|
จากการศึกษาลักษณะทางกายวิภาค
พฤติกรรมและจิตสำนึกพื้นฐานบ่งบอกว่า มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทที่ต้องดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารธัญญพืช
ผัก และผลไม้ ข้อเปรียบเทียบระหว่างอาหารจำพวก พืช ผัก ผลไม้
และอาหารจำพวกเนื้อสัตว์
1. รูปร่างลักษณะ พืชผักผลไม้มีขนาดผลไม่ใหญ่ มีขนาดและน้ำหนักที่มนุษย์สามารถยก
อุ้ม ถือได้ ลักษณะผลยาวจะมีความพอดีกับสัดส่วนของฝ่ามือและปากของมนุษย์ทำให้สามารถจับถือและรับประทานได้โดยสะดวก
เปรียบเทียบกับอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ ถึงแม้จะมีเครื่องมือมากมายแต่โอกาสที่มนุษย์จะจับสัตว์มากินอาหารแต่ละคราวนั้นก็ยากเต็มที
ถึงจะได้สัตว์ที่ตายเองมาแล้วก็ตามลำพังเพียงแต่มือเปล่า ๆ เล็บและฟันของมนุษย์ย่อมไม่สามารถฉีกดึงให้เนื้อดิบๆ
นั้นมีขนาดพอที่จะเคี้ยวกินได้ มนุษย์ต้องอาศัยอุปกรณ์เครื่องมือต่างๆมากมายทั้งมีด
ปืน ธนู หอก แห อวน หน้าไม้ ฯลฯ เพื่อใช้ล่าสัตว์ เมื่อจับได้แล้วก็ต้องใช้เครื่องมือมีคมหั่น
ผ่า ชะแหละออกเป็นชิ้นเล็กๆ ต้องสรรหา เครื่องมือภาชนะ หาอุปกรณ์ติดไฟหุงต้มกว่าจะได้กินเนื้อสัตว์
ต้องผ่านกรรมวิธี และขั้นตอนที่ยุ่งยากมากมาย
2. กลิ่น พืชผักผลไม้ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ แต่ละชนิดแต่ละประเภทมีกลิ่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่ซ้ำกันเลย
จมูกของมนุษย์สามารถแยกแยะได้ไม่สับสนปะปนกันเช่น มะม่วงมีกลิ่นของมะม่วง
มะพร้าว สตรอเบอรี่ สับปะรด ส้ม มะละกอ ละมุด ทุกชนิดล้วนมีกลิ่นเฉพาะตัว
ผลไม้ทุกประเภทมีกลิ่นหอมหวานชวนให้รับประทาน ด้วยสัญชาติญาณที่เป็นธรรมชาติดั้งเดิมของมนุษย์
ทำให้มนุษย์มีความพึงพอใจกับกลิ่นของผลไม้มาก จะเห็นได้ว่าปัจจุบันอุตสาหกรรมขนม
ของใช้เครื่องสำอางต่างๆ ประสบความสำเร็จจากการนำเอาสีและกลิ่นซึ่งเลียนแบบธรรมชาติ
ไม่ว่าจะเป็นแชมพู ครีมทาผิว เครื่องสำอาง ลิปสติก ยาดับกลิ่น
ผงซักฟอก ต่างผลิตออกมาให้มีกลิ่นหอมของธรรมชาติ เช่น กลิ่นส้ม
กลิ่นมะนาว กลิ่นสตรอเบอรี่ กลิ่นแอปเปิ้ล รวมถึงกลิ่นของดอกไม่นานาพันธ์
เปรียบเทียบกับกลิ่นของสัตว์ กลิ่นของเนื้อสัตว์ไม่ว่าสัตว์บกหรือสัตว์น้ำ
เป็นกลิ่นที่ประสาทสัมผัสของมนุษย์รังเกียจว่ากลิ่นเหม็นคาวเหมือนกันหมด
นี่ย่อมบ่งบอกถึงการปฏิเสธและความขัดแย้งต่อสัณชาตญาณของมนุษย์
เนื้อสัตว์มีกลิ่นไม่น่ารับประทานจึงต้องนำไปผ่านกรรมวิธีการปรุง
โดยนำเอาเครื่องเทศซึ่งเป็นพืชผักทั้งหลายมาปรุงคลุกเคล้าเพื่อดับกลิ่นคาว
ให้เกิดกลิ่นหอมจึงจะสามารถรับประทานได้ เช่น ต้องอาศัยกระเทียม
