เกร็ดธรรมะ
สัจธรรมนำสู่มาตุภูมิ
ตอนที่ 1.1 ......ความแตกต่างระหว่างธรรมะกับศาสนา
ธรรมะ คือ ธาตุแท้ของธรรมญาณ เป็น อนุตตรภาวะแห่งสัจธรรม เมื่อธรรมะสถิตในมนุษย์เรียกว่า ธรรมญาณ หรือ กัลยาณจิต หลักแห่งธรรมญาณนี้เป็นรากเหง้าแห่งฟ้า และเป็นแหล่งกำเนิดแห่งพลังชีวิตของมวลชีวี เมื่อเกิดก็เข้ามาทางจุดนี้ และเมื่อตายก็ออกจากจุดนี้ไป ฉะนั้น หนึ่งจุดแห่งญาณทวารนี้จึงเป็นสัมมาวิถีของการเกิดตาย หนึ่งจุดแห่งสัมมาทวารนี้จึงเป็นการถ่ายทอดหลักธรรมญาณจริงอันวิเศษแยบยลตลอดกาล และหนึ่งจุดแห่งทวารวิเศษนี้ยังเป็นปริศนาธรรมอันล้ำค่าที่ถ่ายทอด "จากปากประทับสู่จิต" อีก ด้วยเหตุนี้ หากไม่มีพระโองการฟ้าจาก "พระเอกองค์อภิภูเจ้า" ให้สนองเกณฑ์วาระถ่ายทอดวิถีธรรมแล้ว ต่อให้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์พุทธอริยเจ้าองค์ใดๆ ก็มิอาจเอื้อมในการถ่ายทอดหรือแพร่งพรายทวารวิเศษแห่งธรรมญาณได้ เพราะฉะนั้น สัจคาถาจึงหามีบันทึกอยู่ในพระคัมภีร์ไม่ว่าจะเป็น จตุรปกรณ์ หรือเบญจคัมภีร์ ของศาสนาปราชญ์ก็ดีวัชรปรัชญาปารมิตาสูตร ของพุทธศาสนาก็ดี หรือแม้แต่คัมภีร์คุณธรรม รวมทั้งห้าพันคำ พระวิสุทธิสูตร และคัมภีร์หวงถิงจิง ของพระศาสดาเหลาจื่อก็ดี ซึ่งพระสูตรและพระคัมภีร์ทั้งหลายนี้ก็ได้เพียงแต่ "อำพรางบันทึกเป็นอักษรปริศนา" หาได้ชี้ชัดให้ประจักษ์แจ้งโดยตรงไม่ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเห็นได้ว่า ต่อให้เป็นนักปราชญ์ผู้ชาญฉลาดหลักแหลมสักเพียงใด หากไม่ได้รับการชี้แนะ และส่งมอบวิถีธรรมแท้ ผ่านการเบิกจุดญาณทวารวิเศษ อีกทั้งรับการถ่ายทอดสัจคาถาศักดิ์สิทธิ์จากพระวิสุทธิอาจารย์ที่สนองรับพระโองการแห่งฟ้าแล้ว ก็ไร้บุญปัจจัยที่จะได้สัมผัสกับความลี้ลับพิศดารอันเป็นความสุขุมคัมภีรภาพ และเป็นคุณวิเศษแห่งธาตุแท้ของธรรมะนี้ ส่วน "ศาสนา" คือธรรมานุภาพที่ปกแผ่ของธรรมะ เป็นหมื่นธรรมวิถีที่มีต้นกำเนิดมาจากธรรมะ ไม่ว่าจะเป็นกุศโลบายทั้งหมดที่อาศัยเป็นเครื่องมือ และแนวทางการสั่งสอนกล่อมเกลาเวไนยให้เข้าถึงสภาวะธรรมเดิม ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า ศาสนาเป็นคุณประโยชน์ที่สำแดงออกภายนอกของธรรมะ ส่วน ธรรมะก็คือคุณากร (บ่อเกิดแห่งความดี) ที่เป็นแก่นแท้ภายในของศาสนา กล่าวโดยสรุปคือ ศาสนาทั้งห้าล้วนมีต้นกำเนิดมาจากแหล่งกำเนิดเดียวกัน จึงมีหลักสัจธรรมเป็นหนึ่งเดียวกัน ศาสนาพุทธกล่าวว่า : "แจ้งจิตเห็นธรรมญาณ หมื่นธรรมวิถีรวมเป็นหนึ่ง" ศาสนาเต๋ากล่าวว่า : "บำเพ็ญจิตฝึกฝนธรรมญาณ ธำรงธาตุแท้รักษาความเป็นหนึ่ง" ศาสนาปราชญ์กล่าวว่า : "สำรวมจิตหล่อเลี้ยงธรรมญาณ ประครองสายกลางสู่ความเป็นหนึ่ง" ศาสนาคริสต์กล่าวว่า : "ชำระจิตกล่อมเกลาธรรมญาณ ภาวนาอธิษฐานสัมฤทธิ์เป็นหนึ่ง" ศาสนาอิสลามกล่าวว่า : "ตั้งมั่นจิตกำหนดธรรมญาณ วิสุทธิ์แท้กลับคืนเป็นหนึ่ง" จะสังเกตได้ว่า ศาสนาทั้งห้าล้วนมีจุดเริ่มต้นที่หนึ่งและมีจุดสิ้นสุดที่ความเป็นหนึ่ง "หนึ่ง" ในที่นี้มีความหมายว่าอย่างไร ? "หนึ่ง" ในที่นี้หมายถึง "เอกะ" หรือ "หนึ่งเดียว" คือ "ความเป็นหนึ่ง" ไม่มีสอง "หนึ่ง" หมายถึง หลักสัจธรรมแห่งอนุตตรธรรม หมายถึง ต้นกำเนิดของสรรพสิ่งและสรรพชีวิต รวมทั้ง ตัวเลขทั้งหมดก็มาจากหนึ่ง และไม่สามารถขาดจาก "หนึ่ง" ได้ หากตัดขาดจากความเป็นหนึ่งก็จะขาดความสมบูรณ์ตามมา เพราะฉะนั้น "หนึ่ง" ก็คือธรรมะ และเป็นสภาวะอมตะของสัจธรรมที่ไม่อาจแปรเปลี่ยนได้ ดังอริยวจนะของท่านบรมครูขงจื้อที่กล่าวไว้ว่า : "ธรรมะของข้า เป็นเอกธรรมปฏิเวธ" (ธรรมที่แจ้งแทงตลอด) อนึ่ง ศาสนาเป็นการสร้างบุญ สั่งสมบารมี เป็นการบำเพ็ญจิตฝึกฝนธรรมญาณ โดยอาศัยการสั่งสอนกล่อมเกลาเป็นพื้นฐาน ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างความพร้อมในการเข้าถึงวิถีธรรมและหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดในอนาคต คัมภีร์ทางสายกลางจึงกล่าวว่า : "การบำเพ็ญธรรม คือ การศาสนา" ศาสนา ในที่นี้หมายถึงศาสนาต่างๆ ที่เปิดกว้าง และเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป มีการอ้างอิงหลักธรรมคำสั่งสอนของพระศาสดาองค์นั้นๆ เพื่อโน้มน้าวให้สาธุชนได้บำเพ็ญจิตกล่อมเกลาธรรมญาณ อีกทั้งให้ "ละความชั่วใฝ่ความดี" กอบกู้สภาพจิตของมนุษย์ไม่ให้เสื่อมทรามเลวร้ายยิ่งกว่านี้ พร้อมทั้งเสริมสร้างพัฒนาผู้คนให้เป็นผู้ทรงศีลมีคุณธรรมในปัจจุบันชาติ เพื่ออย่างน้อยจะได้เสวยผลบุญที่สนองตอบในอนาคตชาติ กล่าวโดยรวมคือ หลักธรรมคำสอนที่มีความเสมอภาคและบุคคลทุกระดับชนชั้นสามารถนำไปศึกษาเพื่อทำความเข้าใจได้ง่าย ประกอบกับสาธุชนที่เลื่อมใสศรัทธาสามารถแสดงเจตจำนงเข้าร่วมเป็นศาสนิกชนได้นี้ ทางพุทธศาสนาเรียกว่า "อุเบกขาธรรม" ด้วยเหตุนี้ อุเบกขาธรรมเป็นหลักคำสอนที่บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรในพระคัมภีร์ที่คนทั่วไปสามารถค้นคว้าศึกษาได้ แต่สำหรับเนื้อแท้ของพระคัมภีร์ในส่วนที่อำพรางและซ่อนเร้นเป็นปริศนาธรรมอันแยบยล เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเข้าใจได้โดยตรงผ่านสื่อเครื่องมือทางพยัญชนะ ฉะนั้น หากมิได้รับการชี้แนะ และถ่ายทอด "อนุตตรแห่งสัมมาธรรม" จากพระวิสุทธิอาจารย์แล้ว