|
ทุกคนต่างทราบดีว่า หยกที่ล้ำค่ามักถูกเก็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด แต่กระเบื้องที่ไร้ค่ากลับถูกทิ้งไว้อย่างไม่แยแส
คุณวิเศษอันโดดเด่น และความล้ำค่าของธรรมแท้อยู่ที่พระโองการฟ้าที่คอยควบคุมกำกับ ฉะนั้น วิถีธรรมจึงมีช่วงอำพรางและช่วงปรากฏ มีวาระเปิดเผยและวาระแอบแฝง มีการปกโปรดและมีการเก็บสมบูรณ์ บางครั้งฉุดช่วยถ้วนหน้า บางคราเข้าสู่กระแสพระนิพพาน ฯลฯ
หากวิถีธรรมเข้าสู่ช่วงอำพราง ใครก็ตามก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าธรรมะนี้คืออะไร ? ธรรมะมีความเกี่ยวพันกับมนุษย์อย่างไร ? ธรรมะมีคุณประโยชน์กับมนุษย์อย่างไร ?
แต่หากวิถีธรรมอยู่ในช่วงปรากฏ ฟ้าเบื้องบนจึงจะเปิดเผยปริศนาธรรมอันวิเศษแยบยลออกมาให้ทุกคนได้เข้าใจ ให้เวไนยได้เข้าถึงธรรมะอันสูงส่งล้ำค่า ได้คืนสู่ต้นกำเนิดแห่งธรรมะ และรู้ที่สถิตแห่งธรรมะ ฯลฯ
หากวิถีธรรมอยู่ในช่วงวาระที่ปกโปรด ก็สามารถกอบกู้ฉุดช่วยมวลเวไนยอย่างกว้างขวาง ฟ้าเบื้องบนจึงประทานพระโองการฟ้าจริงลงมาพร้อมมีพระบัญชาพิเศษให้พระพุทธอริยเจ้าเป็นผู้ปกครองธรรมกาลและยังโปรดเกล้าให้พระวิสุทธิอาจารย์(อาจารย์ผู้แจ้ง) ส่งมอบชี้แนะ "หลักธรรมญาณที่ถ่ายทอดจริง" นี้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้บำเพ็ญทั้งหลายได้เข้าถึง "ต้นกำเนิดแห่งรากธรรมะ" จึงสามารถกำหนดแนวทางในการวิริยะบำเพ็ญได้ และยังเป็นการให้ทุกคนได้รู้แจ้งใน "ที่สถิตแห่งธรรมญาณ" เพื่อจะได้เริ่มบำเพ็ญจากต้นกำเนิดนี้อีกด้วย
แต่หากพระโองการฟ้าถูกเก็บ วิถีธรรมอยู่ในช่วงวาระที่เข้าสู่พระนิพพาน ไม่ว่าจะเป็นพุทธอริยเจ้าองค์ใดก็ตามล้วนไม่อาจเอื้อมที่จะแพร่งพรายแม้เพียงคำเดียว ไม่กล้าที่จะถ่ายทอด หรือจะฉุดช่วยแม้เพียงคนเดียว ต่อให้เป็นถึงพระวิสุทธิอาจารย์ก็ไม่อาจหาญที่จะ "ถ่ายทอดหลักธรรมญาณจริง" นี้
เพราะฉะนั้น ถ้าพระโองการฟ้าของ "ธรรมะ" ถูกเก็บกลับไป ไม่ว่าใครก็ตามล้วนหมดโอกาสที่จะได้รับธรรมแท้นี้
ดังคำกล่าวที่ว่า :
"มีบุญสัมพัน์เกิดทันพระพุทธาอุบัติ
ไร้บุญสัมพันธ์เกิดหลังพระพุทธานิพพานแล้ว"
นั้นก็หมายความว่า ผู้มีบุญสัมพันธ์ย่อมได้พบพานกับวาระที่พระโองการฟ้าบันดาลให้วิถีธรรมลงโปรดสู่โลก และได้เกิดทันมงคลสมัยที่พุทธอริยเจ้าทรงโปรดฉุดช่วยเวไนย
ตรงกันข้าม ถ้าหากเป็นผู้ที่ขาดบุญสัมพันธ์ก็จะได้พบพานกับวาระที่พระโองการฟ้าถูกเรียกเก็บกลับคืนไปซึ่งก็หมายถึงการยุติการโปรดฉุดช่วย กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือการไร้บุญสัมพันธ์ที่จะได้รับวิถีธรรมแท้นั่นเอง
เพราะฉะนั้นที่ว่า "วาระยุคสามยากพบพาน" ผู้ที่ใฝ่ฝันปรารถนาที่จะรับธรรมแท้นั้น ต้องรีบรักษาโอกาสวาระยุคสามที่วิถีธรรมแท้นี้ยังลงโปรดสู่โลก หากพลาดบุญวาระนี้ไปแล้วต้องรออีกหนึ่งอุบัติกาลของฟ้าดิน ก็คือต้องรออีก 129600 ปีกว่าจะได้พบพานกับการปกโปรดในยุคสามนี้อีก
ถ้าต้องการถามว่า แล้วใครล่ะ ! คือผู้ที่มีอำนาจสิทธิขาดที่อยู่เบื้องหลังคอยควบคุม "ธรรมะ" นี้ ให้ปรากฏ - อำพราง ปกโปรด - เก็บสมบูรณ์ หรือเข้าสู่กระแสนิพพาน ?
