|
"ธรรมแท้ต้องมีโองการฟ้าจริง" ที่ว่าพระโองการฟ้า หมายถึง "พระบรมราชโองการแห่งพระเอกองค์อภิภูเจ้า" นั่นเอง
"พงศาธรรม" คือ "ธรรมแท้ ที่เป็นเอกธรรมมรรค ที่ถ่ายทอดส่งมอบกันมาเฉพาะบุคคลได้รับกันเพียงลำพังแบบรุ่นต่อรุ่น" นั่นเอง
ตั้งแต่อริยเจ้าฝูซี "หนึ่งขีดเบิกฟ้า" กำหนด "อัฐลักษณ์ของฟ้าปางก่อน" (เซียนเทียนปากว้า) ซึ่งเป็นการที่มหาธรรมเริ่มลงโปรดมนุษย์
ในช่วงบูรพาแดนตอนต้น ได้มีพระบรรพจารย์รวมทั้งสิ้น 18 สมัย ดังนี้ :
สมัยที่ ๑ อริยเจ้าฝูซี
สมัยที่ ๒ อริยเจ้าเสินหนง (เทพแห่งการเกษตร)
สมัยที่ ๓ อริยกษัตริย์เซวียนเอวี๋ยน (กษัตริย์เหลือง)
สมัยที่ ๔ อริยกษัตริย์เส้าเฮ้า
สมัยที่ ๕ อริยกษัตริย์จวนซวี้
สมัยที่ ๖ อริยกษัตริย์ตี้คู่
สมัยที่ ๗ อริยกษัตริย์เหยา
สมัยที่ ๘ อริยกษัตริย์ซุ่น
สมัยที่ ๙ อริยกษัตริย์อวี่
สมัยที่ ๑๐ อริยกษัตริย์อีอิ่ง
สมัยที่ ๑๑ อริยกษัตริย์ทัง
สมัยที่ ๑๒ บรรพจารย์ไท่กงวั้ง
สมัยที่ ๑๓ อริยกษัตริย์เหวินหวัง / อู่หวัง / โจวกง
สมัยที่ ๑๔ บรรพาจารย์เหลาจื่อ
สมัยที่ ๑๕ บรมครูขงจื่อ
สมัยที่ ๑๖ บรรพจารย์เอี๋ยนจื่อ / เจินจื่อ
สมัยที่ ๑๗ บรรพาจารย์จื่อซือ
สมัยที่ ๑๘ บรรพาจารย์เมิ่งจื่อ
ที่กล่าวมานี้ เป็นพระบรรพจารย์ทั้ง 18 สมัย ที่ได้ถ่ายทอดส่งมอบพงศาธรรมแท้สมัยต่อสมัย รุ่นต่อรุ่น เป็นการถ่ายทอดเฉพาะบุคคลได้รับเพียงลำพัง
หลังจากท่านบรรพจารย์เมิ่งจื่อ ทิศทางของชีพจรแห่งธรรมได้หันเหไปยังตอนตะวันตก (หมายถึงชมพูทวีป) และในช่วงนั้นเองที่ "วิถีแห่งจิต" ได้ขาดหายไปจากการถ่ายทอดไปชีพจรแห่งธรรมของบรรพกษัตริย์ได้ถูกกลมกลืนไป ทำให้พงศาธรรมไม่สามารถสืบสานอย่างต่อเนื่อง เพราะเหตุที่วิถีธรรมได้เปลี่ยนวิถีไปยังแดนชมพูทวีปแล้ว ซึ่งทางสมณะผู้ถือบวชได้สานต่อพงศาธรรม
พระศากยมุนีพุทธเจ้าได้เป็นผู้ตรัสรู้ในอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ จากนั้นก็ได้ถ่ายทอดวิถีธรรมต่อไปอีกทั้งสิ้น 28 สมัย
พระนามของพระบรรพจารย์ทั้ง 28 สมัยทางชมพูทวีปมีดังต่อไปนี้ :
สมัยที่ ๑ พระมหากัสสปะเถระ
สมัยที่ ๒ พระอานนท์เถระ
สมัยที่ ๓ พระศาณกวาสะเถระ
สมัยที่ ๔ พระอุปคุปตะเถระ
สมัยที่ ๕ พระธฤฏกะเถระ
สมัยที่ ๖ พระมิจฉกะเถระ
สมัยที่ ๗ พระวสุมิตรเถระ
สมัยที่ ๘ พระพุทธนันทิเถระ
สมัยที่ ๙ พระพุทธมิตรเถระ
สมัยที่ ๑๐ พระปารัศวะเถระ
