|
ธรรมะ คือหลักสัจธรรม หลักสัจธรรมนี้เมื่อสถิตอยู่กับฟ้าเรียกว่า หลักธรรมแห่งฟ้า
เมื่อสถิตอยู่กับมนุษย์ เรียกว่า หลักธรรมญาณเดิมแห่งกัลยาณจิต
มนุษย์ ไม่สามารถขาดธรรมญาณเดิมนี้ได้แม้เพียงชั่วขณะ หากมนุษย์ไร้ซึ่งธรรมญาณเดิมก็เปรียบเสมือนกับต้นไม้ที่ถูกขุดรากถอนโคน พลังชีวิตจากต้นรากจะถูกปิดกั้นทำให้อาจดำรงชีวิตอยู่ได้ต่อไป
ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะ หลักสัจธรรมแห่งธรรมญาณนี้ ดุจรากแห่งฟ้าของสรรพสัตว์ เป็นต้นกำเนิดของสรรพวิญญาณ และยังเป็นจุดศูนย์รวมของสรรพสิ่ง ฉะนั้น หากรากถูกถอน ต้นกำเนิดถูกปิดกั้น ประดุจต้นไม้ที่ไร้รากเหง้า และกิ่งก้านแห่งชีวิตมนุษย์จะเจริญพัฒนาได้อย่างไร ? จะรักษาชีวิตให้คงอยู่ต่อไปอย่างไรกัน ?
หลายพันกว่าปีก่อน คัมภีร์ทางสายกลาง ได้พิสูจน์แจ้งแล้วว่า :
"ธรรมะ คือสิ่งที่มิอาจขาดไปแม้ชั่วขณะ สิ่งที่ขาดไปได้มิใช่ธรรมะ"
จึงกล่าวได้ว่า :
ธรรมะ คือ หลักสัจธรรม
ธรรมะ คือ แนวทางที่มนุษย์ต้องดำเนินไป
ธรรมะ คือ หลักคุณธรรมที่มนุษย์ต้องยึดเป็นวิถีการดำรงชีวิต
เฉกเช่นรถไฟที่ต้องแล่นไปบนราง เรือที่ต้องแล่นบนผิวน้ำ และเครื่องบินที่ต้องบินไปในอากาศ ถ้ารถไฟแล่นออกนอกราง เรือไม่แล่นบนน้ำ และเครื่องบินไม่บินในอากาศ ก่อจะก่อให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นได้ มนุษย์ก็เช่นกัน หากมนุษย์ไม่ดำเนินปฏิบัติตามครรลองคลองธรรม ก็อาจต้องถูกสังคมลงโทษตามบทกฎหมาย และหากเป็นในนรกภูมิ ก็จะถูกพยายมลงทัณฑ์ทำให้ต้องตกสู่ห้วงวัฏจักรแห่งชาติกำเนิด ๔ และ ภูมิ ๖ เวียนว่ายอยู่ในทะเลทุกข์เรื่อยไปไม่มีที่สิ้นสุด
ด้วยเหตุนี้ ในเมื่อเราได้เกิดกายมาเป็นมนุษย์ ต้องยืนหยัดด้วยหลักคุณธรรมของความเป็นมนุษย์เช่นกัน เพราะฉะนั้นหลักของความเป็นจริงก็คือ เมื่อใดที่มนุษย์ขาดคุณธรรม เมื่อนั้นมนุษย์ก็จะขาดคุณสมบัติในการดำรงชีวิต
อนึ่ง คุณธรรมที่ว่านี้ หาใช่เป็นศาสตร์ความรู้ที่หาร่ำเรียนฝึกฝน หรือเสาะแสวงหาภายนอกได้ไม่ หากแต่เป็นพฤติกรรมเดิมอันประเสริฐที่สะท้อนออกจากสภาวะธรรมญาณอันบริสุทธิ์ภายในที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกหมู่เหล่า
ฉะนั้น
ธรรมะ คือ ธาตุแท้แห่งธรรมญาณของมนุษย์
คุณธรรม คือ คุณประโยชน์จากธรรมานุภาพของธรรมญาณ
ธรรมะ คือ โฉมเดิมแท้ของมนุษย์
คุณธรรม คือ พฤติกรรมโดยธรรมชาติเดิมของมนุษย์
หากมนุษย์ทุกคน สามารถประพฤติปฏิบัติตามธรรมชาติแห่งธรรมญาณตน ก็ไม่จำเป็นต้องมีการบัญญัตินมศัพท์ใดๆ เช่นคำว่า "การบำเพ็ญธรรม" หรือ "การเสริมสร้างบารมีธรรม" ฯลฯ เพื่อมาโน้มน้าวพฤติกรรมมนุษย์ให้ปฏิบัติตามครรลองคลองงธรรม