นั่นก็คือพระบัญชาของ "องค์อภิภูเจ้า" หรือ "พระอนุตตรธรรมมารดา" หรือที่ว่า "พระโองการฟ้า" นั่นเอง !
ดั่งบทกลอนที่กล่าวว่า :
"มหาธรรมค่าล้ำ สูงยิ่ง แยบยล
ทุกสิ่งก่อกำเนิดจริง เปลี่ยนได้
ไตรภูมิสิบทิศอิง พระแม่ เป็นหลัก
อุ้มชูรากญาณไซร้ ทั่วหล้า ปกโปรด"
เพราะฉะนั้น ธรรมแท้ คือธรรมที่โปรดลงโดยได้สนองพระบัญชาจากพระอนุตตรธรรมเจ้า ผู้ที่กำเนิดสรรพสิ่งในสากลจักรวาล ทุกๆ เรื่องราว ทฤษฎีทั้งหลาย พลังงานทั้งปวง ตลอดจน ฟ้า ดิน มนุษย์ วัตถุ ตะวัน เดือน ดาว ภูเขา แม่น้ำ ลำธาร มหาสมุทร เมฆลม ฝน ฯลฯ
จึงมีคำกล่าวว่า :
"จากพิภพจบเบื้องบน สูงสุดคืออนุตตรธรรม"
คัมภีร์ทางสายกลางก็มีบันทึกว่า :
"ธรรมะ คือสิ่งที่มิอาจขาดจากไปแม้เพียงชั่วขณะ
สิ่งที่ขาดจากไปได้นั้น มิใช่เป็นธรรมะ"
ท่านบรมครูขงจื่อกล่าวว่า :
"เช้าได้รับธรรม เย็นตายก็ไม่ห่วงเลย"
ท่านได้กล่าวต่อว่า :
"กัลยาณชนพึงรักษากุศลธรรม ตราบชีวิตจะหาไม่"
จึงเห็นได้ว่า ธรรมะนี้วิเศษและล้ำค่าเพียงไร เนื่องจาก ธรรมะนี้มีธรรมานุภาพอันวิเศษแยบยล ฉะนั้น หากมนุษย์ได้รับธรรมก็สามารถสำเร็จเป็นพระพุทธะ สำเร็จเป็นเทพเซียน และสำเร็จเป็นพระอริยเจ้า แม้กระทั่งสิงสาราสัตว์ สรรพญาณหากได้รับธรรมก็สามารถบำเพ็ญจนได้กายเนื้อเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ และหากภูติผีปิศาจได้รับไป ก็สามารถบำเพ็ญจนสำเร็จเป็นเทพพรหมมีอิทธิฤทธิ์แกร่งกล้า
ฉะนั้นตั้งแต่อดีตกาลมา วิถีธรรมแท้จึงถูกเก็บอำพรางไว้เป็นความลับโดยไม่มีการเปิดเผย หรือถ่ายทอดแบบเรื่อยเปื่อย จึงมีคำกล่าวที่ว่า "สัจคัมภีร์ไม่จารึกอยู่ในพระคัมภีร์" หรือเรียกกันว่า "สัจคัมภีร์ที่ไร้อักษร"
หากไม่มีพระโองการฟ้าจากพระอนุตตรธรรมเจ้าให้สนองเกณฑ์วาระปกโปรดถ่ายทอดวิถีธรรม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์พุทธอริยเจ้าองค์ใดก็ไม่กล้าถ่ายทอด เพราะเกรงว่าจะแพร่งพรายพระลัทธรรมวิเศษอันเป็นความลับสวรรค์ของฟ้าเบื้องบน และถูกภูติผีปิศาจทั้งหลายลักพระลัทธรรมไปอันจะก่อให้เกิดความโกลาหลกับโลกมนุษย์ในอนาคตข้างหน้า
ด้วยเหตุนี้ คนใดก็ตามที่กล้าขัดต่อพระประสงค์ของฟ้าบังอาจเปิดเผยความลับสวรรค์ คนนั้นต้องถูกฟ้าประณามและถูกอัสนีทั้งห้าเผาผลาญเป็นการสนองตอบ จึงอย่าได้เห็นเป็นเล่นเหมือนละครเด็ก ทั้งนี้เนื่องจากมีผลคุณและโทษอันจะเกิดขึ้นกับวิถีธรรม
ดังคำกล่าวที่ว่า มี "วิถีธรรมแท้" กับ "การกล่อมเกลาสั่งสอน" ที่แตกต่างกันเกิดขึ้น
การกล่อมเกลาสั่งสอนดำเนินไปอย่างเปิดเผย
ส่วนการถ่ายทอดวิถีธรรมดำเนินไปอย่างลับๆ
การกล่อมเกลาสั่งสอนเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ และกับทุกๆ คน
ส่วนการถ่ายทอดวิถีธรรมจะไม่อุบัติมาหากไม่ใช่กาลอันสมควร ไม่ถ่ายทอดหากไม่ใช่บุคคลที่มีคุณสมบัติ
ท่านจื่อก้ง (ศิษย์ท่านขงจื่อ) จึงกล่าวว่า :
"บทประพันธ์ของท่านอาจารย์สามารถสดับรับได้ แต่วจนะที่กล่าวถึงธรรมญาณและวิถีอนุตตรธรรมไม่สามารถสดับรับได้"
จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ท่านขงจื่อได้จัดตั้งสถานการศึกษาเพื่อกล่อมเกลาสั่งสอนอย่างเปิดเผย ในขณะเดียวกันก็ได้อาศัยเป็นที่ถ่ายทอดวิถีธรรมอย่างลับๆ
เช่นเดียวกับที่พระศากยมุนีพุทธเจ้าได้ถ่ายทอดวิถีธรรมจากจิตสู่จิตให้แก่พระมหากัสสปะเถระโดยผ่านการ "ชูดอกบัวถ่ายทอดธรรม" ท่ามกลางเหล่าภิกษุสงฆ์จำนวนมาก เป็นการอำพรางเบิกจุดญาณทวารส่งมอบวิถีอนุตตรธรรมอันวิเศษแยบยล
กรณีเดียวกันกับที่พระสังฆปรินายกหงเหริ่นองค์ที่ห้า ที่ได้ส่งมอบวิถีธรรมให้แก่พระสังฆปรินายกเว่ยหล่างองค์ที่หกในยามค่ำคืนโดยไม่ให้ใครรู้ ซึ่งได้ใช้จีวรคลุมโปงเพื่อปิดหูปิดตาผู้คน จากนั้นจึงเบิกธรรมญาณให้ด้วยพระองค์เอง ที่กล่าวมานี้ ล้วนเป็นตัวอย่างการอำพรางถ่ายทอดวิถีธรรม แต่เปิดเผยการกล่อมเกลาสั่งสอนนั่นเอง
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะวิถีธรรมแท้นั้นเป็น "เอกธรรม" กล่าวคือมีเพียงนึ่งเดียวไม่มีสอง ฉะนั้น หากไม่ใช่ผู้ที่มีรากบุญหยั่งลึกหรือมีบุญสัมพันธ์ลึกซึ้งแล้ว ก็ยากที่จะได้สดับรับธรรมแท้
กาลปัจจุบันได้เข้าสู่ "ยุคสามวาระสุดท้าย" พระผู้เป็นเจ้าทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรด
ประทานธรรมแท้ลงสู่โลกไม่ว่าจะเป็นสามัญชนคนธรรมดา ยากดีมีจน หรือขุนนางผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ล้วนมีโอกาสได้สดับรับวิถีธรรมถ้วนหน้า เป็นธรรมปัจจัยอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อนนับแต่อดีตกาลมา จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสาธุชนคนบุญทั้งชายและหญิงจะไม่พลาดศุภวาระและจะไม่ยอมปล่อยให้บุญปัจจัยครั้งใหญ่นี้หลุดลอยไป