ต่อให้เป็นอัจฉริยะบุคคลผู้เปี่ยมล้นด้วยภูมิปัญญาญาณอันสูงส่ง ก็เข้าถึงความวิเศษแยบยลของวิถีธรรมได้ยาก ดังวจนะของท่านจื่อก้งที่กล่าวเกี่ยวกับพระอาจารย์ขงจื้อว่า : "บทประพันธ์ของพระอาจารย์นั้น ข้าพเจ้าสามารถสดับรู้ได้" (ในส่วนนี้ได้อุปมาเกี่ยวกับศาสนา) "ทว่าวจนะที่กล่าวถึงธรรมญาณและวิถีอนุตตรธรรมนั้น ข้าพเจ้ามิอาจสดับรู้ได้" (ในส่วนนี้ได้อุปมาเกี่ยวกับสภาวะธรรม) จากข้อความที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เราสามารถเข้าใจได้ถึงความแตกต่างระหว่าง ธรรมะกับศาสนาได้อย่างแจ่มแจ้ง ศาสนา ดำรงอยู่เป็นเนืองนิตย์ แต่ธรรมะ จะไม่ลงปกโปรดหากไม่ใช่กาลอันสมควร เนื่องจากวิถีธรรมมีทั้งช่วงปรากฏและช่วงอำพราง เมื่อวาระที่วิถีธรรมเข้าสู่ช่วงอำพรางต่อให้เราจะมีความสามารถสูงเหนือฟ้าจนหาที่เปรียบมิไม่ หรือต่อให้ร่ำเรียนศึกษาวิชาศาสตร์ต่างๆ แตกฉานในคัมภีร์พระสูตรทุกๆ ศาสนา ทุกๆ นิกาย หรือจะเป็นพหูสูตรที่มีภูมิปัญญาเป็นเลิศก็ตามแต่ หากไร้บุญสัมพันธ์ได้พบมงคลสมัยที่วิถีธรรมเข้าสู่วาระปรากฏแล้วก็มิอาจได้รับธรรมแท้เด็ดขาด ด้วยว่าวิถีธรรมจะไม่ลงโปรดหากมิใช่เวลาอันควร จะไม่ถ่ายทอดหากไม่ใช่บุคคลที่มีคุณสมบัติถึงพร้อม วิถีธรรมจะโปรดฉุดช่วยก็ต่อเมื่อมีภัยพิบัติมาคุกคาม แต่สำหรับศาสนานั้น ปรากฏอยู่ทั่วไป ไม่ว่าธรรมะจะเข้าสู่วาระปรากฏหรือวาระแฝงหรือไม่ การอบรมสั่งสอนของศาสนาก็ยังดำรงอยู่ทั่วอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การสั่งสอนกล่อมเกลาของศาสนาเป็นการเสริมสร้างคุณสมบัติขั้นพื้นฐานก่อนการเข้าสู่กระแสแห่งวิถีอนุตตรธรรม จึงเห็นได้ว่า ธรรมะ ไม่ห่างจากศาสนา และศาสนาก็ไม่อาจฉุดช่วยเวไนยได้ ถ้าไม่มีธรรมะเป็นรากฐาน ยิ่งกว่านั้นอาจจะส่งผลให้ศาสนากลายเป็นมิจฉาศาสน์หรือลัทธินอกรีต ซึ่งไม่ใช่เป็นศาสนาที่เที่ยงตรงอีกต่อไป อันที่จริงแล้ว ธรรมะกับศาสนา มีผลสัมฤทธิ์และความแตกต่างกันอย่างไร ? "ธรรมะ" เป็นหนทางที่ช่วยให้พ้นจากการเกิดตาย หลุดจากสังสารวัฏฏะ เข้าสู่วิมุติสุขแห่งอนุตตรภูมิ อีกทั้งยังช่วยให้รอดจากเคราะห์ร้าย หลบหลีกจากมหันตภัย ปลดเปลื้องหนี้เวรหนี้กรรม เปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต หลุดพ้นจากห้วงทะเลทุกข์ คุณานุคุณนานาประการที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้ เป็นคุณวิเศษเหนือคำพรรณนาของธรรมะ ด้วยเหตุนี้ พระพุทธองค์จึงทรงตรัสว่า : "จากพิภพจบเบื้องงบน วิเศษสุดคือธรรมะ" พุทธวจนะที่ทรงตรัสมานี้ จะเป็นมุสาวาจาไปได้ฤา !! สำหรับ "ศาสนา" เป็นหลักเกณฑ์ในการสั่งสอนกล่อมเกลาเวไนยเพื่อหลุดพ้นโลกีย์วิสัย เป็นบรรทัดฐานของมนุษยธรรมเป็นแนวทางการบำเพ็ญจิตหล่อเลี้ยงธรรมญาณ สรรค์สร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบ พัฒนายกระดับบุคคลากรให้เป็นเสาหลักของประเทศชาติบ้านเมือง และครอบครัว กำหนดคุณธรรมและแบบแผนอันดีงามของโลก สอนให้ผู้คนละความชั่วใฝ่ความดีให้ดำเนินไปตามครรลองคลองธรรม เป็นพสกนิกรที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังผลให้ได้เสพสุขกับผลแห่งกุศลกรรมในอนาคตชาติ อันเป็นการเตรียมความพร้อมขั้นพื้นฐานที่จะได้สดับรับวิถีธรรมและเพื่อหลุดพ้นในวันข้างหน้า เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว แสดงให้เห็นว่า โลกนี้จะขาดศาสนาไปก็มิได้เช่นกัน นี่คือ ผลสัมฤทธิ์และความแตกต่างระหว่าง "ธรรมะกับศาสนา" ด้วยเหตุนี้ ไม่ว่าผู้ที่มีความศรัทธาเลื่อมใสในศาสนาใดๆ ก็ตาม เมื่อเข้าใจแล้วว่า ธรรมะคือต้นกำเนิดของศาสนาโดยอาศัยการสั่งสอนกล่อมเกลาของศาสนาเพื่อเสริมสร้างฐานบุญก่อนเข้าสู่กระแสธรรมแล้ว จึงควรเปิด "ประตูแห่งปัญญาญาณ" พร้อมทั้งยกระดับตัวเอง และน้อมสดับรับวิถีธรรมเพื่อฟื้นฟูพุทธจิต จึงจะได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า "การเกิดมาจากที่ไหน !" และ "การตายจะไปทางหนใด !" ฯลฯ เช่นนี้ จึงสอดคล้องกับจุดหมายในการบำเพ็ญปฏิบัติธรรม วิถีอนุตตรธรรม เปรียบเสมือนมหาสมุทรที่มีความลุ่มลึกและกว้างใหญ่ไพศาล ไม่ว่าจะเป็นสายน้ำจากแม่น้ำลำคลองใหญ่เล็กพันหมื่นสาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำบริสุทธิ์ หรือน้ำขุ่นมัวทุกสายที่ล้วนหลั่งใหลเข้าสู่อ้อมกอดของมหาสมุทรฉันใด ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นหมื่นลัทธิพันศาสนา หรือหมื่นศาสตร์พันนิกายทุกสายธรรมก็ต้องหลั่งไหลคืนสู่อ้อมกอดแห่งธรรมฉันนั้น และที่วิเศษกว่านั้นก็คือ มหาสมุทรยังสามารถผสมผสานกลมกลืน "สายน้ำแห่งธรรม" ทุกเส้นสายที่มีความแตกต่างกันทางด้านรสชาติและความบริสุทธิ์ รวมเข้ามาเป็น "เอกรสแห่งธรรมเดียว" กันอีก กาลเวลาฟ้าได้ดำเนินการมาถึง "ยุคสามปลายกัป" ซึ่งเป็นบุญวาระที่วิถีอนุตตรธรรมลงปกโปรดอย่างกว้างขวาง โดยไม่แบ่งศาสนา หรือสีผิวและไม่ว่าจะเป็นคนร่ำรวยสูงศักดิ์ หรือคนยากจนต่ำต้อย ล้วนมีความทัดเทียมในโอกาสที่จะสดับรับวิถีธรรมได้รับการถ่ายทอด "อุเบกขาญาณ" อันเป็นจุดศูนย์รวมของหมื่นธรรมวิถี สาธุชน ! ทั้งชายและหญิงผู้บำเพ็ญเพียร จึงควรรีบเร่งกำหนดความมุ่งมั่นอันยิ่งใหญ่ น้อมกายถ่อมตนถามไถ่ในส่วนที่ตัวเองไม่รู้ เพื่อความก้าวหน้าแห่งตนเถิด !!