เพราะฉะนั้น เมื่อใดที่มนุษย์ได้รับการฟื้นฟูสภาวะธรรมดังกล่าวข้างต้น เมื่อนั้นจึงเรียกว่า "ได้กลับคืนสู่พฤติกรรมเดิมตามปกติวิสัยของมนุษย์อย่างแท้จริง"
เมื่อเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ธรรมญาณนั้นคือ หลักเกณฑ์ของคุณธรรม แล้วก็สามารถกล่าวได้ด้วยเหตุผลเดียวกันว่า กัลยาณจิต ก็คือหลักของคุณธรรมเช่นกัน
ดังนั้น ในเมื่อมนุษย์ทั้งหลาย มีกัลยาณจิตที่ประเสริฐงดงาม มนุษย์จึลต้องมีความประพฤติปฏิบัติที่สอดคล้องตามหลักคุณธรรมโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะใครก็ตามที่เห็นพ้องว่า ตัวเองเป็นมนุษย์ที่มีจิตธรรมญาณ ก็มิควรปฏิเสธว่าตัวเองขาดซึ่งกัลยาณจิตที่ประเสริฐ และเมื่อมนุษย์มีกัลยาณจิตที่ประเสริฐ ก็ไม่อาจคัดค้านได้ว่ามนุษย์ไร้คุณธรรมเดิมภายในเช่นกัน
กล่าวโดยสรุป เมื่อมนุษย์มิอาจจากธรรมญาณไปแม้ชั่วขณะ กัลยาณจิตก็อาจสูญไปแม้เสี้ยววินาที หากเป็นเช่นนี้แล้วมนุษย์จะขาดคุณธรรมไปได้อย่างไร ?
ดังนั้น คุณธรรมจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตของมนุษย์ชาติ แสดงออกทั่วไปในอิริยาบถ ไม่ว่าจะเป็น การนอน การนั่ง การเดิน การเป็นอยู่ หรือการสัญจรไปมา ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนต้องอาศัยคุณธรรมเพื่อเป็นสัมมาวิถีในการดำเนินชีวิต
เพราะฉะนั้น คุณธรรมคือสิ่งที่มนุษย์มีพร้อมสมบูรณ์มาแต่กำเนิด คุณธรรม คือธาตุเดิมเนื้อแท้ของมนุษย์ หาใช่เป็นสิ่งแปลกใหม่ และยิ่งไม่ใช่เป็นหนทางคดเคี้ยวลุ่มดอน ยากแก่การปฏิบัติเช่นกันเพียงแต่ขอให้เราทุกคนได้ทำความเข้าใจในวิถีธรรมเท่านั้นเอง
ท่านบรมครูขงจื้อกล่าวว่า :
"กัลยาณชนพึงรักษาวิถีธรรมตราบชีวิตจะหาไม่"
ยังได้กล่าวอีกว่า :
"กัลยาณชนจะกังวลเฉพาะการเผยแผ่ธรรม แต่จะไม่กังวลต่อความแร้นแค้น"
และยังได้กล่าวอีกว่า :
"กัลยาณชนสุขสราญในการเผยแผ่ธรรม"
ดังนั้น เมื่อเจินจื้อได้รัยวิถีธรรมจึงสำรวมระมัดระวังทุกย่างก้าวในการปฏิบัติธรรม ทุกวันจะพิจารณาสำรวจตนในสามเรื่องได้แก่
"มีหรือไม่ที่ไม่ซื่อสัตย์ในหน้าที่
มีหรือไม่ที่ขาดสัจจะต่อเพื่อน
และมีหรือไม่ที่ไม่ทบทวนหลักธรรมที่อาจารย์ถ่ายทอดให้"
สำหรับ เอี๋ยนจื่อซึ่งเป็นศานุศิษย์อีกคนหนึ่งของท่านขงจื่อ ก็เช่นกัน ที่เมื่อได้รับวิถีธรรมแล้ว สามารถประคองรักษาธรรมะได้ตลอดไปโดยมิให้เสื่อมคลายเลย
จากกรณีตัวอย่างที่กล่าวมาเบื้องต้นจึงแสดงให้ว่า ธรรมะมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับมนุษย์
แต่อนิจจา ! ชาวมนุษย์ในโลกกลับไม่ให้ความสำคัญ
ท่านบรมครูขงจื้อได้อุทานว่า :
"ใครเลย ! ! จะออกจากบ้านไปโดยไม่ผ่านทางประตูใหญ่ แต่ไฉนจึงไม่ค่อยมีใครอออกทางประตูธรรมเล่า"
|