ฉะนั้นผู้รับธรรมที่มีรากบุญหยั่งลึก ควรประกาศธรรมานุภาพแห่งตน บำเพ็ญจริงปฏิบัติแท้ สร้างความสมบูรณ์พูนพร้อมทั้งอริยภาพภายในและศักยภาพภายนอกควบคู่กันไป เพื่อบรรลุเป็นอริยเจ้าและปราชญ์เมธี
สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้สดับรับวิถีธรรม ไม่ว่าจะเป็นทั้งคนในประเทศหรือต่างประเทศ ไม่ว่าจะมีสัญชาติที่ต่างกัน นับถือศาสนาที่ไม่เหมือนกัน ขอเพียงสามารถลดละอคติความยึดมั่นถือมั่นที่คิดแต่ว่า ตนนั้นถูกคนอื่นนั้นผิดเสมอไป จมปลักอยู่กับวิทยาศาสตร์อยู่อย่างเดียว ควรเปิดใจให้กว้างเพื่อโอกาสที่จะได้สดับรับวิถีธรรม
พึงตระหนักว่า ท่ามกลางฟ้าดินมี "นิจธรรม" ที่ไม่แปรเปลี่ยนและดำรงคงอยู่นิรันดร์กาล แต่ศาสนาเปลี่ยนแปลงไปตามเกณฑ์วาระสมัย ยิ่งกว่านั้นในปัจจุบันเกณฑ์กำหนดของฟ้าได้ดำเนินมาถึง "วาระเก็บเกี่ยวสาธุชนชายหญิง" อันเป็นมงคลสมัยที่ประกาศพระสัทธรรม ฟื้นฟูคุณธรรมเดิมอีกครา อีกทั้งยังเป็นการรวมห้าศาสนามาเป็นหนึ่งเดียว เป็นการเก็บหมื่นลัทธิคืนสู่ต้นราก ฉะนั้น หลังจากที่จิตเดิมแท้ของมนุษย์ได้ถูกฟื้นฟูกาลเวลาได้สุกงอม เป็นวาระที่ผู้บำเพ็ญเพียรจะได้บรรลุอริยมรรคนั่นเอง !
หวังว่าพี่น้องชายหญิงทุกหมู่เหล่าจะเปิดใจให้กว้าง ลดทิฐิมานะความเห็นแก่ตัวที่ผิดเพี้ยนไป รีบแสวงวิถีธรรมแท้ ค้นหาจิตเดิมแห่งตน เพื่อฟื้นฟูโฉมเดิมแท้ ปลูกสร้างเนื้อนาบุญอย่างกว้างขวาง สร้างบุญสร้างคุณธรรม ปลดเปลื้องหนี้เวรกรรมหลุดพ้นจากวัฏแห่งการเวียนว่าย ขึ้นสู่ฝั่งอนุตตรภูมิ ฉุดช่วยบรรพชนเจ็ดชั้นและลูกหลานอีกเก้าชั่วคน จึงได้ชื่อว่าเป็นบุตรกตัญญูรู้คุณอย่างแท้จริง
หวังอีกว่าทุกคนจะพลิกแพลงตามสถานการณ์ เนื่องจากกาลเวลาไม่เอื้ออำนวย จึงอย่าได้เห็นกงจักรเป็นดอกบัวเกรงจะไม่กล้าก้าวต่อไป มัวแต่ร่ำไรเชื่องช้า รีรอไม่วิริยะ ท้ายสุด "พุทธะ" ก็ไม่อาจบรรลุได้
ดังที่กล่าวว่า :
"เมื่อพาดบุญปัจจัยที่มาบรรจบ ก็อย่าหวังจะได้พบอีก"
ถึงเวลานั้นจะรู้ตื่นก็สายเสียแล้ว !!
|