สมัยที่ ๑๑ พระปุณยยศะเถระ
สมัยที่ ๑๒ พระอัศวโฆษเถระ
สมัยที่ ๑๓ พระกปิมละเถระ
สมัยที่ ๑๔ พระนาคารชุนเถระ
สมัยที่ ๑๕ พระกาณเทพเถระ
สมัยที่ ๑๖ พระราหุลตาเถระ
สมัยที่ ๑๗ พระสังฆนันทิเถระ
สมัยที่ ๑๘ พระคยาศตะเถระ
สมัยที่ ๑๙ พระกุมารตะเถระ
สมัยที่ ๒๐ พระชยัตเถระ
สมัยที่ ๒๑ พระวสุพันธุเถระ
สมัยที่ ๒๒ พระมโนรหิตะเถระ
สมัยที่ ๒๓ พระหกเลนเถระ
สมัยที่ ๒๔ พระอารยสิงหะเถระ
สมัยที่ ๒๕ พระวสิอสิตะเถระ
สมัยที่ ๒๖ พระปุณยมิตรเถระ
สมัยที่ ๒๗ พระปรัชญาตาระเถระ
สมัยที่ ๒๘ พระโพธิธรรมเถระ
ที่กล่าวมาเบื้องต้น ล้วนเป็นเถระในพระพุทธศาสนาสมัยชมพูทวีปที่ถ่ายทอดเพียงลำพังแต่ชี้ชัดตรงไปยังวิถีแห่งจิต ส่งมอบกันจนถึงสมัยที่ 28 คือ พระบรรพจารย์โพธิธรรม
ต่อมาในรัชสมัยของกษัตริย์เหลียงอู่ตี้ พระบรรพจารย์โพธิธรรมได้สนองรับพระโองการฟ้าเดินทางมาจากแดนชมพูทวีปมายังแดนบูรพา (ประเทศจีน) เพื่อไขปริศนาธรรมอันแยบยล ให้กระแสธรรมได้คืนกลับสู่ประเทศจีนอีกครั้งหนึ่ง
ดังที่สุภาษิตได้กล่าวไว้ว่า :
"ธารน้ำไหลคืนสู่ต้นกระแส" (เหลาสุ่ยหวันเฉา) นั่นเอง
ตั้งแต่พระโพธิธรรมได้เข้าสู่ประเทศจีน ธรรมแท้ยังเป็นการ "สืบทอดแบบเส้นชีพจรเดียว" โดยมีพระโพธิธรรมเป็นพระปฐมบรรพจารย์ ถ่ายทอดวิถีธรรมนี้ให้แก่พระบรรพจารย์สมัยที่สอง พระภิกษุเสินกวง เฉพาะเพียงลำพัง ต่อด้วยพระภิกษุเซิงช้านซึ่งเป็นพระบรรพจารย์สมัยที่สาม เรื่อยมาจนถึงพระภิกษุเต้าสิ้นพระบรรพจารย์สมัยที่สี่ พระภิกษุหงเหริ่นพระบรรพจารย์สมัยที่ห้า ตลอดจนมาถึง พระภิกษุเว่ยหล่างพระบรรพจารย์สมัยที่หกซึ่งเมื่อถ่ายทอดแบบเฉพาะ จนถึงพระบรรพจารย์สมัยที่หกแล้วการส่งมอบบาตรและจีวรที่เป็นประจักษ์สัญลักษณ์ที่พระบรรพจารย์ส่งมอบกันมายาวนานได้ขาดหายจากการส่งมอบไป
จากนั้นมาจึงมีการกล่าวถึงการบำเพ็ญ "แบบนิกายใต้ที่ฉับพลัน" และ"แบบนิกายเหนือที่แบบค่อยเป็นค่อยไป" ทว่าที่จริงแล้วในช่วงขณะนั้น พงศาธรรมได้อำพรางหันเหทิศทางสู่ศาสนาปราชญ์แล้ว
ดังพระสูตรเว่ยหล่างที่กล่าวไว้ว่า :
"ธรรมวิถีแห่งศากยวงศ์ สุดที่ข้า
ศาสน์แห่งปราชญ์รับสัทธรรม ต่อจากข้า
ยุคสามปลายกัป เก็บงานสมบูรณ์
ศรัทธาพูนสำรวมจิตทางสายกลาง"
ต่อมาพระบรรพจารย์เว่ยหล่างสมัยที่หก ได้ถ่ายทอดวิถีธรรมให้แก่พระบรรพจารย์ไป๋ และพระบรรพจารย์หม่าทั้งสองท่านเพื่อเป็นพระบรรพจารย์สมัยที่เจ็ด
