขาดผลประโยชน์มีแต่ความนอบน้อมคนเท่านั้น จึงจะได้รับผลบุญตอบสนองที่แท้จริง
คัมภีร์ : หยุดยั้งเรื่องชั่วเผยแผ่เรื่องดี
อธิบาย : เราควรห้ามปรามหยุดยั้งคนไปทำชั่ว เพื่อไม่ให้เขาแปรเปลี่ยนไปเป็อันธพาล ผู้อื่นก็จะไม่ต้องรับการทำร้ายจากเขาขณะเดียวกันก็ต้องสรรเสริญสนับสนุนให้คนทำดี เพื่อให้เขาทำดีไม่เบื่อ นอกนี้แล้วคนอื่นก็พลอยถูกชักนำไปในทางดีด้วย คนที่ทำชั่ว ไม่ใช่จิตวิสัยของเขาทำขึ้นมาแต่แรก แต่ถ้าคนๆ หนึ่งทำชั่วจนเคยตัว ชั่วขนาดหนัก ก็ฉุดช่วยลำบาก หรือว่าทั้งๆ ที่รู้ว่าชั่วยังทำ หรือว่าไม่รู้หรือเข้าใจผิดในที่สุดก็สร้างเวรกรรมท่วมเมือง ถ้าเรามาวิเคราะห์กันตอนเริ่มต้น ก็เกิดจากความคิดที่ผิดพลาดไป อย่างไรเสีย ทุกคนก็มีจิตสำนักที่ดี ขณะที่เขาเริ่มต้นทำชั่ว ความคิดชั่วเพิ่งจะเริ่มต้นใหม่ๆ หากเราพร่ำพูดตักเตือนชักจูงเขา ปลุกให้รู้ตัว และห้ามปรามเขาจนถึงที่สุด ถ้าคนนั้นไม่มีจิตสำนึกดี ได้ผ่านการตักเตือนห้ามปรามขนาดนี้แล้ว เขาจะไม่สามารถแก้ไขความผิดไปสู่ความดีหรือ ถ้าหากโชคไม่ดี เขาได้ทำผิดมหันต์ไปแล้ว หากเราสามารถกล่อมเกลาเขาอย่างจริงใจ ห้ามปรามเขา ขัดขวางเขา เช่นนี้แล้วใจที่ดีของเขาจะไม่เผยออกมาหรือ อาจจะตัดสินแก้ไขชำระจิตทันทีก็ได้ สำนึกบาปชำระล้างวิบากกรรมที่เขาทำมาแต่แรกก็ได้นะ ในเมื่อคนไม่ใช่ปราชญ์อริยะ จะสามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างดีไปหมดได้ ถ้าหากเขามีความประพฤติหรือคำพูดที่พอจะรับฟังได้ เราก็ควรที่จะยกย่องสรรเสริญเขาทันที ถ้าเขาเป็นคนที่ทำดีอยู่แล้ว ความศรัทธาของเขาก็จะมั่นคงก็จะขยันทำดีเพิ่มขึ้น ถ้าเป็นคนที่ยังไม่เคยทำดี พอได้ยินเราชมเชยเขา เขาก็จะชื่นชมเอาอย่างตัดสินใจไปปฏิบัติ อย่างนี้แล้ว จะไม่ใช่คล้อยตามชะตาฟ้าหรอกหรือ
ชาวเต๋าพูดว่า "หยุดชั่วเผยดี" ชาวพุทธว่า "หยุดชั่วทำดี" ชาวหยูว่า "เก็บชั่วเผยดี" หลักธรรมทั้ง ๓ ศาสนาเหมือนกัน พูดออกจากปากเดียวกัน ทำให้รู้ว่า กายใจของอริยเจ้า เป็นญาณที่บริสุทธิ์โปร่งใส ขอเพียงเป็นความหวังแค่เส้นใยเล็กๆ ก็จะไม่ปล่อยให้ไปดุจกระจกใสส่องของ ส่องทันทีก็เห็นภาพออกมาทันที การที่สามารถเห็นภาพทันทีก็แสดงว่าเราสามารถกล่อมเกลาแปรเปลี่ยนได้ทันที เพราะฉะนั้น เมื่ออริยเจ้าเห็นความชั่วก็จะสามารถเอาความชั่วออกให้ละลายหายทันที พอเห็นความดีก็จะสามารถขยายให้สว่างได้ทันที เพราะฉะนั้นอริยเจ้าที่หยุดยั้งเรื่องชั่วเผยแผ่เรื่องดี ก็คือการฟื้นฟูองค์จิตที่สมบูรณ์อยู่แล้วของเวไนยสัตว์ ให้กลับคืนมาใหม่นั่นเอง
นิทาน : จากโอวาทสี่ของเหลี่ยวฝาน พูดถึงกษัตริย์ซุนก่อนที่ยังไม่ได้เป็นกษัตริย์นั้น ได้เห็นชาวประมงที่หนุ่มแข็งแรงข้างทะเลสาบเหล่ยเจ้อ พวกเขาจะลงไปจับปลาในน้ำลึก ส่วนชาวประมงที่แก่แล้วก็จะจับปลาที่น้ำตื้น ที่กระแสน้ำไหลเชี่ยว ชาวประมงที่หนุ่มก็จะยึดครองพื้นที่ๆ ดีไป กษัตริย์ซุ่นเห็นแล้ว ในใจรู้สึกเวทนาสงสารพวกเขา จึงคิดหาวิธี กษัตริย์ซุ่นก็ลงไปจับปลาด้วย เห็นคนที่ชอบแย่งชิง ก็จะปิดบังความชั่วของเขาไว้ ไม่พูดออกไป เมื่อเห็นคนที่อ่อนน้อมผ่อนปรน ก็จะยกย่องชมเชยพวกเขาไปทั่ว เอาพวกเขามาเป็นแบบอย่าง ฝึกความอ่อนน้อมผ่อนปรนของพวกเขา ทำอยู่แบบนี้เป็นเวลาหนึ่งปี พวกเขาก็จะผ่อนปรนแบ่งปันบริวเณน้ำลึกที่มีปลามากซึ่งกันและกัน นิทานของกษัตริย์ซุ่น เพียงเอาเป็นตัวอย่างตักเตือนอบรมคน อย่าเข้าใจผิดว่าส่งเสริมให้คนไปจับปลา ต้องรู้ว่าการจักปลาก็มีบาปของการฆ่าสัตว์ อย่าได้ไปทำเป็นอันขาด จะเห็นว่ากษัตริย์ซุ่นมีความฉลาด เข้าใจก็ยังไม่ยอมใช้แค่คำพูดไปกล่อมเกลาเขา ตนเองจะต้องไปคลุกคลีด้วย ต้องรู้ว่ากษัตริย์ซุ่นไม่ใช้วาจากล่อมเกลาคนแต่ตนเองทำเป็นตัวอย่าง ทำให้คนเห็นแล้วรู้สึกละอาย แล้วแก้ไขความเห็นแก่ตัว นี่คือบุคคลผู้มีจิตสำนึกดี ใช้ใจอดทนที่แท้จริง
