|
"
สาวอาข่า " ไม่บริโภคอาหารพิเศษขณะตั้งครรภ์ ทารกปรกติ อ้วนท้วนแข็งแรงกว่าลูกคนไทย
ดร. รุ่ง แก้วแดง เลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ( สวช.)
ได้แถลงว่า จากที่ สวช. ให้ทุนอุดหนุนวิจัยแก่ ผศ.ดร. ยิ่งยง
เทาประเสริฐ ในเรื่อง "ภูมิปัญญาในการดูแลครรภ์ของชาวอาข่า :
มิติทางสุขภาพหรือความอยู่รอด" โดยได้ศึกษาพฤติกรรมในการดูแลครรภ์ของหญิงชาวอาข่า
ที่บ้านอีก้อป่ากล้วย ดอยตุง จ. เชียงราย ได้พบว่าหญิงชาวอาข่านั้นถือว่า
การมีครรภ์เป็นภาวะปรกติธรรมดา ไม่มีความรู้สึกว่าพิเศษหรือตื่นเต้นใดๆ
ดังนั้นจึงไม่มีการคอยประคบประหงม ในทางตรงกันข้ามกลับทำงานหนักเช่นเดียวกับตอนไม่ตั้งครรภ์
ทั้งนี้เพราะเชื่อว่าการทำงานหนักจะทำให้ลูกแข็งแรง นอกจากนี้ชาวอาข่ายังมีความเชื่อและพฤติกรรมสำหรับผู้หญิงที่มีครรภ์ต้องปฎิบัติ
คือ ไม่กินสัตว์ระหว่างท้อง ไม่ฆ่าสัตว์ทั้งสามีและภรรยา เพราะเชื่อว่าจะกระทบลูกในท้องให้มีอันเป็นไปตามสัตว์ที่ฆ่า
ไม่อาบน้ำเย็น ไม่ขึ้นต้นไม่หรือฝนมีดเพราะจะเป็นอันตรายแก่เด็กในท้องและต้องกิน
"ห่อลือ" ซึ่งเป็นผักท้องถิ่นที่ให้คุณประโยชน์สูง มีรสขม แต่ทำให้กินข้าวได้มาก
จากการสังเกตของผู้วิจัยเห็นว่า รูปแบบอาหารที่หญิงมีครรภ์กินต่อวัน
อาหารพลังงานเกือบทั้งหมดจะได้จากข้าวจ้าว ซึ่งเป็นอาหารหลักของชาวอาข่า
อาหารโปรตีนส่วนใหญ่ได้จากข้าวและถั่วซึ่งกินเป็นปริมาณมาก และไม่มีอาหารพิเศษสำหรับบำรุงครรภ์
แต่ปรากฎว่าจากสถิติที่บันทึกโดยสถานีอนามัยดอยตุง พบว่าไม่มีเด็กคลอดก่อนกำหนดหรือคลอดผิดปกติเลย
อีกทั้งน้ำหนักเด็กแรกเกิดโดยเฉลี่ยอยู่ในมาตราฐานกระทรวงสาธารณสุขคือ
3000 กรัมขึ้นไป ซึ่งผิดกับสถิติคนไทยภาคเหนือทั่วไป ที่น้ำหนักแรกเกิดจะต่ำกว่า
2500 กรัมทั้งนี้เนื่องจากพฤติกรรมการปฎิบัติตนในการตั้งครรภ์ของหญิงชาวอาข่าตามภูมิปัญญาที่ได้รับสืบทอดจากมรดกวัฒนธรรมนั้น
สอดคล้องกับมิติทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ กล่าวคือความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายก่อนตั้งครรภ์
มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าช่วงตั้งครรภ์ หรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ
การทำงานหนักเป็นปกติระหว่างเริ่มมีครรภ์จนกำหนคลอด ตลอดจนการปฎิบัติตามความเชื่อประเพณีจึงมีผลดังกล่าวข้างต้น
( บทความจาก หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันพุทธที่ 7 ตุลาคม พ.ศ.
2535 )
|