เกร็ดธรรมะ
สัจธรรมนำสู่มาตุภูมิ
ตอนที่ 2.1 ......คุณประโยชน์ของการรับวิถีธรรม
ธรรมะ คือหนทาง หนทางที่ว่านี้ ไม่ใช่เป็นหนทางทั่วไปทางโลก และหาใช่เป็นหนทางลุ่มหลงที่นำไปสู่ทะเลทุกข์ หรือเป็นทางตันแห่งการเวียนว่ายก็หาไม่ หากแต่เป็น สัมมาวิถีสู่สุขาวดีพุทธเกษตรนั่นเอง อย่างไรก็ดี "สัมมาวิถี" ที่ว่านี้อยู่ที่ไหน ? ผู้รู้อยู่ใกล้แค่นัยน์ตา เพียงหนึ่งก้าวก็ล่วงพ้นได้ ส่วนผู้หลงอยู่ไกล 108000 ลี้ ต่อให้ผ่านการเวียนว่ายมาพันหมื่นชาติก็มิอาจได้พบสัมมาวิถี ถึงจะใช้ระยะเวลานานเป็นหมื่นๆ มีก็ไม่สามารถพบเจอหนทางอันวิเศษแยบยลนี้ได้ อันที่จริงแล้วสัมมาวิถีที่ว่านี้ เป็นหนทางที่มาจากฟ้าเบื้องบน และสถิตเป็นธรรมญาณในกายสังขสรของมนุษย์ครั้งปางก่อนที่ธรรมะดำรงอยู่ที่อนุตตรภูมิ เรียกว่า "หลักสัจธรรมแห่งอนุตรภูมิ" แต่เมื่อธรรมะอยู่ในกายสังขารของมนุษย์เรียกว่า "หลักธรรมญาณ" เมื่อเข้ามาทางไหนก็ควรกลับไปทางนั้น เพราะวิถีธรรมนี้เป็น "สัมมาวิถีแห่งสัจธรรม" อันเป็นที่เกิดมาและตายไปของมนุษย์ เฉกเช่นพระวจนะของพระบรมครูขงจื่อที่กล่าวว่า : "ใครเลยจะออกจากบ้านไปโดยไม่ผ่านทางประตูใหญ่แต่ไฉนจึงไม่ออกทางประตูธรรมเล่า" กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การแสวงหากัลยาณจิตแห่งธรรมญาณเดิมนั่นเอง ดังที่ปราชญ์เมิ่งจื่อได้กล่าวว่า : "วิถีแห่งวิชาศาสตร์ทั้งปวง ไหนจะเทียบเท่าการแสวงหาวิถีแห่งจิตที่กระเจิดกระเจิงไปให้คืนกลับมา" หากเป็นเช่นนี้การได้รับ "วิธีธรรมแท้" มีคุณประโยชน์อย่างไร ? 1) สามารถหลุดพ้นจากการตาย การหลุดพ้นจาการตายหมายถึง การอยู่เหนือ ทวิภาวะ ( หยินหยาง ) พ้นจากการควบคุมของธาตุทั้ง 5 ( ทอง, ดิน, น้ำ,ไม้,ไฟ ) หลุดพ้นจากวัฎจักรแห่งการเวียนว่ายกลับคืนสู่พุทธภูมิ ไม่ต้องมาเกิดๆตายๆ ในทะเลทุกข์ตลอดไป เหตุใดจึงต้องแสวงหาการหลุดพ้นจากการเกิดตาย ? สาเหตุเพราะว่าการเกิดตายหาใช่เป็นเรื่องวิเศษไม่ อีกทั้งโลกมนุษย์และนรกภูมิก็ยังไม่ใช่บ้านเดิมที่น่าอยู่ของเราทุกคน ปราชญ์จวงจื่อได้กล่าวว่า : "เดิมทีข้าไม่ปรารถนาจะเกิด แต่ฉับพลันก็เกิดมาบนโลก เดิมที่ข้าไม่ ปรารถนาจะตาย แต่ทันใดความตายก็มาเยือน" การเกิดๆ ตายๆ จริงๆ เท็จๆ ยากจะแยกแยะทำให้ต้องซัดเซพเนจรอยู่ในกระแสแห่งการเกิดตาย ได้รับความทุกข์ทรมานในทะเลทุกข์ที่ไร้ขอบเขตจำกัดอย่างแสนสาหัสพระพุทธองค์ในสมัยพุทธกาลจึงได้ตัดสินใจสละราชบัลลังก์อันสูงศักดิ์ออกบรรพชา เพื่อไขปมปริศนาสำคัญของเรื่องการเกิดตาย จึงเห็นได้ว่าแดนมนุษย์ไม่ใช่แดนสุขาวดีเรื่องเกิดตายก็หาใช่เรื่องวิเศษ แม้นจะได้เกิดในโลกมนุษย์ก็เหมือนอยู่ในนรกเป็นๆ นี่เอง