คำคม : "หยุดยั้งความชั่วตนได้ ก็ไปหยุดยั้งความชั่วผู้อื่นได้ เผยแผ่เรื่องดีผู้อื่นได้ ภายหลังก็สามารถตักเตือนคนให้ทำดีได้"
คัมภีร์ : ให้มากรับน้อย
อธิบาย : ไม่ว่าพี่น้องที่แบ่งสมบัติ หรือเพื่อนที่ติดต่อการเงินกันล้วนต้องรู้จักให้และผ่อนปรนทั้งนั้น เอาส่วนที่มากให้แก่พี่น้องหรือเพื่อน ตนเองรับแต่ส่วนเล็ก ยอมให้คนอื่นได้เปรียบ สะดวกสบายตนเองยอมเสียเปรียบขาดทุน
ระหว่างพี่น้องมีความเกี่ยวข้องทางสายโลหิต อันเป็นความสัมพันธ์ธรรมชาติ เงินทองเป็นของนอกกาย จึงควรที่จะให้ได้ผ่อนปรนได้ พุทธองค์ก็เคยตรัสไว้ "คนที่หวังมาก เพราะเขาโลกในทรัพย์สมบัติมาก เพราะฉั้น ความทุกข์และความกังวลของเขา เมื่อเทียบกับคนอื่นก็จะมาก ส่วนคนที่หวังน้อย ตลอดจนคนที่ไม่หวัง ก็ไม่โลภอยากได้อะไร ก็จะไม่มีทุกข์กังวลมากมายนัก ใครก็ตามที่คิดจะพ้นห่างจากทุกข์กังวล ต้องรู้จักพอ วิธีการรู้จักพอ ก็จะมีความมั่นคงในความร่ำรวยสงบสุข คนที่รู้จักพอถึงแม้จะนอนอยู่บนพื้นดิน เขาก็สุขใจอย่างยิ่ง คนที่ไม่รู้จักพอ ถึงแม้เขาจะอยู่บนตึกระฟ้าก็ไม่สบายใจไม่มีความสุข" เช่นนี้ก็พอจะรู้ว่า หากคนสามารถเป็นผู้ให้มากรับน้อยได้แล้ว ใจเขาก็จะราบเรียงเอง สภาวะอะไรภายนอกก็ไม่สามารถที่จะรบกวนใจเขาได้ เพราะว่าเขารู้จักพอตลอดเวลาจึงสุขเสมอ!
คุณอู่เถี่ยงเจียงพูดว่า "เงินทองเป็นมูลอากาศของโลก คนที่อยู่บนโลกไม่มีเงินทองก็อยู่ไม่ได้ ดังนั้นโลกนี้จึงไม่มีคนที่ไม่ชอบเงิน และก็ไม่มีวันไหนที่ไม่ใช้เงิน เพราะฉะนั้นเงินจึงเป็นของที่ขาดไม่ได้ แต่การมีเงินของแต่ละคนมีกำหนด คิดอย่างไรมากอีกหน่อยก็เป็นไปไม่ได้ และการใช้เงินของแต่ละคนมีกำหนด คิดอย่างได้มากอีกหน่อยก็เป็นไปไม่ได้ และการใช้เงินของแต่ละก็ไม่เหมือนกัน คนที่สุรุ่ยสุร่ายเวลาหยิบก็เป็นพัน คนตระหนี่บาทหนึ่งก็หยิบยาก คนที่สุจริตบริสุทธิ์กลางคืนดึกๆ มีคนเอาเงินมาให้โดยไม่มีเหตุ เขาก็จะไม่รับเป็นอันขาดคนโลภมีอิทธิพลกลางวันแสกๆ ก็กล้าที่จะไปแยกชิงเอามา ควรต้องรู้ว่าคนตระหนี่ ความรู้น้อย เงินแต่ละบาทเหมือนมณีมีค่า เหมือนผึ้งที่เฝ้าน้ำผึ้ง เหมือนเด็กที่หวงขนมจะไม่ยอมแบ่งให้ใคร แต่ทว่านี่ก็ยังเป็นสิ่งที่เขารักษาส่วนที่เขามี เพียงแต่ทำให้คนอื่นเบื่อหน่ายเท่านั้น แต่ฟ้าเบื้องบนก็ไม่โกรธเขา เพราะเขาตระหนี่หรอก แต่คนที่เป็นอันธพาลโลภเอาของคนอื่น เขาคิดจะเอาส่วนที่ไม่ใช่เป็นของเขาทั้งยังโลภไม่เบื่อ ก็เหมือนปลาที่กลืนเรือ งูกลืนช้างที่โลภเกินไปพี่น้องแย่งชิงกัน เพื่อนชิงแค้นกัน โจรฆ่าคนชิงทรัพย์ เอาตำแหน่งไม่ชอบธรรม กังฉินขายชาติ เหล่านี้ล้วนเกิดจากความโลภสร้างขึ้น เพราะฉะนั้น ท่านไท่ซั่ง จึงตักเตือนถึงภัยเคราะห์ที่มาจากความโลภสอนไม่ให้เอาเงินทองโดยไม่ถูกต้อง เป็นเรื่องที่ถูกต้อง แต่ถ้าหากสอนคนไม่ให้หาเงินเลยนี่ซิคงไม่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านไท่ซั่งจึงพูดคำว่า "มากกับน้อย" สามารถทำให้คนสามารถได้ตามส่วนที่ควรได้ด้วยวิธีที่ถูกต้อง ตัวเลขมากน้อยก็มิใช่เป็นการตายตัว คนที่จนทองหนึ่งตำลึงก็ถือว่าไม่น้อย สำหรับคนที่มีเงิน หมื่นตำลึงทองก็ไม่ใช่ของมาก สำหรับคนที่สะอาดบริสุทธิ์ เขาควรได้หนึ่งร้อยแต่กลับได้แค่สิบ เขาก็จะไม่รู้สึกน้อย คนที่โลภ เขาควรได้หนึ่งร้อยแต่กลับได้ถึงพันเขาก็ยังไม่รู้สึกว่ามาก นอกเสียจากคนที่เป็นธรรม ปริมาณที่ตนเองควรจะได้แล้ว เวลาไปเอาก็จะเอาไม่เกินส่วนปริมาณที่ควรจะได้ นี่ก็คือวิธีที่เอาน้อย ถึงอย่างไรก็ตาม ใจคนที่ป่วยมีน้อยอยากได้มาก อันนี้เป็นธรรมดาของคน ถ้าให้เป็นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ไปแย่งชิงก็ไม่เป็นการสร้างบาป แต่ถ้าหากเห็นว่ามากแล้วกับให้ไปนี่ซิ จะไม่ขัดอารมณ์ไปหน่อยหรือ
