|
ดังที่กล่าวเบื้องต้นแล้วว่า ธรรมะ มีมาแต่เดิม ส่วนคุณธรรมเป็นการแสดงออกโดยธรรมชาติของธรรมะ ธรรมะ คือ ธรรมญาณเดิมของมนุษย์ คือรากกำเนิดของชีวิต และในเมื่อธรรมะคือธรรมญาณเดิมของมนุษย์ สถิตอยู่กายมนุษย์และมนุษย์ทุกๆ คนล้วนมีธรรมะมาแต่กำเนิด เหตุใดเราจึงต้องรับวิถีธรรมอีก ?
สภาวะธรรมนี้ ประทับอยู่ในกายเนื้อของมนุษยชาติและสรรพชีวิต ถึงแม้จะอยู่ในกายมนุษย์ แต่การเข้าออกของสภาวะธรรมไม่มีรูปลักษณ์ให้เห็น การไปมาของสภาวะธรรมก็หามีท่วงทำนองให้สดับไม่ !
เพราะเหตุนี้ สรรพชีวิตทั้งปวงจึงล้วนแต่อาศัยธรรมญาณเดิมนี้ในการดำรงชีวิตโดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่มีอยู่ในตัวแต่ตัวเองก็ไม่เคยรู้จักตัวตนที่แท้จริง ยิ่งกว่านั้น นับตั้งแต่มนุษย์ได้เกิดการเวียนว่ายมา ซึ่งเป็นระยะเวลากว่าหกหมื่นปี ทุกชาติเกิดหากไม่หลงใหลอยู่กับ สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร ก็หมกมุ่นในความรัก ความโลภ ความโกรธ ความหลง เพียงเพื่อต้องการสนองตัณหาอาศัยใจเนื้อมากระทำการทุกอย่าง ทำให้บั่นทอนพลังธาตุ ไม่ยึดมั่นในคุณธรรม เลือดเดือดอารมณ์ร้อน หุนหันพลันแล่นยโสโอหัง ปล่อยปละละเลย ใช้กลอุบายเล่ห์เหลี่ยมฉ้อฉลคดโกงปล่อยใจปล่อยอารมณ์ ทำให้จิตเดิมแท้กระเจิดกระเจิง ฯลฯ
บัดนั้นเรื่อยมา สภาวะธรรมอันวิเศษแยบยล หรือพุทธจิตเดิม จึงถูกตัณหาครอบงำ ถูกอารมณ์ยึดครอง ใช้ชีวิตอยู่ในความหลับใหลแต่ก็หาได้หลับสนิทไม่ ! ดูเหมือนจะตื่นแต่ก็หาได้ตื่นจริงไม่ ! กลับเห็น "ทะเลแห่งเวรกรรม" เป็น "แม่น้ำแห่งความรัก" เห็น "แดนเนรมิต" หลงอาลัยอาวรณ์จนลืมกลับบ้าน หลงผิดคิดว่า สวรรค์เบื้องบนไม่มี ? โลกีย์นั่นแหละคือบ้านของเรา ?? เห็นจริงเป็นเท็จ เห็นเท็จเป็นจริง เมามายอยู่ในโลกแล้วยังฝันคิดว่าจีรังยั่งยืนอีก
อย่างที่เรียกว่า : "พุทธบุตรที่ลุ่มหลง" นั่นเอง !
นักปราชญ์เมิ่งจื้อจึงได้รำพันต่อชาวโลกว่า :
"คนทั่วไปเวลาปล่อยไก่ ปล่อยสุนัขยังรู้ที่จะเรียกกลับมา แต่ไฉนเวลาปล่อยจิตปล่อยใจไป ใยไม่รู้เรียกคืนกลับมา ช่างน่าเวทนาจริงหนอ !"