หัวหอม พริกไทย ใบกระเพรา ใบมะกรูด ฯลฯ ถึงกระนั้นบางครั้งก็ยังไม่อาจจะดับกลิ่นคาวจากเนื้อไปได้หมด
ทุกวันนี้เรายังไม่เคยพบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น
แป้ง สบู่ เครื่องสำอาง ครีมทาผิว แชมพู ผลิตขึ้นมาให้เลียนแบบกลิ่นของสัตว์ต่างๆออกมาวางจำหน่ายในท้องตลาดเลย
3. สี พืชผักผลไม้มีสีสรรงดงามสดสวยและหลากหลาย โดยเฉพาะเวลาที่สุกงอมเต็มที่
จะมีสีสรรน่ารับประทานส่งกลิ่นหอมไปไกล บ่งบอกถึงการเชิญชวนให้นำมารับประทาน
เปรียบเทียบกับสีของเนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์มีสีแดงและเลือดเพียงอย่างเดียว
ดูไม่น่ารับประทานปกติวิสัยของมนุษย์เมื่อเห็นแล้วรู้สึกตกใจกลัว
เนื้อสัตว์ที่ปรุงไม่สุกก็จะยังมีสีแดงของเลือด คนทั่วไปไม่กล้ารับประทาน
นักจิตศาสตร์พบว่าคนที่ชอบกินเนื้อสด เนื้อที่ปรุงไม่สุก และเลือดสดๆของสัตว์
จะเป็นกลุ่มบุคลที่มีจิตวิปริตอารมณ์ร้ายกาจ แปรปรวนชอบความรุนแรง
และมักก่ออาชญากรรมได้ง่าย
4. รสชาติ พืชผักผลไม้แต่ละชนิดมีรสชาดเฉพาะตัวไม่ซ้ำกัน ไม่มีส่วนเหมือนหรือปะปนกัน
เช่น มะม่วงก็เป็นรสของมะม่วง ไม่ใช่มะละกอ ธรรมชาติได้จัดสรรอาหาร
พืช ผัก ผลไม้อย่างมากมาย เพื่อให้มนุษย์ได้ลิ้มรสแปลกๆและได้รับคุณประโยชน์อย่างครบถ้วนต่อร่างกาย
โดยไม่เกิดความเบื่อหน่ายซ้ำซากจำเจ เปรียบเทียบกับรสชาดของเนื้อสัตว์
เนื้อสัตว์มีเพียงรสชาดเดียวคือ รสจืด เมื่อนำมาทำให้สุก ไม่ว่าจะต้มหรือทอดหากไม่ใช้เครื่องปรุงชูรสใดๆ
จะไม่มีรสชาดเลย อาหารเนื้อที่ปรุงต้องใช้เกลือ และเครื่องชูรสต่างๆที่ได้จากพืช
เช่น พริกไทย เครื่องเทศ เพื่อให้มีรสชาด เนื้อสัตว์ไม่มีลักษณะพิเศษจึงแยกประเภทได้นาก
เช่นเนื้อสุนัข ดูไม่ต่างจากเนื้อหมูหรือเนื้อคนเลย เมื่อนำมาวางรวมกันหรือปรุงเสร็จแล้วเราไม่สามารถแยกได้ออกเลยว่าจานไหนเป็นเนื้ออะไร
5. การทำให้สุก พืชผักผลไม้ทุกชนิดจะสุกโดยธรรมชาติท่ามกลางแสงแดดที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิต
ซึ่งให้คุณประโยชน์แก่ร่างกายมนุษย์อย่างยิ่ง เมื่อผลไม้สุกเต็มที่จะมีสีสรรสดสวยสะดุดตา
เมื่อมีผลโตและน้ำหนักมากกิ่งจะโน้มลงเอื้ออำนวยให้กับสัดส่วนความสูงของมนุษย์ที่จะ
สามารถเด็ดเอื้อมเก็บมารับประทานได้ไม่ยาก อาหารพืชผักจึงเป็นการได้โดยกิริยาอาการที่สุภาพ
ด้วยความยินยอมและเต็มใจจากธรรมชาติ เปรียบเทียบกับการทำให้สุกของเนื้อสัตว์
เนื้อสัตว์ทุกประเภทจะทำให้สุกได้ต้องใช้ความร้อนต้มเคี่ยวเป็นเวลานาน
ขั้นตอนการเตรียมอาหารเนื้อจึงยุ่งยากลำบาก สิ้นเปลือกเวลาเงินทองและทิศทาง
เนื้อสัตว์ที่มีอายุมากจะยิ่งเหนียวคนปรุงเนื้อจะต้องหมักในดินประสิวหรือสารเคมีอื่นๆ