ควรรู้ว่า เงินทองที่ได้มามีเหตุปัจจัยที่ไม่เหมือนกัน เงินที่อยู่เฉพาะหน้าที่จะเอา ก็ไม่แน่ว่าในดวงชะตาเราควรจะได้หรือไม่อย่างไรก็ตาม ในทางลึกลับ จำนวนที่เราจะมี เราก็ไม่สามารถรู้ได้ และก็ไม่มีปัญญาตรวจสอบ แต่ถ้าไปเอาเงินที่ดวงชะตาของเราไม่มี ก็เหมือนไปเอาเหล้าพิษหรือเนื้อเน่ามากิน ซึ่งก็กินไม่ได้ ไม่มีสุขอยู่แล้ว สู้ให้แก่ผู้อื่นไปมิปลอดภัยกว่าหรอกหรือ ถ้าหากเป็นการให้ในส่วนที่ดวงชะตามีอยู่ก็ไม่เป็นไร เพราะมันเป็นการขจัดบาปที่มีอยู่ เงินที่ให้ไปโดยผิดพลาดทั้งๆ ที่ในดวงชะตาเรามีอยู่ก็ไม่เป็นไร เพราะเงินที่ให้ไปอาจได้กลับมาจากทางอื่น
ขณะมองเห็นเงินทอง ต้องมีความอดทน ไม่ใช่เห็นเงินก็ตาโตแล้วทำส่งเดช สำหรับคนร่ำรวยก็พอทำได้ง่าย ถ้าเป็นคนจนอาจทำได้ยากกว่า ถ้ารู้ว่าทำใจได้ยาก แต่ก็อดทนทำจนได้ อันนี้เทพเจ้าที่ตรวจสอบเราอยู่ก็คงไม่ปล่อยตามเลย แม้ชีวิตกำลังลำบาก ก็จะบันดาลให้เกิดเรื่องที่ช่วยให้ชีวิตเราอยู่รอดได้ หลักธรรมเหล่านี้่ต้องเชื่อว่าเป็นจริง รักษาสติเอาไว้ เช่นนี้ วิถีแห่งการรับน้อยก็คือ วิธีแห่งการร่ำรวยนั่นเอง
นิทาน ๑ : ในสมัยซ่ง มีคนหนึ่งชื่อ อวี่เจ๋อ เขากับคุณอาแบ่งมรดกเขาเรียกคุณอาให้มาเลือกเอาเสียก่อน หลังจากคุณอาเลือกไปหมดแล้ว ตนเองค่อยเอาไว้ หลังจากคุณอาเลือกแล้ว ที่เหลือเอาไว้มีหนังสือลังหนึ่งกับบ้านที่เก่ารั่วแตกมีหน้องอยู่สองห้อง อวี่เจ๋อก็รับไว้ด้วยความสบาย ในใจไม่คิดโกรธหรือเสียใจแต่น้อย
นิทาน ๒ : ที่เมืองฉือชี มีนักเรียนอยู่ ๒ คน เป็นเพื่อนกัน ต่อมานักเรียนเอ ก็ได้งานสอนหนังสือ แต่ละปีจะได้เงินค่าตอบแทน ๙ ตำลึงทอง ส่วนนักเรียนบี ก็ได้ที่สอนหนังสือเหมือนกัน แต่ได้ค่าตอบแทนแค่ ๖ ตำลึงทองเท่านั้น นายเอพูดด้วยความพอใจว่า "ปีหน้าเราสองคนก็ไม่ต้องห่วงการดำรงชีวิตแล้ว" นายบีพูดว่า "พี่ท่านมีแค่ภรรยาเท่านั้น เงิน ๙ ตำลึงเหลือให้ แต่ฉันยังมีพ่อแม่ต้องเลี้ยงดู เงิน ๖ ตำลึงไม่พอใช้จ่าย" นายเอได้ยินแล้วก็พูดว่า "ถ้าน้องเรามีความลำบาก ฉันก็ให้ที่สอนหนังสือแก่เธอ ส่วนฉันก็ไปสอนที่ที่ของเธอก็แล้วกัน" เมื่อนายเอมาถึงที่สอน พบว่าใต้เตียงมีหนังสือขาดอยู่เล่มหนึ่ง เขียนบนปกว่า ตำรับยาใช้ภายนอก นักเรียนบอกว่า ครูคนก่อนทิ้งเอาไว้ ในช่วงหน้าหนาวเป็นช่วงปิดเทอม กลับไปพักผ่อนที่บ้าน ก็ได้เห็นคนใช้คนหนึ่งใส่เนื้อผ้าดีเดินเข้ามาหา เขามีอาการกระสับกระส่ายถามว่า "ที่นี่มีหมอภายนอกไหม" พูดต่อว่า "นายของข้าจากฮกเกี้ยน จะไปที่ชานตงเพื่อรับตำแหน่ง ระหว่างทางเกิดเป็นฝีที่หลัง เจ็บปวดมาก ทำท่าจะตาย อาการแบบนี้สามวันแล้ว" นายเอนึกถึงตำรับยาก็ให้ตรงกับอาการของโรค ดังนั้นเขาจึงตามคนใช้ไปที่พักคนป่วย ใช้สมุนไพรทำตามตำรับยาบอก ฝีที่หลังของข้าราชการผู้นั้นก็หาย ผู้ป่วยดีใจมากเอาเงินให้เขาหนึ่งร้อยตำลึงตอบแทน นายเอก็คุยกับผู้ป่วยตลอดจนถึงการยอมแลกเปลี่ยนที่สอนแก่เพื่อนไป ดังนั้นจึงได้ตำรับยานี้มา ผู้ป่วยก็ชมเชยสรรเสริญเขา พอดีนายอำเภอฉือชี เป็นหลานของผู้ป่วย จึงช่วยเหลือนายเอ ให้เขาไปเรียนต่อที่อำเภอ
คัมภีร์ : รับอัปยศไม่แค้น
อธิบาย : ถึงแม้จะได้รับความอัปยศจากคนอื่น ก็ควรที่จะโทษตนเองที่มีบุญน้อยกุศลเบาบาง ไม่สามารถทำให้คนเขาเกรงใจ ด้วยเหตุนี้ควรที่จะสั่งสมบุญกุศล จะไปแค้นเคืองผู้อื่นไม่ได้