บัดนั้นมา วิถีธรรมได้โปรดสู่ครัวเรือน โดยมีพระบรรพจารย์สมัยต่อมาดังนี้ :
สมัยที่ ๘ พระบรรพจารย์หลัวเว่ยฉวิน
สมัยที่ ๙ พระบรรพจารย์หวงเต๋อฮวย
สมัยที่ ๑๐ พระบรรพจารย์อู๋จื่อเสียง
สมัยที่ ๑๑ พระบรรพจารย์เห๋อเหลี่ยวขู่
สมัยที่ ๑๒ พระบรรพจารย์เหยี๋ยนทุ้ย
สมัยที่ ๑๓ พระบรรพจารย์หยังหวนซวี
และพระบรรพจารย์ฉวีหวนอู๋
สมัยที่ ๑๔ พระบรรพจารย์เหยาเหเฮ่อเทียน
สมัยที่ ๑๕ พระบรรพจารย์หวังเจวี๋ยอี
สมัยที่ ๑๖ พระบรรพจารย์หลิวชิงซวี
ครบสมบูรณ์ทั้งสิบหกสมัยในธรรมกาลยุคแดง จากนั้นเกณฑ์วาระแห่งธรรมได้เข้าสู่ธรรมกาลยุคขาว โดยมีพระศรีอาริยเมตไตรยสนองเกณฑ์วาระ มีพระบรรพจารย์ลู่จงอีเป็นพระปฐมบรรพจารย์แห่งธรรมกาลยุคขาว เพื่อสนองพระอาณัติแห่งฟ้าในการปกโปรดอย่างกว้างขวาง ประกาศปริศนาธรรมอันแยบยลอย่างยิ่งใหญ่ พร้อมได้มีพระบรรพจารย์กงฉัง และพระบรรพจารย์จื่อซี่เป็นพระบรรพจารย์สมัยที่สองแห่งธรรมกาลยุคขาวเพื่อสานต่อในการเก็บงานธรรมขั้นสุดท้าย เพื่อปกโปรดไตรภูมิ และเพื่อรวมหมื่นศาสนาเป็นหนึ่งเดียว
จากการที่วิถีธรรมลงโปรดสู่โลกมนุษย์ ล้วนมีสาเหตุมาจากเกณฑ์วาระของฟ้าจึงได้มีการถ่ายทอด
ในสมัยบรรพอริยกษัตริย์ทั้งสามสมัยนั้น วิถีธรรมได้ถ่ายทอดเฉพาะอริยกษัตริย์เบื้องสูง อาศัยอริยกษัตริย์เพียงพระองค์เดียวกล่อมเกลาไพร่ฟ้า อย่างที่เรียกว่า "ธรรมกาลยุคเขียว"
หลังจากผ่านสามสมัยแห่งบรรพอริยกษัตริย์แล้ว วิถีธรรมได้ถ่ายทอดสู่นักปราชญ์ และสมณะผู้ถือบวช ศาสนาทั้งสาม (พุทธ ปราชญ์ เต๋า) ได้ถือกำเนิดมาอย่างต่อเนื่อง ต่างฝ่ายต่างอบรมกล่อมเกลาในต่างถิ่นต่างแดน อย่างที่เรียกว่า "ธรรมกาลยุคแดง"
กาลปัจจุบันได้ดำเนินมาถึง "ยุคสามปลายกัป" แบบแผนของสังคมโลกได้เสื่อมทรามลง มหันตภัยได้คุกคามอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีวิถีอนุตตรธรรมลงมาเพื่อกอบกู้กล่อมเกลาชาวโลกอย่างกว้างขวางแล้วก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงบรรยากาศโลกให้กลับคืนสู่ "วันเอกภาพแห่งสันติสุขเหมือนสมัยอริยเจ้าเหยาและซุ่น" ได้
เพราะฉะนั้นจึงประจักษ์ได้ว่า วิถีธรรมได้ลงโปรดสู่สามัญชน สัทธรรมแท้ได้ถ่ายทอดอย่างกว้างขวาง ผู้ที่ได้รับวิถีธรรมนั้นสามารถบรรลุธรรมกันถ้วนหน้า ทุกคนสามารถสำเร็จเป็นพระพุทธะในธรรมกาลยุคขาวนี้
|