เพื่อให้เนื้อเปื่อยเร็วขึ้น แต่สารเคมีเหล่านั้นเมื่อเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกายของคนเราเป็นเวลานานๆจะทำให้ผู้บริโภคเจ็บป่วย
เนื้อสัตว์นำไปบ่มให้สุกเองไม่ได้ ไม่เหมือนผลไม้ เมื่อคนกินเนื้อสัตว์ก็จะฆ่าสัตว์เป็นอาหารทุกเวลาโดยไม่คำนึงถึงอายุ
สัตว์ต้องถูกทุบตีเข่นฆ่า ฉุดกระชากลากถู หรือใช้อุบายล่อลวงกักขัง
สัตว์ทุกชนิดที่ถูกจับล้วนดิ้นรนต่อสู้ขัดขืน ฉะนั้นคนจึงได้เนื้อสัตว์มาด้วยอาการรุนแรง
ถืออำนาจบาทใหญ่ข่มเหงทารุณอย่างโหดเหี้ยมโดยที่ไม่ได้รับการยินยอม
6. ความอุดมสมบูรณ์ พืชผักผลไม้ ผลักกันผลิดอกออกผลหมุนเวียนไปตามฤดูกาลตลอดปี
ประเทศไทยเป็นประเทศเขตร้อน มีพืชผักผลไม้ออกในทุกฤดูกาลโดยสลับเปลี่ยนมาให้รับประทานกันอย่างบริบูรณ์ทันต่อความต้องการ
พืชผักผลไม้ได้เตรียมให้ทุกส่วนเช่น ดอก ผล หัว ใบ ต้น ราก ไว้ให้มนุษย์และสัตว์ได้ใช้เป็นอาหารยังชีพ
สามารถเลือกบริโภคตามความพอใจ เปรียบเทียบกับความอุดมสมบูรณ์ของเนื้อสัตว์
สัตว์ใช้เวลาในการแพร่ขยายพันธุ์นาน บางชนิดใช้เวลาตั้งท้องนานหลายๆเดือน
และตกลูกเพียงครั้งละหนึ่งตัว โดยธรรมชาติสัตว์ จึงไม่สามารถนำมาเป็นอาหารเลี้ยงดูมนุษย์ได้อย่างพอเพียง
ไม่ทันต่อความต้องการ เมื่อคนฆ่าสัตว์หนึ่งตัวก็เท่ากับทำลายชีวิตลงหนึ่งชีวิต
ระบบวงจรที่สัมพันธ์กับธรรมชาติก็สะดุดหยุดลง ทำให้สัตว์ไม่มีโอกาสอยู่แพร่พันธุ์
เพื่อจะดำรงรักษาสมดุลย์ของธรรมชาติเอาไว้อีก การบริโภคอาหารพืชผักจากธรรมชาติ
ไม่เป็นการทำลายล้างผลาญ แต่กลับจะเป็นการช่วยส่งเสริมธรรมชาติให้แพร่ขยายพันธ์เพิ่มมากขึ้น
ผักบางชนิดยิ่งเก็บยิ่งเด็ดมารับประทาน ก็จะยิ่งแตกยอดอ่อนออกมาใหม่มากขึ้นกว่าเดิม
ผลไม้เรากินเนื้อในแล้วยังคงมีเมล็ดให้นำไปเพาะปลูกต่อไป พืชบางอย่าง
เช่น ฝรั่ง มะเขือ และแตงโม ในผลหนึ่งๆจะมีเมล็ดอยู่มากมาย เมื่อมนุษย์และสัตว์ยิ่งกินมากก็ยิ่งแพร่ขยายพันธ์ได้เป็นทวีคูณ
ตรงกันข้ามกับการกินเนื้อสัตว์ ยิ่งกินมากก็ยิ่งถูกทำลายลงมาก
พืชสามารถแพร่พันธุ์ได้หลายวิธีเช่น ปักกิ่ง ชำ ตอนกิ่ง เสียบกิ่ง
ติดตา บางอย่างใช้เมล็ด ใช้หัว ใช้หน่อ นำไปขยายพันธุ์ได้อย่างง่ายดาย
จะเห็นได้ว่าธรรมชาติไม่ต้องการให้มนุษย์ยุ่งยากวุ่นวายในการเพิ่มจำนวนอาหารให้มากแต่อย่างใด
ทุกอย่างเป็นไปโดยวิถีทางของธรรมชาติ มนุษย์สามารถเก็บเกี่ยวเอาผลที่ธรรมชาติหยิบยื่นให้อย่างพรั่งพร้อมบริบูรณ์
แต่หากเราฆ่าทำลายนกในธรรมชาติลงเพียงหนึ่งตัวก็จะทำให้ตั๊กแตน
หนอน แมลงต่างๆ ที่เป็นอาหารของนกทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแมลงเหล่านี้สามารถทำลายผลผลิตทางการเกษตรได้อย่างมากมาย
ปัจจุบันเกษตรกรได้หันไปใช้สารเคมีฆ่าแมลงศัตรูพืช ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ผิด