ต้องรู้ว่า เมื่อได้รับความอัปยศจากผู้อื่น เราต้องรีบกลับมาสำรวจตนเอง เป็นความผิดของเราเอาใช่หรือไม่ ถ้าหากใช่ก็เป็นเหตุผลพอที่คนอื่นจะทำอัปยศเรา เราควรยอมรับโดยดี ถ้าความชั่วอยู่ที่ผู้อื่น การทำอัปยศก็ไม่สมควร ถึงแม้จะอับอายมาถึงตนก็เหมือนไม่มีความอัปยศ ไม่เพียงไม่ควรโกรธแค้นเพราะไม่มีที่จะแค้น ตั้งแต่โบราณมา คนที่มีปัญญามีความกล้าหาญ ก็สามารถอดทนต่อความละอายเล็กๆ นี้ได้ จึงจะสามารถทำงานใหญ่ให้สำเร็จได้ คนที่มีใจคับแคบความรู้น้อยก็จะไม่สามารถที่จะเข้าใจหลักธรรมนี้ได้
ในสมัยซ่ง นายหยวนโม่วอิ๋ว เป็นชาวอำเภอติงหู มณฑลเจ๋อเจียง เขาสอนลูกหลานเขาว่า "คนที่ไม่มีประสบการณ์ต่อความอดทน ฝึกฝนมาก่อน ก็จะไม่รู้จักคำว่า อดทน นี้มีความยากลำบากแค่ไหน ถ้าในใจมีความดีความชั่วต่อสู้กันแล้ว ก็จะไม่เข้าใจได้ ความลึกซึ้งของตัวอักษรอดทนนี้ล้ำลึกนัก คนเราถ้าไม่สามารถอดทนต่ออัปยศได้ ถ้าจะเป็นคนมีใจดี แต่พอถูกคนกระทุ้งก็ดีแตก พอถูกคนหักหน้าก็ร่วงหล่นแล้ว เพราะฉะนั้นท่านเมิ่งจื่อจึงกล่าวว่า "เมื่อเบื้องบนจะให้ภาระหนักแก่ใครแบกรับ ก็ต้องให้เขาได้ฝึกฝนใจเสียก่อนให้ฝึกฝนใจที่เคลื่อนไหวว่ามีบารมีของจิตขันติหรือไม่ นั่นคือต้องการให้คนพิจารณาด่านอันนี้ ส่วนใหญ่แล้ว การให้ทานสงเคราะห์ผู้อื่น ถ้าไม่ระวังก็จะได้รับการโกรธแค้นจากบางคน การคิดแทนคนอื่นก็ไม่ต้องหลยหลีกการโกรธแค้นกล่าวโทษจากคนอื่น ต้องยอมรับการกล่าวโทษ ทำงานต้องขยันชี้นำอบรมโดยไม่หนีการนินทาว่าร้ายของใคร ต้องจริงใจอภัยคนอื่น หรือได้รับการเยาะเย้ยถากถางจากคนอื่น วิสัยอันธพาลต่างๆ เหล่านี้ ล้วนติดมากับใจที่ดี การกระทำที่ดีหากไม่สามารถเข้าใจหลักธรรมนี้ ก็ไม่ใช่คนดีที่เพียงพอแท้จริง"
นิทาน ๑ : ในสมัยซ่ง เฉินปู่ปี้ สอนลูกของเขาว่า "ตัวอักษรอดทนนี้อัศจรรย์นัก คนถ้าหากมีความสุจริต สะอาด และประหยัด ถ้ามีความอดทนเพิ่มอีกอย่าง ก็ไม่มีเรื่องอะไรที่ทำไม่ได้" ในสมัยที่เฉินปู่ปี้ยังหนุ่ม มีคนด่าเขา คนที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดกับเขาว่ "นี่ ! มีคนกำลังด่าเจ้าอยู่" เขาตอบว่า "เขาคงกำลังด่าใครอยู่มั้ง" คนข้างๆ ก็พูดว่า "เขาออกชื่อออกแซ่ของเจ้าอยู่นา" เขาตอบว่า "โลกนี้กว้างใหญ่ คนที่มีชื่อแซ่เหมือนกันจะไม่มีหรือ เขาไม่ได้ด่าฉันหรอก" ภายหลังคนที่ด่าเฉินปู่ปี้ ได้ยินแล้วก็รู้สึกละอายมาก
คุณหยวนกวงซง กล่าวว่า "อักษรอดทนนี้ยากที่สุด" คนที่สามารถอดทนได้ คุณธรรมและใจกว้างของเขาต้องใหญ่มาก แต่เมื่อถึงจุดที่เขาอดทนต่อไปไม่ได้ ก็เป็นเวลาที่นิสัยหยิ่งยโสในใจเขาเพิ่มพูนจนล้นออกมา" ก่อนนี้มีกลอนบนหนึ่งว่า "ตอนหนุ่มลอดใต้ขาได้ไม่ขัดขืน พ่อเฒ่าข้างสะพานสะดุ้งไม่สงบ ชีวิตหากไม่มองตอนชรา ที่ไอ๋อินลดบทความสำเร็จได้" กลอนบทนี้พูดได้ดีมาก ในสมัยฮั่น ขุนพลหันซิ้น สมัยหนุ่มเขามีความอดทนมาก ยอมรับความอัปยศ ยอมลอดใต้ขาคน ต่อมาเขาประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ ฮ่องเต้ฮั้นเกาจง สถาปนาให้เขาเป็นเจ้าฉีอ๋อง แต่ภายหลังการสำเร็จแล้วก็หยิ่งทะนง ไม่สามารถอดทนอะไรได้ในที่สุด เพราะไปทำอัปยศแก่โจวฝา และพันหุ้ยจึงถูกฆ่า นี่ก็เหมือนการดื่มสุรา ดื่มจนเต็มแล้วก็ดื่มไม่ได้อีก