เมื่อตายแล้วลงไปในนรกก็ได้รับความทุกข์ในนรกอีก เกิดตายก็ยังวนเวียนอยู่ในทะเลทุกข์แห่งนรกภูมิวันยังค่ำ เพราะฉะนั้น ทั้งแดนมนุษย์และแดนนรก ล้วนมิใช่ "ดินแดนวิสุทธิ์" ทั้งนรกเป็นๆ และนรกแท้ๆ ก็หาใช่ "สวนสนุก" จึงควรตระหนักดีว่าหากต้องการ "ไม่ตาย" ก็ต้องทำให้ "ไม่มีการเกิด" เสียก่อน หากต้องการไม่ให้มีการเกิด ก็ต้อง "อยู่เหนือการเกิด" และหากต้องการอยู่เหนือการเกิดจึงต้องได้ "รับวิถีธรรม" เพราะถ้าหากได้รับชี้แนะถ่ายทอด "หลักธรรมญาณจริง" "สัจคาถา" และ "สัญลักษณ์แห่งตราประทับของพระพุทธะ" จากพระวิสุทธิอาจารย์แล้ว เรียกว่าเป็น การถอนชื่อจากบัญชีนรกสถิตนามที่พุทธาลัย รอดพ้นจากเงื้อมมือพญายม ไม่ถูกอนิจจังคุกคาม และยังสามารถกลับคืนสู่สวรรค์เบื้องบน ไม่ต้องลงมาเกิดในโลกมนุษย์ ไม่ต้องอยู่ในวัฏสงสาร และไม่ต้องทุกข์ทรมานจากการเวียนว่ายในชาติกำเนิด ๔ และภูมิวิถี ๖ อีกต่อไป ทั้งหมดที่กล่าวมาเบื้องต้น เป็นสาเหตุที่ต้องหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด อนึ่ง ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะยุคสามปลายกัป วิถีธรรมแท้ลงโปรด ถึงแม้ต้องการหลุดพ้นจากการเกิดตาย ก็เรียกได้ว่า "ยากแสนยาก" ดังเช่นพุทธคัมภีร์ที่บันทึกว่า : ".....บ้างย่ำจนรองเท้าเหล็กสึกกร่อนก็ไม่อาจพบ บ้างก็ได้มาโดยไม่ต้องลงแรงเลย..." 2) สามารถละความชั่วใฝ่ความดี การได้รับวิถีธรรมเท่านั้นที่ทำให้ฟื้นฟูกัลยาณจิตซึ่งเป็นธรรมญาณเดิมของมนุษย์ จากนั้นเราจึงเริ่มกระจ่างแจ้งในจิตตนว่ามีทั้ง "จิตเดิมแท้" และ "จิตปรุงแต่ง" จิตเดิมแท้ คือ พุทธจิตธรรมญาณเดิม และก็หมายถึงพลังธาตุญาณ ส่วนจิตปรุงแต่งก็คือ ใจเลือดหรือใจเนื้อของมนุษย์นั่นเอง และก็หมายถึงวิญญาณธาตุ หากทุกขณะความคิดของมนุษย์เป็นไปในทางมิจฉาทางโลภ และทางเห็นแก่ตัว หรือทุกอิริยาการกระทำเป็นไปในทางโหดร้ายทารุณ ทั้งนี้ล้วนเป็นเพราะพุทธจิตธรรมญาณเดิมได้ถูกอุปาทานครอบงำ ถูกอารมณ์บดบัง ทำให้รัศมีธรรมไม่สามารถปรากฏ จึงส่งผลให้วิญญาณธาตุตั้งต้นเป็นนาย และอาศัยใจเลือดใจเนื้อที่ปรุงแต่งมากระทำการต่างๆ ด้วยเหตุนี้มนุษย์จึงต้องรับวิถีธรรม จึงสามารถฟื้นฟูจิตเดิมแท้ บังเกิดปัญญาญาณอันวิเศษแยบยลเพื่อใช้เป็นประทีปส่องทาง แยกแยะทางถูกกับทางผิด และความดีกับความชั่วแปรเปลี่ยนวิญญาณธาตุให้เป็นปัญญาญาณ ละความชั่วใฝ่ความดี ให้ทุกการกระทำดำเนินไปทางสายกลาง และให้อิงธรรมญาณเป็นนาย ดังนั้นท่านขงจื้อจึงกล่าวว่า : "สามคนเดินมา ต้องมีผู้ที่สามารถเป็นอาจารย์ข้าได้จึงเลือกที่ดีเพื่อเอาอย่าง ที่ไม่ดีเพื่อนำมาแก้ไข...." อริยะวจนะข้างต้นนี้ได้กล่าวถึง "ธรรมญาณเดิมแห่งกัลยาณจิต" ที่เป็นเสมือน "อาจารย์ที่ประเสริฐ" ของตัวเราเองไม่ว่าจะเป็นความประพฤติต่างๆ หากสามารถอิงกัลยาณจิตที่ว่าเป็นเจ้านายในการควบคุม ก็จะไม่ก่อให้เกิดความผิดพลาดตามมา เพราะฉะนั้น การรับวิถีธรรมจึงจะสามารถช่วยละความชั่วใฝ่ความดีอย่างแท้จริง ขจัดมิจฉาภาวะคืนสู่สัมมาภาวะ อย่างที่มีให้เห็นเป็นประจักษ์มากมาย 3) สามารถลดเคราะห็ภัย ลบล้างหนี้เวรกรรม เคราะห์ภัย และหนี้เวรกรรมล้วนเกิดจากการกระทำของมนุษย์เองทั้งสิ้น เนื่องจากมนุษย์ได้สูญเสียจิตเดิมแท้ไปขาดซึ่งคุณธรรมทั้งแปด (กตัญญุตาธรรม ภราดรธรรม ภักดีธรรม สัตยธรรม จริยธรรม มโนธรรม หิริธรรม โอตตัปปะธรรม) อิงใจเนื้อมากระทำการ ทุกความประพฤติการกระทำล้วนผิดต่อมโนสำนึก ไม่สอดคล้องกับสัมมาธรรมแห่งครรลองฟ้าจึงได้ผูกหนี้กรรม ก่อบาปสร้างเวร นำความหายนะมาสู่ตนเองบรรยากาศที่เลวร้ายนี้ได้มาทับทมกันมานานจนกลายเป็นมหันตภัยครั้งร้ายแรงที่สุดที่ไม่เคยมีมาก่อนทั้งในอดีตและในปัจจุบัน ความวิบัติที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้ล้วนสืบเนื่องมาจากการละเมิดต่อศีลธรรมของมนุษย์เองทั้งสิ้น ในเมื่อเคราะห์ภัย และหนี้เวรกรรมเป็นผลพวงของจิตใจที่ขาดธรรมะของมนุษย์เองแล้ว จึงต้องมีการฟื้นฟูจิตเดิมแท้โดยการรับวิถีธรรม เป็นการให้มนุษย์ได้พบกับจิตเดิมแท้แห่งตนยังผลให้เคราะห์ภัยลดลง และยังช่วยลบล้างหนี้เวรกรรมอีก หากมนุษย์ทุกคนได้ฟื้นฟูกัลยาณจิต ได้พบสัมมาธรรมแห่งตนก็จะได้เข้าใจโดยปริยายว่า เพราะตนเป็นเหตุก่อให้เกิดเคราะห์ภัยและหนี้เวรกรรม ฉะนั้น หากสามารถบังเกิดจิตสำนึกขอขมาอย่างจริงใจในความผิดบาปที่ผ่านมา กระตือรือร้นในการสร้างบุญกำหนดคุณธรรมเพื่อชำระวิบากกรรม เช่นนี้แล้วเคราะห์ภัยก็จะลดลงหนี้เวรกรรมก็จะถูกบั่นทอนไปเอง ถึงครานั้นตัวเองก็ย่อมมีเสรีภาพจากพันธนาการทั้งปวง จากนั้นก็ "จิตหนึ่งใจเดียวโดยอิงกัลยาณจิตเป็นนาย" ทุกกิริยาความประพฤติตั้งอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมทั้งแปด เช่นนี้แล้ว จะมีการผูกหนี้สร้างเวรได้อย่างไร ? จะมีการก่อเคราะห์ภัยได้อย่างไรอีก ? ดังคำที่กล่าวว่า : "กรรมเก่าไม่มี กรรมใหม่ไม่สร้าง" กายใจผ่องใส ทั้งเคราะห์ภัยและหนี้เวรกรรมก็จะสลายไปเอง ! ทว่าปัจจุบัน เป็นยุคสามปลายกัป ซึ่งเป็นวาระสมัยที่มนุษยชาติต้องถูกตัดสินโทษ แต่หากมีผู้ได้รับวิถีธรรมสามารถละความชั่วใฝ่ความดี ขจัดความมิจฉาสู่สัมมาแล้วนั้น ต่อให้ต้องพบพานกับภัยพิบัติที่ไหนก็ตาม ก็สามารถอาศัยไตรรัตน์มาคุ้มภัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็จะมาคุ้มครองด้วยเช่นกัน !