สภาวะธรรมก็ดี ธรรมญาณก็ดี ตลอดจนกัลยาณจิตที่ว่านี้ แม้นมนุษย์จะมีพร้อมสมบูรณ์มาแต่กำเนิด ทว่ามนุษย์เองหารู้ในความสมบูรณ์พร้อมนี้ไม่ เนื่องจากมนุษย์ได้ปล่อยให้ "สภาวะที่สมบูรณ์พูนพร้อม" นี้สูญหายไปเป็นระยะเวลาอันยาวนานจนตัวเองได้หลงลืมที่จะไปแสวงคืนกลับมา
ตั้งแต่นั้นมา ธรรมญาณเดิมจึงได้ลุ่มหลง เสมือนฝูงแกะที่พลัดหลง ไม่รู้ทางไป จนในที่สุดจึงลืมสิ้นซึ่งธรรมญาณเดิมทำให้เห็น "กายเป็นนาย" เห็น "จิตเป็นบ่าว" กระทำการโดยอิง "ใจเนื้อ" มาแทน "ใจพระ" ปล่อยอารมณ์ตามอำเภอใจ ไม่เกรงกลัวต่อบาปเวร ถูกกระแสของเหตุต้นผลกรรมพันธนาการ ส่งผลให้เวียนเกิดเวียนตายเรื่อยมา ทำให้จิตใจมนุษย์ตกต่ำไม่เหมือนก่อน คุณธรรมสูญสิ้นไม่มีชิ้นดี.........ฯลฯ
สาเหตุต่างๆ ที่กล่าวมานี้ ก่อให้เกิดมหันตภัยร้ายครั้งใหญ่อย่างทีไม่เคยมีมาก่อน ต่อมามนุษย์ได้แต่แสวงหาความอยู่รอดท่ามกลางทะเลทุกข์ เท่ากับ "เดินทางมรณะไปสู่นรก" แต่ทว่า "สัมมาวิถีสู่เบื้องบน" กลับไม่มีใครถามหา !
เมื่อเป็นเช่นนั้น "ทวารแคบดั้งเดิม" จึงถูกปิดกั้นไปทำให้ผ่านไปมาไม่ได้อีกต่อไป "ประตูสู่สรวลสวรรค์" จึงดูเงียบเหงาไปถนัดตา
ดังปราชญ์เมิงจื้อที่กล่าวว่า :
"ลำธารระหว่างทางเขา หากหมั่นใช้เป็นประโยชน์ก็สามรถขยายเป็นถนนได้ หากไม่รู้จักใช้ประโยชน์ก็จะเกิดหญ้ารกทำให้ทางตันได้"
มนุษย์ได้หลงลืมจิตเดิมแท้ ไม่รู้จะไปแสวงหาที่ไหน? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หนทางตรงที่ว่านี้ได้ถูกปิดไป อีกทั้งยังมีพุ่มไม้ที่มีหนามและหญ้ารกเต็มไปหมด
ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีการขอรับวิถีธรรม และยิ่งต้องมีการบำเพ็ญธรรม
การรับวิถีธรรม คืออะไร ? การรับวิถีธรรม คือการรับรู้จิตเดิมแท้ที่สูญหายไป ซึ่งเป็นแก้วมณีอันล้ำค่าของมนุษย์เองเมื่อได้ฟื้นฟูจิตเดิม ก็เท่ากับการได้ค้นพบตัวตนที่แท้จริง
การบำเพ็ญธรรมเป็นอย่างไร ? การบำเพ็ญธรรม คือ การขัดเกลาจิตเดิมเพื่อให้กลับคืนสู่ความบริสุทธิ์สมบูรณ์ และความสว่างไสวแห่งสภาวะธรรมเดิม
หากไม่ได้รับวิถีธรรม ก็ไม่อาจรู้แจ้งในต้นกำเนิดที่สถิตของจิตเดิม ยิ่งไม่สามารถกระจ่างแจ้งในสาเหตุที่ทำให้จิตเดิมต้องถูกครอบงำ และต้องสูญหายไป หลังจากที่ได้รับวิถีธรรมแล้ว จึงรู้ "จุด" ที่เป็นพื้นฐานของการบำเพ็ญธรรม และกำหนดทิศทางในการเสริมสร้างบารมีธรรม
เพราะฉะนั้น การรับวิถีธรรมจึงเป็นคุณสมบัติขั้นพื้นฐานของผู้บำเพ็ญธรรม และผู้ใฝ่คุณธรรม มีเพียงการรับธรรมและการบำเพ็ญปฏิบัติธรรมเท่านั้น ที่จะฉุดช่วยพุทธจิตญาณเดิมของเรากลับคืนสู่"มาตุภูมิแห่งแดนสุขาวดี" ให้ต้นจิตที่เป็นนายเดิมแห่งตนได้พบแสงสว่างอีกครั้งหนึ่ง เพื่อได้มีโอกาสกราบเฝ้า พระอนุตตรธรรมเจ้า และได้เข้าร่วมการ "ประชุมอริยหลงฮว๋า" ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง !
อย่างไรก็ดี ถ้าหากพระอนุตตรธรรมเจ้าไม่ทรงประทานพระองค์การฟ้า พร้อมทั้งมี พระบัญชาให้พระวิสุทธิอาจารย์ (อาจารย์ผู้รู้แจ้ง) ถ่ายทอดหลักจิตญาณอันแท้จริง เบิกจุดญาณทวารอันวิเศษและไขหลักวิถีแห่งจิตที่เป็นปมปริศนามานับหมื่นปีแล้ว ต่อให้เป็นนักปราชญ์ผู้ปรีชาสามารถ ก็ไม่อาจเข้าถึงต้นกำเนิดที่สถิตของธรรมญาณที่วิเศษแยบยล และวิสุทธิ์ภูมิลึกลับแห่งญาณทวารนี้ได้ !
จึงเห็นได้ว่า ธรรมะ คือหลักสัจธรรม หลักสัจธรรม หมายถึงหลักธรรมญาณ หลักธรรมญาณ ก็คือกัลยาณจิต และกัลยาณจิตก็คือพระพุทธะนั่นเอง ! การที่ต้องอยู่เหนือการเกิดตาย หลุดพ้นจากการเวียนว่าย หลบหลีกจากมหันตภัย รอดพ้นจากความวิบัติและสำเร็จเป็นพระพุทธอริยเจ้า ล้วนต้องผ่านขั้นตอนการ "รู้แจ้งในวิถีธรรม" ทั้งนั้น
เพราะเหตุนี้ องค์ศากยมุนีพุทธเจ้า จึงไม่ทรงอาลัยในฐานันดรศักดิ์ที่ทรงเป็นถึงราชโอรส แต่กลับจาริกสู่ปู่เขาเพื่อแสดงโมกขธรรม ส่วนพระธิดาเมี่ยวซ่าน ที่ไม่ทรงหลงใหลกับความสุขสรรเสริญในพระราชวัง แต่กลับออกบรรพชาเพื่อแสวงธรรมเช่นกัน รวมทั้งพระอริยเจ้า
เซียนเอวี๋ยน ที่ต้องกราบพระอาจารย์ถึง 72 ท่านกว่าจะได้รับธรรมแท้ และท่านบรมครูขงจื้อที่ต้องน้อมถาม "หลักจริยา"กับท่านเหลาจื้อ ตลอดจนพระภิกษุเสินกวง ที่ต้องคุกเข่าท่ามกลางหิมะ และตัดแขนท่านเองเพื่อพิสูจน์ความแน่วแน่ก่อนจะได้รับวิถีธรรม
จึงเห็นได้ว่า พุทธอริยเจ้าในอดีตล้วนต้องปล่อยวางจากโลกีย์วิสัย ละทิ้งครอบครัว บำเพ็ญทุกกรกิริยาหลายสิบปี ทั้งนี้เพื่อรอรับการถ่ายทอดหลักธรรมญาณจริงของมหาธรรมนั่นเอง !!!
|