นิทาน ๒ : สมัยก่อนที่เมืองเจียงอิน มีเศรษฐีเซี่ยคนหนึ่ง วันหนึ่งเขากำลังเล่นหมากอยู่กับแขก ทันใดก็มีคนถลันเข้ามาหาเขาด้วยความโกรธ พูดว่า "คนแซ่เซี่ย ข้าเป็นหนี้เจ้าแค่ดอกเบี้ย ๒ ตำลึงเท่านั้น ทำไมจึงส่งคนมากดดันทวงหนี้ทุกวัน" ไม่ทันที่คุณเซี่ยจะตอบเขาก็ด่าเอาๆ ทั้งผลักโต๊ะล้ม หมากบนกระดานหกหมด คุณเซี่ยก็หัวเราะขึ้น " เจ้ามาบอกข้าด้วยจุดมุ่งหมายเรื่องนี้หรือ ก็ยกเลิกหนี้ ๒ ตำลึงให้ก็แล้วกัน" เสร็จแล้วก็เอาพู่กันเขียนหลักฐานยกหนี้ ๒ ตำลึงให้ เขาได้หลักฐานแล้วขอบใจรีบกลับออกไป แขกของเศรษฐีเซี่ยเห็นเข้ากับตาเช่นนี้ รู้สึกชื่นชมยกย่องว่า "คุณเซี่ยช่างเป็นผู้เจริญธรรมที่แท้จริง" คุณเซี่ยกล่าวว่า "ความอดทนเป็นประตูวิเศษที่สุด ใช้ปฏิบัติต่อคน หากมีคนกำลังขวางใส่เรา ก็เหมือนวิ่งเข้าไปในดงหนาม ตอนนี้ต้องเดินช้าๆ ค่อยเอาหนามที่ขวางตัวดึงออกไปเท่านั้น เจ้าหนามนี้จะสามารถทำให้ข้าโกรธได้หรือ ก็เจ้าคนนี้หน้าตาโหดเหี้ยม พูดจาก้าวร้าว เขาตั้งใจมาเล่นงานเรา ถ้าเราไปทำให้เขาโกรธก็จะเกิดเรื่อง เพราะฉะนั้น จึงอภัยเลิกเงินดอกเบี้ยไป" พอตกตอนเย็นก็ได้ข่าวว่า คนนี้ตายอยู่หน้าห้องน้ำในบ้าน ถามได้ความว่า เพราะเขาถูกกดดัน เร่งรัดให้ใช้หนี้ ไม่มีทางออก เพราะฉะนั้นจึงกินยาพิษเข้าไปก่อน เพื่อที่จะมาใส่ร้ายคุณเซี่ย แต่กลับรู้สึกขอบคุณที่คุณเซี่ยลดหนี้ให้ จึงอดไม่ได้ที่จะไปใส่ร้ายคุณเซี่ย จึงรีบกลับบ้าน จะเอาอุจจาระสดมาแก้พิษ แต่พิษกำเริบเสียก่อน มาไม่ทันถอนพิษ คุณเซี่ยฟังแล้วก็ไหว้ฟ้า ขอบคุณ ทุกคนก็นับถือยกย่องคุณเซี่ยอย่างยิ่ง
ถ้าปกติคุณเซี่ยไม่บำเพ็ญบ่มเลี้ยงจิตยามปกติแล้ว การจะละลายความโกรธในใจนั้น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ จะเก็บซ่อนอดทนอยู่หรือ เพราะฉะนั้น การอัปยศคือการบำเพ็ญตนที่สำคัญและเป็นเคล็ดลับในการรักษาความร่ำรวย ก็คือการรู้จักฝึกกินความขาดทุนละ!
นิทาน ๓ : ในนิพพานสูตรว่า "สมัยก่อน มีคนหนึ่งกล่าวสรรเสริญถึงพุทธลักษณะว่า เป็นมีบุญญาธิการมาก" ก็มีคนถามเขาว่า "จะเห็นได้อย่างไร" เขาว่า "ตอนที่พุทธองค์กำลังวัยฉกรรจ์ บารมีของพื้นจิตก็บรรลุถึงขั้นที่ไฟสะอาดใสแล้ว ในใจไม่มีไฟราคะแม้แต่น้อย ถูกคนตีก็ไม่เกิดโกรธแค้น ถูกคนด่าก็ไม่มีโทสะ นี่มิใช่ผู้มีบุญญาธิการมากหรอกหรือ แล้วจะเป็นอย่างไร"
ในปัจจุบันกำลังเผชิญหน้ากับอันธพาลนักเลง ก็พูดว่า "โอ้! เขามาส่งเสริมบุญบารมีของฉันนะ ! ฉันควรรู้สึกโชคดีและมีเกียรติจึงจะถูกนะ !" ถ้าทำได้ดังคำพูด ในขณะที่ฉันสามารถแก้แค้นเขาได้กลับไม่ถือสาเขา ถ้างั้นเขาก็จะถูกฉันอภัยให้ถูกกล่อมเกลาจนบรรลุรู้ได้ซินะ !
คำคม : เจิ้นซวงพูดว่า "เงียบๆ ๆ เทพเซียนเหลือคณานับเป็นตรงนี้ปล่อยๆ ๆ ภัยเคราะห์เป็นหมื่นละลายทันที ทนๆ ๆ เจ้ากรรมนายเวรหลบซ่อนตรงนี้ หยุดๆ ๆ เกียรติยศทั้งโลกไม่อิสระเสรี"
คัมภีร์ : รับความรักดุจความหวาดกลัว
อธิบาย : ขณะที่ได้รับความรักความชอบให้เลื่อนยศเป็นรางวัลนั้นไม่อาจแบกรับไม่ได้ หากแต่ให้คิดหวาดหวั่นเอาไว้ กลัวว่าตนเองบุญบารมีน้อย บุญตอบสนองไม่พอ ไม่สามารถรักษาความรักความชอบนี้ได้ยาวนาน
ใครคนหนึ่งเมื่อได้รับเกียรติความรักใคร่ ถ้าแม้เขามีส่วนควรได้ก็ตาม แต่ก็ควรรักษาส่วนนั้นให้ดีรู้จักพอ ให้รู้สึกหวาดกลัวที่ได้รับความรักใคร่นั้น เพราะว่า "บุญเอยวาสนาเอย ด้วยเคราะห์นั้นถูกสยบไว้" เป็นโอวาทโบราณ คนส่วนใหญ่ตอนมีบุญวาสนาก็ได้ใจจนลืมตน เพราะว่า สาเหตุตอนนี้ภัยเคราะห์ถูกกลบไว้ให้อยู่ห่างๆ ด้วยขณะนี้ดวงกำลังขึ้นเหมือนพระจันทร์เต็มดวง จากนั้นดวงจันทร์ก็จะค่อยๆ แหว่งลง เป็นสัจธรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าไม่รู้จักหวาดกลัว วันใดที่ความรักใคร่หมดไป ภัยเคราะห์ที่กลบห่างก็จะผุดขึ้น เพราะฉะนั้น เมื่อได้รับเกียรติยศแล้ว ก็ควรที่จะสั่งสมบุญกุศลให้มากยิ่งๆ ขึ้น ขยันตอบแทนพระคุณ อย่าได้ขี้เกียจแม้แต่น้อย