เพราะนอกจากจะมีสารพิษตกค้างในพืชผักแล้ว ยังเป็นการทำลายสัตว์อื่นๆที่อยู่บนผิวดินและในดินทำให้ต้องตายตามไปด้วย
สัตว์เหล่านั้นให้คุณประโยชน์ต่อต้นพืชและการเพาะปลูก เมื่อต้องล้มตายลงไป
ความสมดุลย์ในวงจรเกษตรกรรมย่อมเสียไป วัฏจักรของโซ่ของอาหารจึงขาดสะบั้นลง
หากยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไปโดยไม่ได้รับการแก้ไข ดุลย์ของธรรมชาติก็จะต้องตกอยู่ในสภาวะวิกฤติอย่างแน่นอน
ถ้ามนุษย์กินแต่เนื้อสัตว์ ละเลยอาหารพืชผักผลไม้จากธรรมชาติ
เพาะปลูกน้อยลง แต่กลับใช้พื้นที่ไปเลี้ยงสัตว์ ย่อมเป็นการดำรงชีวิตอยู่อย่างไม่สอดคล้องกับธรรมชาติ
ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าการเลี้ยงปศุสัตว์มากๆเป็นอันตรายต่อมลภาวะ
ก่อให้เกิดสภาวะเรือนกระจกขึ้นในบรรยากาศของโลก นักเศรษฐศาสตร์ได้คำนวณว่า
ในโลกนี้มีพื้นที่ให้มนุษย์ผลิตอาหารได้คนละ 2.5 ไร่ คนที่กินเนื้อต้องใช้เนื้อที่ถึง
5 ไร่จึงจะเพียงพอ แต่คนที่กินพืชผักจะใช้พื้นที่เพียง 1.5 ไร่เท่านั้น
ฉะนั้นการดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหารจำพวกพืชผักจึงช่วยประหยัดพื้นที่
และยังทำให้มีพื้นที่เหลือเพียงพอที่จะผลิตอาหาร เพื่อเลี้ยงดูชาวโลกที่ยังอดอยากอยู่อีกเป็นจำนวนมาก
ถ้าเราใช้พื้นที่หนึ่งไร่ในการเพาะปลูกถั่ว โปรตีนที่ได้จากเมล็ดถั่วใน
1 ไร่จะมีมากกว่าที่ได้รับจากการเลี้ยงปศุสัตว์ในเนื้อที่ซึ่งเท่ากัยถึง
8 เท่า พฤกษชาติทั้งหลายนอกจากจะเป็นแหล่งอาหารที่ถูกต้องของมนุษย์แล้ว
ยังให้ทุกอย่างที่เป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐานของมนุษย์อย่างครบถ้วน
ธรรมชาติได้ให้ปัจจัยในการสร้างที่อยู่อาศัย ให้เครื่องนุงห่ม
ให้ยารักษาโรค นอกจากนี้ยังช่วยรักษาบรรยากาศให้สะอาดบริสุทธิ์
ให้ร่มเงาที่ราบรื่นและความสุขแก่ทุกชีวิต แม้ต้นพืชเล็กๆก็ช่วยปกคลุมผิวดินให้ชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา
ธรรมชาติทั้งหลายเป็นเกราะป้องกันภัยให้แก่ชีวิตทุกชีวิต หากมนุษย์ทำลายธรรมชาติให้เสียสมดุลย์ก็เท่ากับทำลายเกราะคุ้มครองตนเอง
ถ้าเพียงเสี้ยวหนึ่งเสี้ยวใดของธรรมชาติถูกทำลายลง ธรรมชาติก็จะเสียสมดุลย์
ดินฟ้าอากาศก็จะวิปริตฤดูกาลแปรปรวนผิดปกติ เมื่อนั้นสิ่งมีชีวิตทั้งหมดก็จะถูกทำลายลง
เหตุฉะนี้ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงอยู่ในกำมือของมนุษย์ทุกคน
มนุษย์ทุกคนจะช่วยกู้โลก และมนุษย์เท่านั้นจะเป็นผู้ทำลายโลก
หากมนุษย์ทุกคนช่วยกันบำรุงรักษาธรรมชาติให้คงความสมดุลย์ไว้ได้
ก็จะมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขตลอดไป
|