นิทาน ๑ : กษัตริย์โจวเฉินอ๋อง ยกเมืองหลูให้ลูกชายของโจวกงชื่อ ป๋อฉิน โจวกงก็บอกกับป๋อฉินว่า "ลูกเอ๋ย ! เบื้องบนยกเมืองหลูให้เจ้า เจ้าอย่าได้หยิ่งทะนงเพราะเหตุนี้นะ ข้าได้ฟังมาว่า "ผู้มีคุณธรรมกว้างใหญ่ สามารถเป็นที่เคารพของคน ก็จะสามารถรักษาเกียรติยศได้ยาวนาน แผ่นดินกว้างทรัพยากรอุดม ด้วยสามารถรักษาความประหยัด เขาก็สามารถมีความสงบสุขแน่นอน ผู้มีตำแหน่งสูงมีอำนาจมาก ถ้าสามารถรักษาความนอบน้อมถ่อมตน เขาก็สามารถเป็นผู้สูงศักดิ์ ประเทศหนึ่งมีประชากรอาวุธเข้มแข็ง หากสามารถรักษาให้เป็นที่เคารพเกรงกลัวและไม่ไปรุกรานประเทศอื่น ประเทศนี้ก็สามารถมีชัยชนะอยู่ได้ ถ้าหากมีคนที่มีปัญญา มีระดับความฉลาดสูงหากสามารถรักษาความเป็นมหาปัญญาดุจผู้โง่เขลาได้ เขาก็จะได้ผลประโยชน์มาก คนที่มีวิชาความรู้มาก ถ้าสามารถรักษาความรู้ของตน ทำตัวเหมือนผู้มีความรู้น้อย ดังนั้น ความรู้ของเขาก็จะเป็นผู้มีความรู้มากอย่างแท้จริง ทั้งหมดนี้เรียกว่า ๖ รักษา เป็นกุศลนอบน้อมถ่อมตน ต้องรู้จักหลักธรรมฟ้า ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากยังมีความหยิ่งยโสเต็มที่แล้ว ฟ้าก็จะให้เขาขาดทุนสูญเสีย ถ้าผู้ที่นอบน้อมถ่อมตน ฟ้าก็จะให้เขาได้รับประโยชน์ หลักธรรมของแผ่นดิน ไม่ว่าอย่างไร หากหยิ่งยโสเต็มปิ่มแล้ว ก็จะทำให้เขาแก้ไขเปลี่ยนแปลง ไม่ให้เขาได้เต็มปิ่มได้ตลอดกาล แต่ที่ถ่อมตนก็จะให้เขาชุ่มฉ่ำไม่แห้งเฉา อย่างเช่นในที่ต่ำเมื่อน้ำไหลผ่าน ก็สามารถแก้ไขความขาดแคลอนได้ส่วนหลักธรรมมนุษย์ ก็จะเกลียดพวกที่หยิ่งยดสวางกล้าม และชอบผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน เจ้าต้องจดจำให้ดีๆ อย่าเห็นว่าได้รับพระมหากรุณาโปรดให้ครองเมืองหลูแล้ว ก็ให้รู้สึกหยิ่งยโส ผู้เรียนหากสามารถเข้าใจเรื่องที่ท่านโจวกงให้โอวาทแก่ป๋อฉินแล้ว ถ้าใจไม่มีอารมณ์ของความหยิ่งยโสแล้ว หากได้รับความรักใคร่ ก็จะเกิดความรู้สึกคิดหวาดหวั่นขึ้นได้
นิทาน ๒ : นายเฉินเหวินเปิ่น ในสมัยถัง ขณะที่เขาได้รับแต่งตั้งตำแหน่งตงซู ไม่เพียงเขาไม่ดีใจ เขารู้สึกเป็นกังวล มารดาเขาเห็นสีหน้าลูกชายแล้วถามว่า "ราชสำนักงานหนักหรือ ทำไมจึงไม่พอใจละ" เหวินเปิ่นตอบว่า "ลูกไม่ใช่ลูกหม้อของราชสำนัก และก็ไม่ได้เป็นพระญาติ แต่ตอนนี้ได้รับพระกรุณาจากราชสำนัก โดยเฉพาะตำแหน่งตงซูเป็นตำแหน่งสูงมาก ภาระหน้าที่ก็หนัก เพราะฉะนั้นฉันจึงรู้สึกเป็นกังวลและหวาดกลัว" เหวินเปิ่นพูดกับแขกที่มาแสดงความยินดีว่า "ฉันขอรับแต่คำไว้อาลัยพวกท่าน แต่ไม่รับคำแสดงความยินดีของพวกท่าน"
นิทาน ๓ : ท่านซือหม่ากวง เขียนจดหมายถึงหลานของเขาว่า "ระยะนี้ฉันได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากเบื้องบนเป็นผู้สนองพระโอษฐ์ ขุนนางในราชสำนักต่างพากันอิจฉาหลายคน แต่ข้าก็ใช้ความโง่เซ่อตรงๆ ปฏิบัติต่อพวกเขา ตอนนี้ข้าเหมือนใบไม้เหลืองที่ลอยอยู่กลางลมที่รุนแรง จะไม่ให้มันร่วงลงมาคงยากมาก เพราะฉะนั้น ตั้งแต่ข้ารับราชโองการมา ก็มีแต่หวาดกลัว ไม่ปีติยินดีพวกเจ้าต้องรู้ความมุ่งหมายของข้า"
นิทาน ๔ : นายหลูตัวซุน ในสมัยซ่ง หลังจากได้รับราชการไม่นาน เขาก็แต่งตัวและใช้จ่ายนับวันฟุ่มเฟือยมากขึ้น บิดาเขาเห็นแล้วเกิดความกังวล จึงพูดกับเขาว่า "เราเป็นครอบครัวมีการศึกษา ตลอดเวลาที่ผ่านมา เราใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและประหยัดเจ้าตอนนี้ก็ร่ำรวยขึ้นมา ชีวิตก็เปลี่ยนแปลงจนฟุ่มเฟือยถึงขนาดนี้ คงลืมชีวิตของเราเมื่อก่อนเป็นเช่นไร" หลูตัวซุนก็ไม่ได้สนใจคำพูดของบิดา เขาก็ยังคงสุรุ่ยสุร่ายต่อไป ต่อมาก็เกิดเรื่องจนล้มเหลว
คัมภีร์ : ทำคุณไม่หวังผลตอบ ให้เขาไม่นึกเสียใจ
อธิบาย : การบริจาคหรือให้ทาน เป็นการทำคุณกับผู้อื่น อย่างไรเสียเราจะไม่หวังผลตอบแทน การมอบของให้กับผู้อื่นก็จะไม่นึกเสียใจในภายหลัง
การทำบุญคุณให้แก่ผู้อื่น หากยังหวังให้เขาตอบแทน แสดงว่าในใจของเรายังมีความโลภอยู่ คือยังไม่ลืมคุณที่เราทำ การให้สิ่งของแก่ผู้อื่นไปก็เช่นกัน ต่อมากลับรู้สึกนึกเสียใจ นี่ก็แสดงถึงใจที่เป็นตระหนี่ คือยังไม่แปรเปลี่ยน ควรรู้ว่าความโลภกับตระหนี่เป็นสิ่งที่บัณฑิตจะไม่กระทำ ในวัชรสูตรว่า "โพธิสัตว์ที่มีต่อคน เรื่องและสิ่งของ คือไม่มีอุปาทานติดยึดแล้วให้ทานไป" พูดอีกว่า "หากโพธิสัตว์สามารถไม่ยึดติดในรูปให้ทานแล้ว บุญกุศลของเขาก็ไม่อาจนับประมาณได้" ทำให้รู้ว่า หากคนสามารถเอาทรัพย์สิ่งของช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว สามารถทำจนภายในไม่เห็นฉันผู้ให้ทาน ภายนอกไม่เห็นผู้รับทาน เบื้องกลางไม่เห็นสิ่งของที่เป็นทาน นี่เรียกว่ารูปทั้งสามว่างก็เรียกได้ว่าใจสะอาด ถ้าหากสามารถให้บริจาคทานได้แบบนี้ ถึงแม้จะบริจาคทานแค่หนึ่งถัง ก็สามารถสร้างบุญได้อเนกอนันต์ แม้การให้ทานแค่บาทเดียวก็สามารถจะขจัดมหลายบาปกรรมเป็นพันกัปได้ ถ้าหากในใจยังมีความหวังตอบแทนแม้เพียงเล็กๆ อยู่ ถึงแม้จะใช้เงินถึงสองแสนตำลึง ไปช่วยเหลือคน ก็ยังไม่ได้รับบุญกุศลที่สมบูรณ์ตลอดจนการนึกเสียใจ โดยเฉพาะความสำคัญของชีวิตที่เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อระหว่างปุถุกับอริยะ ความชั่วที่ทำถ้านึกเสียใจได้แล้ว อนาคตความคิดชั่วก็จะค่อยๆ หยุดลง ส่วนความดีที่ทำถ้านึกเสียใจแล้วอนาคตความคิดดีในใจที่มีอยู่ก็จะค่อยๆ หายไปไม่เกิดขึ้น ถ้าหากภายหลังการให้ทานแล้วก็เกิดเสียใจในภายหลัง ถ้าอย่างนั้นก็สู้ไม่ไปให้บริจาคทานก็จะปลอดภัยกว่า!
ชาวโลกคิดอยากให้ยุ้งฉางมีข้าวเต็ม และไม่ขาดพร่องเลยสักปี ถ้าต้องการเช่นนั้น ก็ต้องเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้และขยันไปไถหว่าน เอาเมล็ดพันธุ์หว่านลงไปแปลงนา ถ้าเมล็ดไม่ไปปลูก ข้าวในยุ้งฉางก็จะใช้หมดไปโดยเร็ว หลักธรรมก็เช่นเดียวกัน เอาใจที่กตัญญู เมตตา เคารพเป็นเมล็ดพันธุ์ เอาเสื้อผ้าอาหารเงินทองกับชีวิตมาเป็นวัวและคันไถ เอาพ่อแม่คนจนที่ป่วย กับพระรัตนตรัยมาเป็นไร่นา หากเป็นพุทธบุตรคิดจะได้บุญสะอาด ทุกๆ ชาติก็จะมีบุญตอบสนองไม่สิ้นสุด จึงจำเป็นต้องเอาใจที่เมตตา เคารพกตัญญูเอาเสื้อผ้าอาหารเงินทองตลอดจนชีวิตไปเคารพบูชา เลี้ยงพ่อแม่และคนที่เจ็บป่วยกับรัตนตรัย อย่างนี้เรียว่าปลูกบุญ หากไม่ปลูกบุญก็จะยากจน ไม่มีทั้งบุญและปัญญา ตกสู่หนทางเลวร้ายของการเกิดการตาย ที่พูดมาทั้งหมดนี้ก็คือ การปลูกเนื้อนาบุญ ก็เหมือนปลูกข้าวในนา จึงเรียกว่า นาบุญ
การให้ทานก็มี ๓ อย่าง ให้ธรรมเป็นทาน ทรัพย์เป็นทานและใจเป็นทาน ด้วยความสะดวกต่างๆ มากล่อมเกลาตักเตือนคนการให้ทานเป็นธรรม ได้กุศลมาก ทรัพย์เป็นทานก็ใช้สงเคราะห์เขาใจเป็นทานคือเอาใจเราไปเห็นอกเห็นใจผู้ตกทุกข์ได้ยาก คือคิดจะช่วยเหลือเขาแต่ไม่มีกำลัง อย่างนี้ก็เป็นการให้ทานแล้ว
นิทาน ๑ : หลี่สือเซียน ในสมัยซุย พ่อเสียไปตั้งแต่เขายังเด็กอยู่หลี่สือเซียนปรนนิบัติมารดาเขาอย่างดี อายุ ๑๒ ขวบ ก็ถูกเจ้าเหว่ยกว่างผิง ใช้งานหนัก ต่อมาโตขึ้นก็รับผิดชอบเปิดจวนตรวจทหารครอบครัวเริ่มร่ำรวยขึ้น ก็เอาเงินไปซื้อข้าวหลายพันสือ ไปให้คนในหมู่บ้านยืม ถ้าปีไหนเก็บเกี่ยวไม่ได้ผล เขาก็เรียกคนในหมู่บ้านมาชุมนุมกัน แล้วนำเอาใบยืมเผาทิ้ง และพูดกับพวกเขาว่า "พวกเธอไม่เป็นหนี้ฉันแล้ว" พอถึงฤดูปลูกใหม่เข้าก็เอาพันธุ์ข้าวไปแจกให้ชาวนาใช้ ด้วยเหตุนี้ เขาก็ช่วยเหลือชีวิตคนได้จำนวนมาก ถ้ามีคนตายก็เอาเงินไปช่วยเขาฝังศพ มีผู้สรรเสริญหลีสือเซียนว่า เป็นผู้สร้างบุญลับ หลี่สือเซียนว่า "บุญลับเหมือนหูที่ได้ยิน เพียงตนเป็นผู้ได้ยินเป็นผู้รู้ คนอื่นไม่มีทางได้ยินหรือรู้ได้ ตอนนี้พวกเธอก็รู้หมดแล้ว จะเรียกว่าเป็นบุญลับได้อย่างไร" มีอยู่วันหนึ่ง เขาก็ฝันเห็นเทพใส่เสื้อสีม่วงบอกเขาว่า "พระเจ้าพอใจที่เจ้าสั่งสมบุญลับไว้มาก จะให้ลูกหลานเจ้าเจริญรุ่งเรืองจนเปรียบไม่ได้"
นิทาน ๒ : มหาอำมาตย์ฝั้นต่งเอียน ครั้งหนึ่งเขาให้ลูกชายเหยาฟูกลับไปที่บ้านเดิมเมืองซูโจว เพื่อเอาข้าวสาลีกลับมา ๕๐๐ ถังระหว่างนำข้าวสาลีกลับมาเขาได้พบเพื่อนเก่า สือหมั่นเจี๊ย สือหมั่นเจี๊ยพูดกับเหยาฟูว่า "ข้าไม่มีเงินจัดงานศพ" เหยาฟูได้ยินก็เอาข้าวสาลีทั้ง ๕๐๐ ถัง กับเรือที่บรรทุกข้าวยกให้แก่สือหมั่นเจี๊ย พอกลับไปคราวนี้ไม่พบเพื่อนเก่าหรือ" เหยาฟูตอบว่า "ฉันได้พบสื่อหมั่นเจี๊ย เขาจนมากไม่มีเงินทำศพ" ฝั้นเต่งเอียนพูดว่า "เจ้าทำไมไม่เอาข้าวสาลีกับหรือให้เขาเล่า" เหยาฟูตอบว่า "คุณพ่อ ฉันยกทั้งข้าวสาลีและเรือให้เขาไปแล้วลละ"
จะเห็นได้ว่า ฝั้นต่งเอียนกับลูก มีจิตใจเหมือนกัน มีใจดีที่ให้ทานเช่นนี้ มีหรือจะเหมือนคนในสมัยนี้ รู้แต่ให้ความเคารพแก่คนที่ร่ำรวย และทำเอาหน้าโดยเอาดอกไม้ปประดับบนแพรไหม (หมายความว่า คนเขามั่งมีอยู่แล้ว ก็ยังมีคนประจบให้ของขวัญมีค่าแก่เขาอีก) แต่กับคนจนกลับไม่ยอมทำงาน ดุจก่อฟืนกลางหิมะ (หมายความว่า คนจนมากแม้แต่หนาวก็ไม่มีฟืนจะใช้เพื่ออบอุ่น) ถ้าหามีคนยอมบริจาคสิ่งของโดยที่ไม่หวังผลตอบแทนมีไหม หลังการให้ทานแล้วก็ไม่นึกเสียดาย
นิทาน ๓ : คุณอูเถี่ยเจียว พูดว่า "ถ้าสัตว์เดรัจฉานเกิดรู้จักตอบแทนพระคุณแล้ว แล้วที่เกิดมาเป็นคนกลับไม่รู้จักบุญคุณ แต่หวังผลตอบแทนละ ก็จะทำให้คนรับได้ยาก นั่นก็คือ "รูปบุญ" เมื่อไปช่วยเหลือคนอื่น ใบหน้าแสดงออกเหมือนต้องการให้เขาต้องตอบแทนหน้าตาที่แสดงออกอย่างนั้นก็คือ "รูปบุญ" ที่เผยออกมาให้เห็นเช่นนี้แล้วคนที่รับบุญคุณจากเรา ในใจจะรู้สึกละอายไม่เป็นสุขหลังจากความละอายหมดไปแล้ว ก็จะเกิดเป็นความเจ็บแค้นตามมา
สมัยก่อนมีข้าราชการคนหนึ่ง เคยช่วยชีวิตคนๆ หนึ่งไว้ต่อมาคนที่ถูกช่วยเหลือก็ค่อยๆ ร่ำรวยขึ้นมา ส่วนข้าราชการก็กลับจนลง ก็ให้บังเอิญเขาเดินผ่านบ้านที่เขาเคยช่วยเหลือ คนทั้งบ้านก็ออกมาไหว้ขอบคุณ ทั้งยังรั้งเขาให้อยู่รับประทานอาหาร ค่อยปรนนิบัติด้วยความเคารพ หลังจากข้าราชการผู้นี้กินจนเมาเแล้วก็พูดจาทวงคุณ เขาพูดว่า "ถ้าหากข้าไม่ช่วยเจ้าไว้เมื่อก่อน เจ้าก็ตายไปแล้ว วันนี้เจ้าจะมีลูกเมียคนใช้ทรัพย์สินบ้านช่องอย่างนี้หรือ ตอนเจ้ามีเงินแล้วแต่ข้าซิกลับจนลง นี้มันเหตุผลอะไรกัน" พูดจบคืนนั้นเขาก็นอนค้างที่บ้านนั้น เจ้าของบ้านก็แอบวางแผนพูดว่า "คนๆ นี้จะให้ข้าตอบแทนเขา ใจเขาหวังเกินไปแล้ว ถึงฉันตอบแทนเขาๆ ก็จะไม่มีวันพอใจ ถ้าไม่ตอบแทนเขา ฉันคงต้องมีภัยเคราะห์มาแน่! สู้ฆ่าเขาเสียตอนที่เขาหลับอยู่ !" ว่าแล้วก็ใช้เชือกรัดคอเขาจนตาย
โธ่เอ๋ย ! ช่วยเหลือคนแล้วสุดท้ายกลับถูกคนที่ตนเองช่วยไว้ฆ่าตาย เบื้องลึกต้องมีอะไรที่เป็นกรรมแอบแฝงอยู่ อาจะเป็นเพราะคนที่ถูกช่วยเหลือ อนาคตต้องได้ผลตอบสนองที่อำมหิตแน่ กับข้าราชการผู้นี้ชะตาชีวิตต้องตายอย่างโหดเหี้ยม เหตุปัจจัยอะไรเราจะยังไม่วิเคราะห์ ที่ต้องการยกตัวอย่างนี้ก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อเตือนคนที่ให้ทาน แล้วหวังผลตอบแทน
**************************************
กลับไปข้างบนโปรดคลิก